[NEW] บกพร่องทางสติปัญญา : บกพร่องทางสติปัญญา : สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต | ผู้มีปัญญา คือ – Sathyasaith

ผู้มีปัญญา คือ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา / ภาวะปัญญาอ่อน
(Intellectual Disabilities / Mental Retardation)


          ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เป็นภาวะที่มีพัฒนาการบกพร่องซึ่งทำให้มีข้อจำกัดด้านสติปัญญา การเรียนรู้และการปรับตัวในการดำรงชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันเริ่มมีการใช้คำว่า บกพร่องทางสติปัญญา แทน ภาวะปัญญาอ่อน มากขึ้นในองค์กรระดับนานาชาติ เช่น IASSID (International Association for the Scientific Study of Intellectual Disabilities) WHO (World Health Organization) WPA (World Psychiatry Association) รวมทั้ง AAMR (The American Association on Mental Retardation) หรือสมาคมบุคคลปัญญาอ่อนแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบด้วยสหวิชาชีพจากทั่วโลกและก่อตั้งมาเป็นเวลานาน 130 ปี ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น The  American Association of  Intellectual  and Developmental Disabilities (AAIDD) เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เพื่อเสนอแนวทางที่จะทำให้สังคมยอมรับผู้บกพร่องทางสติปัญญามากขึ้น

คำจำกัดความของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือภาวะปัญญาอ่อน

          บุคคลบกพร่องทางสติปัญญามักมีพัฒนาการด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ ภาษาและสติปัญญาล่าช้ากว่บุคคลทั่วไป

          ตามเกณฑ์ของ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fourth Edition, Text Revision (DSM- IV-TR) โดย American Psychiatric Association (APA) ในปี พ.ศ. 2543 ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาหรือภาวะปัญญาอ่อน หมายถึง ภาวะที่มี
          1.ระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย       
          2.พฤติกรรมการปรับตนบกพร่องตั้งแต่ 2 ด้านขึ้นไป จากทั้งหมด 10 ด้าน
          3.อาการแสดงก่อนอายุ 18 ปี

เชาวน์ปัญญา

          เกณฑ์ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาด้านเชาวน์ปัญญา คือการมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า 70

พฤติกรรมการปรับตน

          หมายถึง การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นความสามารถของบุคคลนั้นที่จะสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองในสังคม ประกอบด้วย
1. การสื่อความหมาย (Communication)
2. การดูแลตนเอง (Self-care)
3. การดำรงชีวิตภายในบ้าน (Home living)
4. การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม (Social and Interpersonal Skills)
5. การใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน (Use of Community Resources)
6. การควบคุมตนเอง (Self- direction)
7. การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน (Functional Academic Skills)
8. การใช้เวลาว่าง (Leisure)
9. การทำงาน (Work)
10. การมีสุขอนามัยและความปลอดภัยเบื้องต้น (Health and Safety)

          การประเมินพฤติกรรมการปรับตนตามเกณฑ์การวินิจฉัยในปี พ.ศ.2535 ซึ่งจะต้องบกพร่องอย่างน้อย 2 ด้านจาก 10 ด้าน ในทางปฏิบัติไม่มีเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งที่จะประเมินได้ครบทั้ง 10 ด้าน ในครั้งที่ 10 เมื่อปี พ.ศ.2545 AAMR จึงได้ปรับเกณฑ์การวินิจฉัยเรื่องพฤติกรรมการปรับตนเป็นการปฏิบัติตนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ในข้อ ก หรือ ข้อ ข ดังนี้
          ก. ทักษะด้านใดด้านหนึ่งใน 3 ด้านของพฤติกรรมการปรับตน ได้แก่ ทักษะด้านความคิดรวบยอด (conceptual skills) ทักษะด้านสังคม (social skills) หรือทักษะด้านการปฏิบัติตน (practical skills) หรือ
          ข. ทักษะทั้ง 3 ด้าน ตามข้อ ก โดยดูจากคะแนนรวมทั้งหมด
          ทั้งนี้การประเมินพฤติกรรมการปรับตนนี้ AAMR หรือ AAIDD ได้พัฒนาเครื่องมือการประเมินคือ Diagnostic Adaptive Behavior Scale เพื่อให้การประเมินมีมาตรฐานมากขึ้น

แบบประเมิน
เครื่องมือประเมินพัฒนาการและระดับเชาวน์ปัญญา
– Bayley Scales of Infant Development
– Wechsler Preschool and Primary Scale of Intelligence III
– Stanford-Binet Intelligence Scale (5th Ed)
– Kaufman Assessment Battery for Children II
– Wechsler Intelligence Scale for Children (WICS-IV)
 เครื่องมือประเมินพฤติกรรมการปรับตน
– Vineland Adaptive Behavior Scale II (VBAS II)
– AAMR Adaptive Behavior  Scales-School (ABS-s II)
– Diagnostic Adaptive Behavior Scale

          แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาที่นิยมใช้เป็นมาตรฐานในประเทศไทย ได้แก่ Stanford-Binet Intelligence Scale และ Wechsler Intelligence Scale for Children  ส่วนเครื่องมือวัดพฤติกรรมการปรับตนที่ใช้ ได้แก่ Vineland Adaptive Behavior Scales     

อายุที่แสดงภาวะบกพร่องทางสติปัญญา 
          ตาม DSM-IV-TR อาการที่แสดงภาวะบกพร่องทางสติปัญญาต้องแสดงก่อนอายุ 18 ปี แต่อย่างไรก็ตามเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ที่มีอาการแสดงภาวะบกพร่องทางสติปัญญา ยังไม่ควรได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญา ยกเว้นพบความบกพร่องอย่างรุนแรงและ/หรือพบภาวะที่มีความสัมพันธ์สูงกับภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เช่น กลุ่มอาการดาวน์  ดังนั้น เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าวข้างต้น ควรได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะบกพร่องทางพัฒนาการและควรติดตามการวินิจฉัยต่อไปเมื่อเด็กอายุมากขึ้น

ความชุก 
          โดยทั่วไปพบบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาร้อยละ 1-3 ของประชากร ในประเทศไทยพบความชุกของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาประมาณร้อยละ 0.4-4.7 ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละรายงานขึ้นอยู่กับเกณฑ์การวินิจฉัย การออกแบบการวิจัย และวิธีการศึกษา ตัวอย่างเช่น เมื่อการวินิจฉัยใช้เกณฑ์ระดับเชาวน์ปัญญา(IQ) อย่างเดียว ความชุกจะพบประมาณร้อยละ 3 แต่เมื่อวินิจฉัยโดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ ตามที่กล่าวข้างต้น ความชุกจะพบประมาณร้อยละ 1 (The American Academy of child & Adolescent Psychiatry : AACAP, 2542) และพบภาวะความบกพร่องทางสติปัญญาในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยอัตราชาย : หญิง ประมาณ 1.5 : 1 (APA, 2543)

สาเหตุของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
          สาเหตุของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเกิดจากปัจจัยต่างๆ ในด้านชีวภาพ สังคมจิตวิทยา หรือหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน ประมาณร้อยละ 30-50 ของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเท่านั้นที่ทราบสาเหตุ  ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง (IQ<50) ซึ่งพบสาเหตุได้ร้อยละ 80 ส่วนกลุ่มที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยพบสาเหตุได้ประมาณร้อยละ 50 นอกจากนี้ยังพบว่าประมาณร้อยละ 50 ของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา มีสาเหตุมากกว่าหนึ่งอย่าง สาเหตุของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา แยกเป็นร้อยละที่ตรวจพบได้ดังตารางที่1

การแบ่งประเภทของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
          1.แบ่งตามระดับความรุนแรง เป็นการแบ่งโดยใช้ค่าคะแนนระดับเชาวน์ปัญญาหรือ IQ ทั้ง APA และ AAMR แบ่งภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เล็กน้อย (mild) ปานกลาง (moderate) รุนแรง (severe) และรุนแรงมาก (profound)  ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 AAMR ได้เปลี่ยนการแบ่งเหลือเพียง 2 ระดับ คือ เล็กน้อย (ระดับเชาวน์ปัญญาเท่ากับ 50-70) และ มาก (ระดับเชาวน์ปัญญาน้อยกว่า 50) โดยเน้นที่ระดับความช่วยเหลือที่บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาต้องการ การแบ่งระดับความรุนแรงแบบนี้เพื่อช่วยแยกกลุ่มที่ระดับเชาวน์ปัญญาสูงกว่า 50 ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่เรียนได้ (educable) ให้ได้รับประโยชน์จากโปรแกรมการศึกษา ส่วนกลุ่มที่ระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า 50 จะเน้นที่การฝึกทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต (trainable)  
          2.แบ่งตามระดับความช่วยเหลือที่ต้องการ เป็นการแบ่งเพื่อออกแบบและจัดหาบริการสนับสนุนสำหรับผู้บกพร่องทางสติปัญญาแต่ละบุคคลที่มีข้อจำกัดให้เข้าถึงระบบการศึกษาทั่วไป และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด แบ่งเป็น 4 ระดับ และประเมินอย่างน้อย 9 ด้าน ได้แก่ พัฒนาการ การเรียนการสอน การใช้ชีวิตในบ้าน การใช้ชีวิตในชุมชน การจ้างงาน สุขภาพและความปลอดภัย พฤติกรรม ทักษะทางสังคม และการแก้ต่างและการป้องกัน  อย่างไรก็ตามการแบ่งแบบนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์กับการแบ่งตามระดับความรุนแรง ดังตารางที่ 2

ลักษณะทางคลินิก
          พัฒนาการล่าช้า เป็นอาการที่สำคัญของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา  ภาวะบกพร่องทางสติปัญญายิ่งรุนแรงมากเท่าใดความล่าช้าของพัฒนาการก็ยิ่งปรากฏให้เห็นเร็วขึ้นเท่านั้น  ลักษณะทางคลินิกของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาแบ่งตามระดับได้ดังนี้
 1. ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมาก 
          พัฒนาการล่าช้าชัดเจนตั้งแต่เล็กๆทั้งในด้านประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว  อาจจะฝึกการช่วยเหลือตนเองได้บ้าง แต่ต้องอาศัยการฝึกอย่างมาก ส่วนใหญ่พบว่ามีพยาธิสภาพ ต้องการการดูแลตลอดเวลา ตลอดชีวิต แม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
 2. ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง  
          พบความผิดปกติของพัฒนาการตั้งแต่ขวบปีแรก มักมีพัฒนาการล่าช้าทุกด้าน โดยเฉพาะพัฒนาการด้านภาษา สื่อความหมายได้เพียงเล็กน้อยหรือพูดไม่ได้เลย บางรายเริ่มพูดได้เมื่อเข้าสู่วัยเรียน  มีปัญหาในการเคลื่อนไหว ในบางรายพบพยาธิสภาพมากกว่า 1 อย่าง มีทักษะการป้องกันตนเองน้อย มีความจำกัดในการดูแลตนเอง ทำงานง่ายๆได้ ส่วนใหญ่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดหรือต้องช่วยในทุกๆด้านอย่างมาก ตลอดชีวิต
 3. ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง  
          มักได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่วัยก่อนเรียน เมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี โดยพบว่าอาจมีความแตกต่างของระดับความสามารถในด้านต่างๆ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ล่าช้าในด้านการใช้ภาษา กลุ่มอาการวิลเลี่ยม (Williams syndrome) บกพร่องในทักษะการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับมิติสัมพันธ์ (visuo-spatial processing skills) และบางรายมีความสามารถทางภาษาเด่น ในบางรายพบพยาธิสภาพชัดเจน สามารถเรียนได้ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-3 ในวัยเรียนมักต้องการการจัดการศึกษาพิเศษ สามารถเรียนรู้การเดินทางตามลำพังได้ในสถานที่ที่คุ้นเคย ใช้ชีวิตในชุมชนได้ดีทั้งการดำรงชีวิตและการงาน แต่ต้องการความช่วยเหลือปานกลาง ตลอดชีวิต ประมาณร้อยละ 20 ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง
 4. ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย 
          มักได้รับการวินิจฉัยเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนแล้ว เนื่องจากในวัยก่อนเรียนพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อความหมายได้เพียงพอ  ส่วนใหญ่เรียนได้ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หรือสูงกว่า เมื่อเป็นผู้ใหญ่สามารถทำงาน แต่งงาน ดูแลครอบครัวได้ แต่อาจต้องการความช่วยเหลือบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อมีปัญหาชีวิตหรือหน้าที่การงาน มักไม่พบสาเหตุทางพยาธิสภาพ ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคมและเศรษฐสถานะยากจนหรือด้อยโอกาส ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่มีผลต่อภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
 
ความผิดปกติที่พบร่วมกับภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
           พบความผิดปกติทางจิตเวชในบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาได้ถึงร้อยละ 45 ซึ่งสูงกว่าประชากรทั่วไป  ความผิดปกติเหล่านี้จะพบบ่อยขึ้นเมื่อความรุนแรงของภาวะบกพร่องทางสติปัญญามากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาพฤติกรรม ความผิดปกติที่พบ ได้แก่ ซน สมาธิสั้น พบร้อยละ 8-15 พฤติกรรมทำร้ายตนเอง ร้อยละ 3-15 นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมก้าวร้าว กระตุ้นตนเอง เช่น ตบมือ เขย่งเท้า ดื้อ เกเร พบโรคอารมณ์สับสนแปรปรวนร้อยละ 1-3.5 และโรคจิต (schizophrenia) ร้อยละ 3 การรักษาโดยการปรับพฤติกรรมและการใช้ยา ส่วนการทำจิตบำบัดมักไม่ค่อยได้ผล
          ในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาจะพบอาการชักได้บ่อยกว่าเด็กทั่วไปประมาณ 10 เท่า  โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก พบได้ถึงร้อยละ 30   อาการชักมักควบคุมได้ยาก เนื่องจากมีความผิดปกติจากกลุ่มอาการต่างๆ มีพยาธิสภาพของระบบประสาทส่วนกลาง และในผู้ป่วยแต่ละรายอาจพบอาการชักได้หลายรูปแบบ
          ภาวะประสาทสัมผัสบกพร่อง ได้แก่ การได้ยินบกพร่องหรือมีปัญหาในการมองเห็นนั้นพบได้บ่อยในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา โดยเฉพาะในกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของใบหน้าและศีรษะ  ประมาณร้อยละ 50 ของเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในระดับรุนแรงจะมีปัญหาในการมองเห็น ที่พบบ่อยได้แก่ ตาเขและสายตาผิดปกติ
          ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยและรุนแรงพบความบกพร่องในด้านการเคลื่อนไหวซึ่งเข้าได้กับสมองพิการ (cerebral palsy :CP) ประมาณร้อยละ 10 และ 20 ตามลำดับ และประมาณร้อยละ 50 ของเด็กสมองพิการ จะพบว่ามีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาในระดับความรุนแรงต่างๆร่วมด้วย ประมาณร้อยละ 50-75 ของเด็กออทิสติกมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ในขณะที่ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาก็พบพฤติกรรมแบบออทิสติก ได้แก่ พฤติกรรมซ้ำๆหรือทำร้ายตนเอง ได้ร้อยละ 8-20 โดยมักพบในภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง  กลุ่มอาการที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาบางกลุ่มมีอุบัติการณ์ของกลุ่มอาการออทิซึมมากกว่าประชากรทั่วไป เช่น กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ กลุ่มอาการดาวน์ และ Tuberous sclerosis มีกลุ่มอาการออทิซึมร่วมด้วยซึ่งสูงกว่าในประชากรทั่วไปที่พบกลุ่มอาการออทิซึมร้อยละ 0.3-0.6

See also  ข้อดีของการเป็น Youtuber/Blogger มีอะไรบ้าง? | บล็อก เกอร์ ความ งาม

การช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
            แม้ว่าเมื่อเกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญาแล้ว จะไม่อาจรักษาสมองส่วนที่เสียไปให้กลับคืนมาทำงานได้ตามปกติก็ตาม แต่ก็สามารถจะคงสภาพ หรือฟื้นฟูสภาพทางสมองส่วนที่คงเหลืออยู่ให้ทำงานได้เต็มที่ ดังนั้น การรักษาภาวะบกพร่องทางสติปัญญา จึงเน้นการฟื้นฟูสมรรถภาพของสมองและร่างกาย มากกว่าการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว การวินิจฉัยให้ได้เร็วที่สุดและการฟื้นฟูสมรรถภาพทันทีที่วินิจฉัยได้ จะช่วยหยุดยั้งความพิการมิให้เพิ่มขึ้น เป้าหมายของการรักษาภาวะบกพร่องทางสติปัญญาจึงมิใช่มุ่งรักษาให้หายจากโรค  แต่เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด ให้ช่วยตัวเองได้ ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคมมากเกินไป  และสามารถประกอบอาชีพได้ 


การฟื้นฟูสมรรถภาพในบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา  มีดังนี้ 
1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ (Medical Rehabilitation)

          การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ในช่วงแรกเกิด – 6 ปี ได้แก่ การส่งเสริมป้องกัน บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ นอกจากการส่งเสริมสุขภาพเช่นเด็กปกติ การบำบัดรักษาความผิดปกติที่อาจพบร่วมด้วย เช่น โรคลมชัก Cretinism, PKU, cerebral palsy, โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนที่พบในกลุ่มอาการดาวน์ ให้การส่งเสริมพัฒนาการเพื่อพัฒนาทักษะด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ภาษา สังคมและการช่วยเหลือตนเองเพื่อให้เด็กมีความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา การดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ เช่น อรรถบำบัด กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด เป็นต้น
          การส่งเสริมพัฒนาการ(Early Intervention)
          การส่งเสริมพัฒนาการ หมายถึง การจัดโปรแกรมการฝึกทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่พัฒนาการปกติตามวัยของเด็ก จากการวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับการฝึกทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาแต่เยาว์วัย จะสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝึกเมื่อเด็กโตแล้ว ทันทีที่วินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เช่น เด็กกลุ่มอาการดาวน์ หรือเด็กที่มีอัตราเสี่ยงสูงว่าจะมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด มารดาตกเลือดคณะตั้งครรภ์ เป็นต้น สามารถจัดโปรแกรมส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กกลุ่มนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องนำเด็กมาไว้ที่โรงพยาบาล  โปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการ คือ การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของเด็ก บิดามารดา และคนเลี้ยงดู    มีบทบาทสำคัญยิ่งในการฝึกเด็กให้พัฒนาได้ตามโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอ ผลสำเร็จของการส่งเสริมพัฒนาการจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือ และความตั้งใจจริงของบุคคลในครอบครัวของเด็กมากกว่าผู้ฝึกที่เป็นนักวิชาชีพ (Professional staff)   
          กายภาพบำบัด
          เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามักจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย (motor development) ช้ากว่าวัย นอกจากนี้เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาขนาดหนักและหนักมาก ส่วนใหญ่ก็จะมีความพิการทางระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ด้วย ทำให้มีการเกร็งของแขน ขา ลำตัว จึงจำเป็นต้องแก้ไขอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เพื่อช่วยลดการยึดติดของข้อต่อ และการสูญเสียกล้ามเนื้อ เด็กจะช่วยตัวเองได้มากขึ้น เมื่อเจริญวัยขึ้น
          กิจกรรมบำบัด
          การฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ การใช้มือหยิบจับสิ่งของ ฝึกการทำงานของตาและมือให้ประสานกัน (eye-hand co-ordination) เด็กสามารถหยิบจับสิ่งของ เช่น จับถ้วยกินน้ำ จับแปรงสีฟัน หยิบช้อนกินข้าว การรักษาทางกิจกรรมบำบัด จะช่วยให้การดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกขึ้น
          อรรถบำบัด
          เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเกินกว่าร้อยละ 70 มีปัญหาการพูดและการสื่อความหมาย กระบวนการฝึกในเรื่องนี้ มิใช่เพื่อให้เปล่งสำเนียงเป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจเท่านั้น แต่จะเริ่มจากเด็กต้องฝึกใช้กล้ามเนื้อช่วยพูด บังคับกล้ามเนื้อเปล่งเสียง ออกเสียงให้ถูกต้อง ซึ่งการฝึกพูดต้องกระทำตั้งแต่เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี จึงจะได้ผลดีที่สุด


2.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา (Educational Rehabilitation)
         ในช่วงอายุ 7 – 15 ปี มีการจัดการการศึกษาโดยมีแผนการศึกษาสำหรับแต่ละบุคคล (Individualized Educational Program : IEP)  ในโรงเรียนซึ่งอาจเป็นการเรียนในชั้นเรียนปกติ เรียนร่วม หรือมีการจัดการศึกษาพิเศษ ในประเทศไทยโรงเรียนที่รับเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามีอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับเด็กกลุ่มนี้   


3.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ (Vocational Rehabilitation)
          เมื่ออายุ 15-18 ปี เป็นการฝึกวิชาชีพและลักษณะนิสัยที่ดีในการทำงาน เป็นสิ่งจำเป็นมากต่อการประกอบอาชีพในวัยผู้ใหญ่ ได้แก่ ฝึกการตรงต่อเวลา รู้จักรับคำสั่งและนำมาปฏิบัติเอง โดยไม่ต้องมีผู้เตือน การปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานและมารยาทในสังคม เมื่อเข้าวัยผู้ใหญ่ควรช่วยเหลือให้ได้มีอาชีพที่เหมาะสม  ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลปัญญาอ่อน สามารถดำรงชีวิตอิสระ (independent living) ในสังคมได้อย่างคนปกติ  (normalization) อาชีพที่บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาสามารถทำได้ดี ได้แก่ อาชีพงานบ้าน งานบริการ งานในโรงงาน งานในสำนักงาน เช่น การรับส่งหนังสือ ถ่ายเอกสาร เป็นต้น ในประเทศไทย หน่วยงานที่ให้บริการด้านนี้ยังมีน้อย

คำแนะนำ
          การฝึกสอนบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามีจุดมุ่งหมายสูงสุด เพื่อให้มีความเป็นอยู่ใกล้เคียงคนปกติซึ่งจะประสบความสำเร็จหรือไม่เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่อไปนี้ คือ
           1.ระดับของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา ผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย มีโอกาสจะพัฒนาให้สามารถดำเนินชีวิตใกล้เคียงบุคคลปกติได้ดีกว่า ผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลางหรือรุนแรง
           2. ความผิดปกติที่พบร่วมด้วยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทำให้ไม่ประสบผลดีเท่าที่ควร
           3.การส่งเสริมพัฒนาการ ถ้าเด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะมีความพร้อมในการเรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียนทั่วไป มากกว่าการฝึกเมื่อเด็กโตแล้ว
           4.ความร่วมมือของครอบครัวเด็ก ครอบครัวมีความสำคัญต่อเด็กมากที่สุด ตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิต จึงควรจะเตรียมครอบครัวให้เข้าใจความพิการของเด็ก ข้อจำกัดของความสามารถ ความต้องการพิเศษ ความคาดหวัง ตลอดจนวิธีการอบรมเลี้ยงดูและฝึกสอนในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะสมาชิกทุกคนในครอบครัวมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กอย่างยิ่ง
          
การป้องกัน
            ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา  สามารถป้องกันได้ดังนี้
1. ระยะก่อนตั้งครรภ์
          ประชาชนควรได้รับความรู้เรื่องภาวะบกพร่องทางสติปัญญา และสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ เช่น การให้วัคซีนหัดเยอรมัน หรือ เกลือไอโอดีน  ให้คำแนะนำคู่สมรสเรื่องอายุมารดาที่เหมาะในการตั้งครรภ์(19-34 ปี) และระยะห่างระหว่างตั้งครรภ์ (2 ปี) โรคทางพันธุกรรมที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ก่อนตั้งครรภ์และก่อนคลอด รวมทั้งการวางแผนครอบครัว
2. ระหว่างตั้งครรภ์ 
          ควรฝากครรภ์ที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล เพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงและหญิงตั้งครรภ์ได้รับวัคซีนที่จำเป็นครบถ้วน ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า การสูบบุหรี่หรือใช้สารเสพติด ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจมีผลต่อทารกในครรภ์  แนะนำการส่งเสริมสุขภาพจิตในครอบครัว และการวินิจฉัยก่อนคลอด 
3. ระยะคลอด 
          ควรคลอดในสถานบริการสาธารณสุข  เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ  ที่อาจเกิดขึ้น
          4. ระยะหลังคลอด
ควรให้แม่และลูกได้อยู่ด้วยกันเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกได้ดื่มนมแม่ซึ่งมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆและมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองของลูก ระวังเรื่องตัวเหลืองในทารกแรกเกิด  ให้วัคซีนป้องกันโรค ติดตามภาวะโภชนาการและพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยง  ให้ความรู้แก่พ่อแม่ในการดูแลลูกยามเจ็บป่วย ระวังโรคติดเชื้อ สารพิษ และการกระทบกระเทือนต่อศีรษะลูก ให้ความรักและเอาใจใส่ต่อลูก
 
          บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาสามารถเรียนรู้ และดำเนินชีวิตอย่างทัดเทียมและมีความสุขในสังคมได้เช่นเดียวกับบุคคลปกติ ถ้าสังคมเปิดโอกาสและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม อันจะเอื้ออำนวยให้บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า
 
บรรณานุกรม
1.ชนิสา เวชวิรุฬห์. เครื่องมือทดสอบสติปัญญา. วารสารราชานุกูล 2550; 22(3) : 167-198.
2.นพวรรณ ศรีวงค์พานิช, พัฏ โรจน์มหามงคล. ภาวะปัญญาอ่อน/ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา. ใน : ตำราพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โฮลิสติก พับลิชชิ่ง, 2551: 179-204.
3.นพวรรณ ศรีวงค์พานิช, พัฏ โรจน์มหามงคล. ภาวะปัญญาอ่อน/ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา. ใน : ตำราพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กสำหรับเวชปฏิบัติทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด, 2554 : 299-323
4. King BH, Hodapp RM, Dykens EM. Mental retardation. In HI Kaplan, BJ Sadock (Eds.).
Comprehensive textbook of psychiatry (8th edition, Vol 2). Baltimore: Williams & Wilkins, 2005:3076-106.
5.  Walker WO, Plauche C. Mental retardation: overview and diagnosis. Pediatr Rev 2006; 27 
    : 204-212.

อ่านเพิ่มเติม
1.ณัชพร นกสกุล. การวิจัยเรื่อง : การใช้หลักสูตรของครูผู้สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเรียนร่วม ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร. วารสารราชานุกูล 2546; 18 (1) : 36-52.
2.ดารกา แสงสุขใส. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยของครอบครัวกับความสามารถในการคบเพื่อนของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้อย. วารสารราชานุกูล 2547 ; 19 ( 2) : 17-24.
3.ทิพย์วัลย์ สีจันทร์, ประธาน รัชตจำรูญ, ดารกา แสงสุขใส. ปัจจัยส่วนบุคคล เชาวน์อารมณ์ และภาวะความสุขที่ส่งผลต่อการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาของผู้ปกครอง.วารสารราชานุกูล 2548; 20 (1) : 34-46.
4.ศิริพร สุวรรณทศ. วินัยกับความบกพร่องทางปัญญา. วารสารราชานุกูล 2549; 21 (1) : 52-53.
5.นพวรรณ ศรีวงค์พานิช. การจัดบริการสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาของ Dr.Gertrude A. Barber National Institute. วารสารราชานุกูล 2550; 22 (1) : 59-67.

คณะผู้จัดทำ/เรียบเรียง
นางนพวรรณ ศรีวงค์พานิช นายแพทย์เชี่ยวชาญ
นางสาวชนิสา เวชวิรุฬห์  นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการพิเศษ
นางวันทนี ผลสมบูรณ์  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
นางจันทร์เพ็ญ ธัชสินพงษ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
นายธีรพล เชื้อสุข พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
นางสาวอนัญญา อนุพรวัฒนากิจ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
นางสาวสุภาภรณ์ ระยันต์ เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษาชำนาญงาน
 

………………………………………………
 

 

[Update] มรรค 8 (อย่างละเอียด) | ผู้มีปัญญา คือ – Sathyasaith

มรรค 8 (อย่างละเอียด)

1. สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ (Right View)
2. สัมมาสังกัปปะ คือ การดำริชอบ (Right Thought)
3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ (Right Speech)
4. สัมมากัมมันตะคือ การประพฤติชอบ (Right Action)
5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ (Right Lifelihood)
6. สัมมาวายามะ คือ การเพียรชอบ (Right Effort)
7. สัมมาสติ คือ การตั้งสติชอบ (Right Mindfulness)
8. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งมั่นชอบ (Right Concentation

อริยมรรค คือ แนวทางอันประเสริฐของพระอริยะด้วยปัญญาเพื่อนำไปสู่การพ้นจากกิเลสทั้งปวงดั่งเช่นพระพุทธองค์ และพระอรหันต์ทั้งหลาย ประกอบด้วยมรรค 8 ประการ ข้างต้น ดังนั้น อริยมรรค จึงหมายถึงมรรค 8 ประการ แต่เป็นมรรค 8 ประการ ที่ภิกษุหรือปถุชนใช้เป็นแนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร

See also  การกำหนดขนาดตัวอย่างในการวิจัยเชิงคุณภาพ - ให้คำปรึกษา ด้านวิจัย / วิทยานิพนธ์ | ตัวอย่างเชิงคุณภาพ

มรรค มาจากรากศัพท์ภาษาบาลี คือ มคฺค อ่าน มัคคะ แปลว่า ทาง แนวทาง หรือ หนทาง

มรรค แนวทางหรือหนทาง ในที่นี้ หมายถึง หนทางแห่งการดับทุกข์

ปัญญาที่เป็นเครื่องมือในการขจัดความเขลาหรือเพื่อละซึ่งกิเลส แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนในตำราเรียน
2. จินตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากกระบวนการคิด การวิเคราะห์ ไตร่ตรองในเหตุ และผล โดยใช้สุตมยปัญญาเป็นปัญญาพื้นฐาน
3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ลงมือทำ ลงมือทดลอง จนรู้เห็นด้วยประสบการณ์ที่แท้จริงของตน โดยมีสุตมยปัญญา และจินตมยปัญญาเป็นปัญญาพื้นฐาน

มรรคทั้ง 8 แบ่งได้ 3 หมวด คือ
1. หมวดศีล ประกอบด้วย
– สัมมาวาจา
– สัมมากัมมันตะ
– สัมมาอาชีวะ
2. หมวดสมาธิ ประกอบด้วย
– สัมมาวายามะ
– สัมมาสติ
– สัมมาสมาธิ
3. หมวดปัญญา ประกอบด้วย
– สัมมาทิฏฐิ
– สัมมาสังกัปปะ

มรรค

มรรค 8 ประการ สำหรับการดำเนินชีวิต
1. สัมมาทิฏฐิ (การเห็นชอบ)
สัมมาทิฏฐิ แห่งมรรค 8 หมายถึง ความเห็น หรือ การเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง และดีงาม ตามแนวทางแห่งอริยสัจ 4 อันประกอบด้วย
– ทุกข์ คือ สภาวะจิตใจที่เกิดความทุกข์
– สมุทัย คือ สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ อันได้แก่ โทสะ โมหะ และโลภะ
– นิโรธ คือ สิ่งที่สามารถดับทุกข์ได้ อันประกอบด้วยความเข้าใจในสภาพจริงของธรรมชาติ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
– มรรค คือ หนทางในการดับทุกข์ ก็คือ มรรค 8

องค์ที่ก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 อย่าง คือ
– ปรโตโฆสะ คือ ความเห็นชอบที่มาจากปัจจัยรอบด้าน เช่น คำบอกเล่า ข่าวสาร คำสั่งสอน ตำรา เป็นต้นสิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความรู้ที่ประกอบขึ้นจากภายนอกที่เราต้องขวนขวายหา แต่ความรู้เหล่านี้จำเป็นต้องกรองหรือต้องรู้จักใช้วิจารณญาณให้เกิดความเข้าใจอย่างท่องแท้เสียก่อน การใช้วิจารณญาณนี้ เรียกทางพุทธธรรมว่า โยนิโสมนสิการ
– โยนิโสมนสิการ คือ การรู้จักคิด วิเคราะห์ในเหตุ และผล อันนำมาซึ่งปัญญา คือ การรู้แจ้ง โดยใช้ข้อมูลข่าวสารหรือแหล่งความรู้ต่างๆจากปรโตโฆสะมาประกอบ

สัมมาทิฏฐิ 2 ระดับ
– โลกิยสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็น หรือ การเข้าใจในระดับปุถุชนที่มีความเห็นหรือเข้าใจในสิ่งชั่วดีสอดคล้องกับคันลองคลองธรรมซึ่งยังมิได้เข้าถึงการรู้แจ้งในระดับพระอริยะทำให้ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร
– โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็น หรือ การเข้าใจในระดับพระอริยะที่มีความเห็นแจ้ง รู้แจ้งในทุกสรรพสิ่งบนโลก หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง และไม่เวียนว่ายในวัฏสงสาร

2. สัมมาสังกัปปะ (การดำริชอบ การคิดชอบ)
สัมมาสังกัปปะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การรู้จักคิดในทางที่ถูกที่ควรบนพื้นฐานของศีลธรรมอันงามที่ปราศจากการคิดโลภในความอยากของตน การคิดพยาบาท อาฆาตแค้น และการคิดที่จะเบียดเบียนผู้อื่นให้เสียหาย

สัมมาสังกัปปะเป็นธรรมที่พึงเว้นจากมิจฉาสังกัปปะ 3 ประการ คือ
– กามสังกัปปะ คือ การคิดในกาม อันเป็นความอยาก ความต้องการของตนในทุกด้านโดยไม่สนใจเรื่องศีลธรรมอันดี จนนำไปสู่การแสวงหาแนวทางเพื่อให้บรรลุซึ่งความอยากเหล่านั้น
– พยาบาทสังกัปปะ คือ การคิดพยาบาท อันประกอบขึ้นด้วยจิตที่มีความขุ่นเคือง ความเคียดแค้น และความอาฆาตต่อผู้อื่น
– วิหิงสาสังกัปปะ คือ การคิดเบียดเบียน อันประกอบขึ้นจากพยาบาทสังกัปปะที่ฝังอยู่ในจิตใจจนนำไปสู่การคิดเพื่อแสวงหาทางที่จะเบียดเบียนหรือทำร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหาย

3. สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ)
สัมมาวาจา แห่งมรรค 8 หมายถึง การพูดจาชอบในทางที่ถูกที่งาม อันประกอบด้วยเว้นจากการพูดจริง เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ และเว้นจากการพูดกลับคำ

การประพฤติสัมมาวาจา ท่านแนะนำให้พึงเว้นจาก วจีทุจริต 4 ประการ คือ
– มุสาวาทา คือ พึงเว้นจากการพูดคำเท็จ คำหลอกลวง ที่ไม่เป็นจริงดังปรากฏเพียงเพื่อหวังประโยชน์แก่ตน และยังให้ผู้อื่นเสียหาย
– ปิสุณาวาจา คือ พึงเว้นจากการพูดส่อเสียดเพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ และการพูดยุแย่เพื่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะหรือความแตกร้าวของผู้อื่น
– ผรุสวาจา คือ พึงเว้นจากการพูดคำหยาบอันเป็นคำที่ไม่รื่นหูเพียงเพื่อทำให้ผู้อื่นเจ็บใจหรือพูดเพราะความคึกคะนอง
– สัมผัปปลาปะ คือ พึงเว้นจากการพูดกลับคำ พูดกลับไปกลับมา จับสาระไม่ได้

4. สัมมากัมมันตะ (การประพฤติชอบ)
สัมมากัมมันตะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้องอันควร

สัมมากัมมันตะในทางโลกท่านพึงให้ละเว้นจากกายทุจริต 3 ประการ คือ
– ปาณาติปาตา คือ การละซึ่งการพรากชีวิตสรรพสัตว์ และชีวิตผู้อื่น
– อทินนาทานา คือ การละซึ่งการลักทรัพย์อันเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นเขาไม่ยินยอมให้
– กาเมสุมิจฉาจารา คือ การละซึ่งการประพฤติผิดในกามในหญิงต้องห้าม และชายต้องห้ามทั้งหลาย

5. สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาอาชีวะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การประกอบอาชีพหรือการหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ด้วยการใช้ปัญญา และความรู้ของตนในการประกอบอาชีพบนพื้นฐานของความถูกต้อง ปราศจากการประพฤติอันผิดต่อศีลธรรมอันงาม

ผู้มีสัมมาอาชีวะท่านพึงให้เว้นจากมิจฉาอาชีวะ 5 ประการ คือ
– สัตถวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายอาวุธสงครามหรือวัตถุที่เกี่ยวข้องกับอาวุธ
– สัตตวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายมนุษย์ การใช้แรงงานผิดกฎหมาย การทารุณกรรม การบริการทางเพศ เป็นต้น
– มังสวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายสัตว์ ค้าขายเนื้อสัตว์ต้องห้ามที่ผิดต่อหลักกฎหมายหรือศาสนา
– มัชชวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายน้ำเมา และสารเสพติด
– วิสวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายยาหรือสารสำหรับการทำพิษต่อคนหรือสัตว์

6. สัมมาวายามะ (การเพียรชอบ)
สัมมาวายามะ แห่งมรรค 8 หมายถึง ความเพียรในการงานหรือความเพียรในการประพฤติต่อคุณงามความดี อันได้แก่
– สังวรประธาน คือ การเพียรป้องกันมิให้ตนประพฤติอยู่ในอกุศลกรรม
– ปหานปธาน คือ การเพียรละซึ่งอกุศลกรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปจากตน
– ภาวนาปธาน คือ การเพียรสร้างกุศลกรรมอันที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้นแก่ตน และผู้อื่น
– อนุรักขนาปธาน คือ การเพียรรักษาสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ยังคงอยู่เป็นนิจ และเพียรส่งเสริมพัฒนาให้สิ่งนั้นเกิดยิ่งๆขึ้นไป

7. สัมมาสติ (การตั้งสติชอบ)
สัมมาสติ แห่งมรรค 8 หมายถึง การตั้งสติได้ การระลึกได้ ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลื่อนลอย สามารถระวังตัวมิให้ประพฤติตนหลงเข้าไปในวังวนของกิเลสทั้งหลาย อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ รวมถึงการตื่นตัวในหน้าที่ การสำนึกในหน้าที่อยู่เสมอ

ลักษณะของการมีสติ
1. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีประโยชน์หรือไม่ เป็นเรื่องดีหรือเรื่องชั่ว
2. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำเหมาะกับตนหรือไม่
3. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีผลดีหรือร้าย
4. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำเป็นเรื่องงมงายหรือไม่
5. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีโอกาสสำเร็จหรือไม่

8. สัมมาสมาธิ (การตั้งมั่นชอบ)
สัมมาสมาธิ แห่งมรรค 8 หมายถึง การตั้งมั่นในจิต การมีจิตแน่วแน่ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ มีจิตเป็นหนึ่งรวมกับสิ่งใดๆ
แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
– ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ เป็นสมาธิที่เกิดขณะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในการดำเนินชีวิต เช่น การทำงาน การท่องหนังสือ เป็นต้น
– อุปจารสมาธิ คือ สมาธิจวนจะแน่วแน่ เป็นสมาธิที่เกิดจากการกำหนดจิตต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชั่วขณะ ที่ไม่ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงการมีจิตรวมเป็นหนึ่งกับสิ่งนั้น เช่น การกำหนดจิตต่อลมหายใจเข้าออกได้ชั่วครู่ชั่วขณะ เพราะเกิดจิตเลื่อนลอยไปนึกถึงสิ่งอื่น
– อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่แน่วแน่เป็นหนึ่ง เป็นสมาธิที่เกิดจากการกำหนดจิตต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนสามารถกำหนดจิตแน่วแน่รวมเป็นหนึ่งกับสิ่งนั้นได้ เช่น จิตรับรู้ และแน่วแน่ต่อลมหายใจเข้าออก

ธรรมอันใช้คู่กับมรรคทั้ง 8
1. สัมมาทิฏฐิ : สมุทัย และนิโธ แห่งอริยสัจ 4
2. สัมมาสังกัปปะ : เว้นจากมิจฉาสังกัปปะ 3
3. สัมมาวาจา : เว้นจากวจีทุจริต 4
4. สัมมากัมมันตะ : เว้นจากกายทุจริต 3
5. สัมมาอาชีวะ : วิริยะ
6. สัมมาวายามะ : ปธาน 4
7. สัมมาสติ : สติสัมปชัญญะ
8. สัมมาสมาธิ : ฌาน 4

ขอขอบคุณเจ้าของบทความธรรมะนี้ครับ
(จำไม่ได้จากเวปไหน^^)

1. สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ (Right View)2. สัมมาสังกัปปะ คือ การดำริชอบ (Right Thought)3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ (Right Speech)4. สัมมากัมมันตะคือ การประพฤติชอบ (Right Action)5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ (Right Lifelihood)6. สัมมาวายามะ คือ การเพียรชอบ (Right Effort)7. สัมมาสติ คือ การตั้งสติชอบ (Right Mindfulness)8. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งมั่นชอบ (Right Concentationอริยมรรค คือ แนวทางอันประเสริฐของพระอริยะด้วยปัญญาเพื่อนำไปสู่การพ้นจากกิเลสทั้งปวงดั่งเช่นพระพุทธองค์ และพระอรหันต์ทั้งหลาย ประกอบด้วยมรรค 8 ประการ ข้างต้น ดังนั้น อริยมรรค จึงหมายถึงมรรค 8 ประการ แต่เป็นมรรค 8 ประการ ที่ภิกษุหรือปถุชนใช้เป็นแนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสารมรรค มาจากรากศัพท์ภาษาบาลี คือ มคฺค อ่าน มัคคะ แปลว่า ทาง แนวทาง หรือ หนทางมรรค แนวทางหรือหนทาง ในที่นี้ หมายถึง หนทางแห่งการดับทุกข์ปัญญาที่เป็นเครื่องมือในการขจัดความเขลาหรือเพื่อละซึ่งกิเลส แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ1. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนในตำราเรียน2. จินตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากกระบวนการคิด การวิเคราะห์ ไตร่ตรองในเหตุ และผล โดยใช้สุตมยปัญญาเป็นปัญญาพื้นฐาน3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ลงมือทำ ลงมือทดลอง จนรู้เห็นด้วยประสบการณ์ที่แท้จริงของตน โดยมีสุตมยปัญญา และจินตมยปัญญาเป็นปัญญาพื้นฐานมรรคทั้ง 8 แบ่งได้ 3 หมวด คือ1. หมวดศีล ประกอบด้วย– สัมมาวาจา– สัมมากัมมันตะ– สัมมาอาชีวะ2. หมวดสมาธิ ประกอบด้วย– สัมมาวายามะ– สัมมาสติ– สัมมาสมาธิ3. หมวดปัญญา ประกอบด้วย– สัมมาทิฏฐิ– สัมมาสังกัปปะมรรคมรรค 8 ประการ สำหรับการดำเนินชีวิต1. สัมมาทิฏฐิ (การเห็นชอบ)สัมมาทิฏฐิ แห่งมรรค 8 หมายถึง ความเห็น หรือ การเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง และดีงาม ตามแนวทางแห่งอริยสัจ 4 อันประกอบด้วย– ทุกข์ คือ สภาวะจิตใจที่เกิดความทุกข์– สมุทัย คือ สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ อันได้แก่ โทสะ โมหะ และโลภะ– นิโรธ คือ สิ่งที่สามารถดับทุกข์ได้ อันประกอบด้วยความเข้าใจในสภาพจริงของธรรมชาติ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา– มรรค คือ หนทางในการดับทุกข์ ก็คือ มรรค 8องค์ที่ก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 อย่าง คือ– ปรโตโฆสะ คือ ความเห็นชอบที่มาจากปัจจัยรอบด้าน เช่น คำบอกเล่า ข่าวสาร คำสั่งสอน ตำรา เป็นต้นสิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความรู้ที่ประกอบขึ้นจากภายนอกที่เราต้องขวนขวายหา แต่ความรู้เหล่านี้จำเป็นต้องกรองหรือต้องรู้จักใช้วิจารณญาณให้เกิดความเข้าใจอย่างท่องแท้เสียก่อน การใช้วิจารณญาณนี้ เรียกทางพุทธธรรมว่า โยนิโสมนสิการ– โยนิโสมนสิการ คือ การรู้จักคิด วิเคราะห์ในเหตุ และผล อันนำมาซึ่งปัญญา คือ การรู้แจ้ง โดยใช้ข้อมูลข่าวสารหรือแหล่งความรู้ต่างๆจากปรโตโฆสะมาประกอบสัมมาทิฏฐิ 2 ระดับ– โลกิยสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็น หรือ การเข้าใจในระดับปุถุชนที่มีความเห็นหรือเข้าใจในสิ่งชั่วดีสอดคล้องกับคันลองคลองธรรมซึ่งยังมิได้เข้าถึงการรู้แจ้งในระดับพระอริยะทำให้ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร– โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็น หรือ การเข้าใจในระดับพระอริยะที่มีความเห็นแจ้ง รู้แจ้งในทุกสรรพสิ่งบนโลก หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง และไม่เวียนว่ายในวัฏสงสาร2. สัมมาสังกัปปะ (การดำริชอบ การคิดชอบ)สัมมาสังกัปปะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การรู้จักคิดในทางที่ถูกที่ควรบนพื้นฐานของศีลธรรมอันงามที่ปราศจากการคิดโลภในความอยากของตน การคิดพยาบาท อาฆาตแค้น และการคิดที่จะเบียดเบียนผู้อื่นให้เสียหายสัมมาสังกัปปะเป็นธรรมที่พึงเว้นจากมิจฉาสังกัปปะ 3 ประการ คือ– กามสังกัปปะ คือ การคิดในกาม อันเป็นความอยาก ความต้องการของตนในทุกด้านโดยไม่สนใจเรื่องศีลธรรมอันดี จนนำไปสู่การแสวงหาแนวทางเพื่อให้บรรลุซึ่งความอยากเหล่านั้น– พยาบาทสังกัปปะ คือ การคิดพยาบาท อันประกอบขึ้นด้วยจิตที่มีความขุ่นเคือง ความเคียดแค้น และความอาฆาตต่อผู้อื่น– วิหิงสาสังกัปปะ คือ การคิดเบียดเบียน อันประกอบขึ้นจากพยาบาทสังกัปปะที่ฝังอยู่ในจิตใจจนนำไปสู่การคิดเพื่อแสวงหาทางที่จะเบียดเบียนหรือทำร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหาย3. สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ)สัมมาวาจา แห่งมรรค 8 หมายถึง การพูดจาชอบในทางที่ถูกที่งาม อันประกอบด้วยเว้นจากการพูดจริง เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ และเว้นจากการพูดกลับคำการประพฤติสัมมาวาจา ท่านแนะนำให้พึงเว้นจาก วจีทุจริต 4 ประการ คือ– มุสาวาทา คือ พึงเว้นจากการพูดคำเท็จ คำหลอกลวง ที่ไม่เป็นจริงดังปรากฏเพียงเพื่อหวังประโยชน์แก่ตน และยังให้ผู้อื่นเสียหาย– ปิสุณาวาจา คือ พึงเว้นจากการพูดส่อเสียดเพื่อให้ผู้อื่นเจ็บใจ และการพูดยุแย่เพื่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะหรือความแตกร้าวของผู้อื่น– ผรุสวาจา คือ พึงเว้นจากการพูดคำหยาบอันเป็นคำที่ไม่รื่นหูเพียงเพื่อทำให้ผู้อื่นเจ็บใจหรือพูดเพราะความคึกคะนอง– สัมผัปปลาปะ คือ พึงเว้นจากการพูดกลับคำ พูดกลับไปกลับมา จับสาระไม่ได้4. สัมมากัมมันตะ (การประพฤติชอบ)สัมมากัมมันตะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้องอันควรสัมมากัมมันตะในทางโลกท่านพึงให้ละเว้นจากกายทุจริต 3 ประการ คือ– ปาณาติปาตา คือ การละซึ่งการพรากชีวิตสรรพสัตว์ และชีวิตผู้อื่น– อทินนาทานา คือ การละซึ่งการลักทรัพย์อันเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นเขาไม่ยินยอมให้– กาเมสุมิจฉาจารา คือ การละซึ่งการประพฤติผิดในกามในหญิงต้องห้าม และชายต้องห้ามทั้งหลาย5. สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ)สัมมาอาชีวะ แห่งมรรค 8 หมายถึง การประกอบอาชีพหรือการหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ด้วยการใช้ปัญญา และความรู้ของตนในการประกอบอาชีพบนพื้นฐานของความถูกต้อง ปราศจากการประพฤติอันผิดต่อศีลธรรมอันงามผู้มีสัมมาอาชีวะท่านพึงให้เว้นจากมิจฉาอาชีวะ 5 ประการ คือ– สัตถวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายอาวุธสงครามหรือวัตถุที่เกี่ยวข้องกับอาวุธ– สัตตวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายมนุษย์ การใช้แรงงานผิดกฎหมาย การทารุณกรรม การบริการทางเพศ เป็นต้น– มังสวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายสัตว์ ค้าขายเนื้อสัตว์ต้องห้ามที่ผิดต่อหลักกฎหมายหรือศาสนา– มัชชวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายน้ำเมา และสารเสพติด– วิสวณิชชา คือ การประกอบอาชีพด้วยการค้าขายยาหรือสารสำหรับการทำพิษต่อคนหรือสัตว์6. สัมมาวายามะ (การเพียรชอบ)สัมมาวายามะ แห่งมรรค 8 หมายถึง ความเพียรในการงานหรือความเพียรในการประพฤติต่อคุณงามความดี อันได้แก่– สังวรประธาน คือ การเพียรป้องกันมิให้ตนประพฤติอยู่ในอกุศลกรรม– ปหานปธาน คือ การเพียรละซึ่งอกุศลกรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปจากตน– ภาวนาปธาน คือ การเพียรสร้างกุศลกรรมอันที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้นแก่ตน และผู้อื่น– อนุรักขนาปธาน คือ การเพียรรักษาสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ยังคงอยู่เป็นนิจ และเพียรส่งเสริมพัฒนาให้สิ่งนั้นเกิดยิ่งๆขึ้นไป7. สัมมาสติ (การตั้งสติชอบ)สัมมาสติ แห่งมรรค 8 หมายถึง การตั้งสติได้ การระลึกได้ ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลื่อนลอย สามารถระวังตัวมิให้ประพฤติตนหลงเข้าไปในวังวนของกิเลสทั้งหลาย อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ รวมถึงการตื่นตัวในหน้าที่ การสำนึกในหน้าที่อยู่เสมอลักษณะของการมีสติ1. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีประโยชน์หรือไม่ เป็นเรื่องดีหรือเรื่องชั่ว2. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำเหมาะกับตนหรือไม่3. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีผลดีหรือร้าย4. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำเป็นเรื่องงมงายหรือไม่5. ระลึกได้ว่า สิ่งที่จะกระทำหรือกำลังกระทำมีโอกาสสำเร็จหรือไม่8. สัมมาสมาธิ (การตั้งมั่นชอบ)สัมมาสมาธิ แห่งมรรค 8 หมายถึง การตั้งมั่นในจิต การมีจิตแน่วแน่ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ มีจิตเป็นหนึ่งรวมกับสิ่งใดๆแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ– ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ เป็นสมาธิที่เกิดขณะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในการดำเนินชีวิต เช่น การทำงาน การท่องหนังสือ เป็นต้น– อุปจารสมาธิ คือ สมาธิจวนจะแน่วแน่ เป็นสมาธิที่เกิดจากการกำหนดจิตต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในชั่วขณะ ที่ไม่ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงการมีจิตรวมเป็นหนึ่งกับสิ่งนั้น เช่น การกำหนดจิตต่อลมหายใจเข้าออกได้ชั่วครู่ชั่วขณะ เพราะเกิดจิตเลื่อนลอยไปนึกถึงสิ่งอื่น– อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่แน่วแน่เป็นหนึ่ง เป็นสมาธิที่เกิดจากการกำหนดจิตต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนสามารถกำหนดจิตแน่วแน่รวมเป็นหนึ่งกับสิ่งนั้นได้ เช่น จิตรับรู้ และแน่วแน่ต่อลมหายใจเข้าออกธรรมอันใช้คู่กับมรรคทั้ง 81. สัมมาทิฏฐิ : สมุทัย และนิโธ แห่งอริยสัจ 42. สัมมาสังกัปปะ : เว้นจากมิจฉาสังกัปปะ 33. สัมมาวาจา : เว้นจากวจีทุจริต 44. สัมมากัมมันตะ : เว้นจากกายทุจริต 35. สัมมาอาชีวะ : วิริยะ6. สัมมาวายามะ : ปธาน 47. สัมมาสติ : สติสัมปชัญญะ8. สัมมาสมาธิ : ฌาน 4ขอขอบคุณเจ้าของบทความธรรมะนี้ครับ(จำไม่ได้จากเวปไหน^^)

See also  [Update] ทรัพยสิทธิ ในที่ดิน คืออะไร แล้วมีอะไรบ้าง? | สิทธิในทรัพย์สิน - Sathyasaith


วิธีแก้ปัญหาของผู้มีปัญญา ธรรมะข้อคิดในการใช้ชีวิตประจำวัน


ปล่อวาง1 ปล่อยวาง2 ปล่อยวาง3

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

วิธีแก้ปัญหาของผู้มีปัญญา ธรรมะข้อคิดในการใช้ชีวิตประจำวัน

ฝึกใจให้ดี ไม่ให้คิดมาก ฟุ้งซ่าน หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ


ธรรมะวัดป่า
๐๐๐ ช่องทางการติดตาม ธรรมะ วัดป่า ๐๐๐

เว็บไซต์ : http://www.chokbuppha.com/
แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://bit.ly/30QS5c6
ไลน์ : https://lin.ee/vmX0w4O
ไอดี : @ehd1733j
\” ธรรมะ วัดป่า \” เผยแผ่เพื่อเป็นธรรมทานแก่ผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรม

เผยแผ่ธรรมะ คำสอน การปฏิบัติธรรม
ฝึกสมาธิ ฝึกภาวนา ฝึกกรรมฐาน
ตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และอริยสงฆ์สาวกที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
เข้าสู่แดนวิมุตติหลุดพ้นสู่พระนิพพาน
รวมทั้งอานิสงส์บุญจาก การให้ทาน การรักษาศีล
การเจริญภาวนา ที่ถูกต้องเพื่อความสุขความหลุดพ้น
จากกิเลส จากกองทุกข์ทั้งหลาย
จากการได้รับฟังพระธรรมเทศนาของพ่อแม่ครูอาจารย์
ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จนพ้นทุกข์จากกิเลสทั้งหลาย
ขออนุโมทนาบุญกับญาติธรรมทุกท่าน ที่มีความศรัทธา
ที่ได้เข้ามารับฟังธรรมะ คำสอน จากพ่อแม่ครูอาจารย์
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย
คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์
จงปกปักรักษาคุ้มครองให้ญาติธรรมทุกท่านจงมี
อายุ วรรณะ สุขะ พละ เจริญทั้งในทางโลก
ทั้งในทางธรรม คิดหวังสิ่งใดที่ดีงามที่เป็นบุญกุศล
ขอให้สำเร็จดังใจปราถนาทุกประการเทอญ

ฝึกใจให้ดี ไม่ให้คิดมาก ฟุ้งซ่าน หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

คนบ่เป็นก้าว – บุ๊ค ศุภกาญจน์ (อัลบั้ม บักทอง) [OFFICIAL MV]


ฝากติดตามผลงาน ค่ายเพลง บังเอิญ มิวสิค ช่อง Youtube บังเอิญ มิวสิค บึงกาฬ
🛎 กด Subscribe : https://bit.ly/2OTOjdn​
Facebook : https://www.facebook.com/a.pisit.graphic​
เฟส บุ๊ค ศุภกาญจน์ https://www.facebook.co/cherry.baa.3​
ติดต่องาน โทร. : 082 126 1623 (ต.โต้ง ผู้จัดการ)
เพลง : คนบ่เป็นก้าว
ศิลปิน : บุ๊ค ศุภกาญจน์
คำร้อง/ทำนอง : บุ๊ค ศุภกาญจน์
เรียบเรียง : ไก่ กีต้าร์ / บุ๊ค ศุภกาญจน์ / จักรกฤษ บุญสิทธิ์ (แซมมี่)
Mix Master 216 สตูดิโอ
………………………………………………………………………..
อัดกลองสด / 216 สตูดิโอ
กลอง/ รณยุทธ ไกยวงศ์ (เอ็กซ์ต้าร์)
เบส/ ปฏิภาน ทวยแก้ว (เดอะหมู)
กีต้าร์/ ไก่ กีต้าร์
พิณ/แซมมี่
แคน/บ่าวเบสท์
………………………………………………………………………..
กำกับ/ถ่ายภาพ/ตัดต่อ
ต.โต้ง สตูดิโอ
………………………………………………………………………..
📲 ดาวน์โหลดเพลง 4922307269 (ริงโทน เต็มเพลง เพลงรอสาย)
♫ มีให้โหลดเป็นเสียงเรียกเข้า เสียงรอสาย ผ่านการโทรทางไลน์ ที่ไลน์เมโลดี้
https://melody.line.me/melody/29068
🎧 รับฟังได้แล้วทาง Music Streaming
Apple Music ► https://music.apple.com/th/album/1556474697
Spotify ► https://open.spotify.com/track/6iCIctDQMd0s7iPSpVrXyb
JOOX ► https://www.joox.com/th/album/quyU4nXAnGVnT7c3m3G4gg==
Tidal ► https://tidal.com/browse/track/176002348
YouTube Music ► https://youtu.be/xFcT0oyzwqU
………………………………………………………………………..
เนื้อเพลง
คือจั่งผี บ่สมข้าวสาก
ปานคำหมาก บ่สมใบพลู
ปานควายตู้มัน บ่สมกล้า พ้อข้าวใหม่
ปานว่าเเหลว ตื่นงูสิง
ปานว่าลิง มันบ่สมช้าง
ปานทองคำ บ่สมขี้กั่ว อันนี้กะว่าสอย
ความฮักอ้าย มันแสนเศร้า
คือกับเจ้า มาอ่านอ่วย
ปานว่าควายมันเห็นกล้า แล่นนำข้าวใหม่
เปรียบกับเจ้า เป็นทองคำ
เปรียบส่ำอ้าย มันขี้กั่ว
บุญบ่ทั่วพรรษาบ่ฮอด จอดบ่เถิงกัน
บ่สมกัน อันนี้กะว่าสอย
อ้ายบ่มีปัญญา ไปซื้อเสื้อผ้า
กระเป๋าแบรนด์เนม ให้เจ้าได้ใส่
อ้ายบ่มีปัญญา พาเจ้าไปย้าง
อยู่เทิงฮ้างหรู กินชาบู เฟรนช์ฟรายส์
อ้ายมันทุกข์มันยาก อีหลี
กะเผาถ่านเลี้ยงไก่ พอวาดหนึ่ง
บ่มีอนาคต อีหลี
กะแค่ของขี้ธูต พอวาดหนึ่ง
แค่คนบ่เป็นก้าว สั่นดอกหวา กะหยังว่าสอย
( , )
Solo
( )
…………………………………………………………………………………………………………………
ทีมอาร์ต
1.พุทธ บุญสวน (พุทธ)\r/2.ดรุณ อุ่นชู(ดอย)\r/3.กฤษดา หล้าฤทธิ์(นุ)/\r4.พงษ์เทพ ศรีคัฒนะพรหม(เคทู)\r/5.คำหม่อง
ขอบคุณ
บ้านหว้าทอง/\rไร่ภูแสงทอง\r/โรงสีภูทอง\r/กลุ่มท่อผ้าขิดโนนเสลา\r/สภ.ภูเขียว/\rกีอต/ตั้ม\rร้านก๋วยเตี๋ยวซู่ซ่า เจ้บล\r/โรงเผาถ่าน น้าน้อยกับน้าหมาย
คนบ่เป็นก้าว
บุ๊คศุภกาญจน์
อัลบั้มบักทอง
บ้งเอิญมิวสิค

คนบ่เป็นก้าว - บุ๊ค ศุภกาญจน์ (อัลบั้ม บักทอง) [OFFICIAL MV]

ต้องเป็นคนฉลาด หรือคนมีปัญญา ถึงจะประสบความสำเร็จได้ | บัณฑิตา พานจันทร์


ต้องเป็นคนฉลาด หรือคนมีปัญญา ถึงจะประสบความสำเร็จได้ | บัณฑิตา พานจันทร์

ผู้มีปัญญาในตัว โดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน (ไม่มีโฆษณาคั่น)


ธรรมบรรยาย เรื่อง ผู้มีปัญญาในตัว
โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
ธรรมะบรรยาย จากหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม พระธรรมสิงหบุราจารย์ นามเดิม จรัญ จรรยารักษ์ ฉายา ฐิตธมฺโม (จรัญ ฐิตธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 ท่านมีชื่อเสียงในระดับประเทศจากการเป็นพระนักพัฒนา พระนักเทศน์ และพระวิปัสสนาจารย์ แนวทางการสืบทอดพระพุทธศาสนาของท่านเน้นหนักที่การสั่งสอนเรื่องกฎแห่งกรรม โดยยกเหตุการณ์ที่ท่านประสบและนับเป็นกฎแห่งกรรมขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์อยู่เสมอ และเน้นการพัฒนาจิตใจคนด้วยการฝึกวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 แบบพองหนอยุบหนอ นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนหมั่นสวดมนต์ด้วยพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา)เพื่อเป็นเครื่องเจริญสติอย่างแพร่หลายอีกด้วย
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
เพื่อท่านจะได้ไม่พลาดการรับชมใหม่ๆ ของเรา โปรดกดติดตามช่อง Siammelodies https://www.youtube.com/channel/UCMGL…
Siammelodies ธรรมะบรรยาย หลวงพ่อจรัญ

ผู้มีปัญญาในตัว โดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน (ไม่มีโฆษณาคั่น)

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่Economy

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ ผู้มีปัญญา คือ

2 thoughts on “[NEW] บกพร่องทางสติปัญญา : บกพร่องทางสติปัญญา : สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต | ผู้มีปัญญา คือ – Sathyasaith”

  1. 308789 5509Youre so cool! I dont suppose Ive learn something like this before. So nice to search out any person with some distinctive thoughts on this topic. realy thank you for starting this up. this internet internet site is 1 thing thats required on the net, someone with a bit of originality. helpful job for bringing something new towards the internet! 589573

    Reply

Leave a Comment