[NEW] 20 แนวคิด เทคนิค ขายของออนไลน์ ให้ขายได้ขายดีในระยะยาว | แนวคิด ช่อง ทางการ จัด จำหน่าย – Sathyasaith

แนวคิด ช่อง ทางการ จัด จำหน่าย: คุณกำลังดูกระทู้

“ใครไม่ขายของออนไลน์ คนๆ นั้นหรือธุรกิจนั้นๆ กำลังพลาดโอกาส”

ด้วยการเติบโตของโลกดิจิทัล โอกาสต่างๆ สำหรับทั้งรายเล็กและรายใหญ่ก็เพิ่มขึ้นมามากมาย…

แต่โอกาสก็มาพร้อมกับอุปสรรค

เพราะการที่มีโอกาสมาก นั่นก็หมายความคนก็เข้ามาขายของออนไลน์มากขึ้น การแข่งขันก็สูงขึ้นเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นการเข้าใจว่าการขายของออนไลน์เป็นโอกาสอาจจะไม่เพียงพอ นอกจากจะเข้าใจแล้วต้องรู้จักแนวคิด เทคนิค และวิธีการด้วย

บทความนี้ผมจะมาแชร์​ 20 แนวคิด เทคนิค และวิธีการที่จะทำให้การขายของออนไลน์ของคุณดีขึ้น

ผมแนะนำว่าพอคุณอ่านบทความนี้จบแล้ว เอาสิ่งที่อ่านไปทำ ทำแล้วก็วัดผล แล้วมาดูว่าอะไรใช้ไม่ได้ผล อะไรใช้แล้วได้ผลดีนะครับ

อะไรที่ไม่ได้ผลก็หยุดทำ อะไรใช้ได้ผลดีก็ทำต่อและหาทางปรับปรุงเรื่อยๆ (รวมถึงมาแชร์ให้ผมและผู้อ่านคนอื่นๆ ได้รู้ในคอมเมนต์ของบทความนี้ด้วยก็ดีนะครับ 🙂 )

ป.ล. ผมพยายามเขียนบทความนี้แบบกลางๆ เพราะฉะนั้นคำว่า “ขายของออนไลน์” สำหรับบทความนี้จะไม่ได้เหมาะกับแค่ธุรกิจที่ขาย Consumer Product ที่เราเห็นขายของออนไลน์กันทั่วๆ ไปอย่างเช่น อาหาร เครื่องดื่ม หรือเครื่องแต่งกายนะครับ ธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจให้คำปรึกษา โรงงานอุตสาหกรรม หรือธุรกิจลักษณะอื่นๆ ก็สามารถเอา 20 ข้อนี้ไปใช้ประโยชน์ได้เช่นเดียวกันนะครับ

Table of Contents

20 แนวคิด เทคนิค และวิธีการที่จะทำให้การขายของออนไลน์ของคุณดีขึ้น

1. เข้าใจธุรกิจของตัวเอง

ธุรกิจแต่ละธุรกิจมีแนวคิด เทคนิค และวิธีการทำธุรกิจที่แตกต่างกันไป (ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เช่นธุรกิจขนาดเล็กก็ไม่เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจแบบ B2B ก็จะไม่เหมือนกับธุรกิจ B2C ธุรกิจแบบ High-involvement ก็จะไม่เหมือนกับธุรกิจแบบ Low-involvement)

การเข้าใจธุรกิจของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

ทำความเข้าใจธุรกิจด้วย Business Model Canvas

ในบทความนี้ผมจะมีพูดถึงเรื่องของการขายของออนไลน์อีกหลายแง่มุม ซึ่งพอคุณอ่านจบแล้ว ผมแนะนำให้คุณลองเอาสิ่งที่อ่านมาเขียน Business Model Canvas (BMC) ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของธุรกิจของคุณมากขึ้นภายในกระดาษแผ่นเดียวดูนะครับ

2. เข้าใจลูกค้า

ผมเชื่อว่าถ้าผมถามคุณว่า “ลูกค้าของคุณคือใคร” ผมเชื่อว่าคุณต้องตอบได้แน่ๆ

แต่ถ้าผมเอาคำถามนี้ไปถามทีมงาน หัวหน้า หรือลูกค้าน้องของคุณ มีความเป็นไปได้สูงที่รายละเอียดจะออกมาไม่เหมือนกันซะทีเดียว

หลายๆ ครั้ง การที่เห็นภาพลูกค้าเพียงแค่ในหัว ก็อาจจะทำให้คุณ (หรือทีมงานของคุณ) หลงลืมลูกค้าไป หรือเห็นภาพของลูกค้าที่ต่างไป

Buyer Persona

เพราะฉะนั้นผมแนะนำให้คุณลองสร้าง Buyer Persona ขึ้นมาครับ เพื่อที่ว่าคุณและทีมงานของคุณจะได้เห็นภาพเดียวกันว่าลูกค้าในอุดมคติของคุณเป็นยังไงกันแน่

และถ้าคุณมี  Digital Asset ของตัวเองอย่างเว็บไซต์ อยู่ มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณจะติดเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Google Analytics อยู่ด้วย ซึ่งถ้าคุณลองให้เวลากับมัน ผมเชื่อว่าคุณจะได้ Insight อะไรดีๆ มาเพื่อเข้าใจลูกค้าของคุณมากขึ้นแน่ๆ คุณสามารถเข้าไปดูเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Social Media ของคุณเช่น Facebook Insights Twitter Analytics หรือ LINE Insight Analytics ได้เช่นเดียวกัน

3. เข้าใจคู่แข่ง

คำว่าดีของคุณที่คุณคิดว่าดีแล้ว บางครั้งอาจจะยังดีไม่เพียงพอ

คุณควรที่จะต้องศึกษาดูว่าคุณกับคู่แข่งมีจุดที่แตกต่างกันอย่างไร อะไรที่คุณทำได้ดีกว่า และอะไรที่เขาทำได้ดีกว่า อะไรที่คุณทำและเขาไม่ทำ และอะไรที่เขาทำแต่คุณไม่ทำ

การเข้าใจคู่แข่งอาจจะทำให้คุณเห็นความแตกต่างและไม่แน่ใจว่าคุณอาจจะช่องว่างทางธุรกิจให้คุณเล่นเพิ่มเติมก็เป็นได้

เครื่องมือที่ช่วยให้คุณเข้าใจคู่แข่งมากขึ้นมีหลายตัว ตัวที่คุณสามารถเริ่มต้นใช้งานได้อย่างง่ายๆ คือ Google (พ่อทุกสถาบัน อยากหาอะไรก็เจอ – ถ้ารู้ว่าต้องหาด้วยคำว่าอะไร), Similarweb (เอาไว้เช็คข้อมูลเว็บไซต์ของคุณแข่ง – จากประสบการณ์ที่ใช้มา มันไม่ตรง 100% แต่ว่าก็ทำให้คุณได้ไอเดีย) หรือเครื่องมืออย่าง DBD หรือ Creden (ที่ช่วยให้คุณเห็นข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูลทางการเงินของบริษัทต่างๆ โดยละเอียด)

4. เว็บไซต์คือรังอันอบอุ่น

คำคำนี้เป็นคำที่ผมพูดถึงอยู่ตลอดในเว็บไซต์ของ Content Shifu และเป็นหนึ่งในหัวข้อที่อยู่ในหนังสือ Inbound Marketing การตลาดแบบแรงดึงดูด เช่นเดียวกัน

ถ้าที่ดินเปรียบเสมือนทรัพย์สินบนโลกแห่งความเป็นจริง เว็บไซต์ก็เปรียบเหมือนทรัพย์สินบนโลกออนไลน์

ถ้าพูดถึงเรื่องการขายของออนไลน์ในมุมของ Consumer Products เว็บไซต์อาจจะทำยอดให้ไม่ดีเท่ากับ Social Media หรือ Marketplace แต่เว็บไซต์มีประโยชน์แฝงมากมายอีกหลายอย่างเช่นเรื่องของการสร้างแบรนด์ หรือการให้ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจจริงๆ

ถ้าพูดถึงในมุมของธุรกิจ B2B หรือธุรกิจประเภท High-involvement (ธุรกิจที่ต้องคิด พิจารณาก่อนตัดสินใจเยอะ) เว็บไซต์คือสิ่งที่ต้องมี

5. Social Media ใช้ให้ถูก

ปัจจุบันนี้แทบจะทุกธุรกิจจะต้องอยู่บน Social Media และ Social Media ที่ฮอตฮิตในประเทศไทยก็มีมากมายหลายตัวได้แก่ Facebook, YouTube, Instagram, LINE และ (Twitter และ LinkedIn ที่อาจจะฮิตเฉพาะกลุ่ม)

ผมแนะนำว่าเวลาเลือกใช้ Social Media ที่จะช่วยคุณขายของออนไลน์ คุณควรจะต้องดูถึงความเหมาะสมระหว่าง Platform และธุรกิจของคุณด้วย

ถ้าคุณขายอาหาร มันคงจะไม่ช่วยให้คุณขายดีขึ้นถ้าคุณใช้ LinkedIn เขียนถึงบริษัทและทีมงานบริษัทของคุณ

ถ้าคุณขายเครื่องจักร มันคงไม่ช่วยให้คุณขายดีขึ้นถ้าคุณถ่ายรูป Selfie คู่กับเครื่องจักรแล้วโพสต์ลง Instagram

นอกจากเรื่องความเหมาะสมแล้ว คุณยังต้องพิจารณาด้วยว่าคุณมีแรงเท่าไหร่ ถ้าทีมงานและงบประมาณที่คุณมีนั้นจำกัด การเลือกอยู่บน Social Media ทุกตัวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่

Note: Social Media มีเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงมากมาย คุณสามารถดาวน์โหลด eBook “70 เครื่องมือที่จะติดปีกให้กับ Social Media ของคุณ” และ Template “ขนาดรูป Facebook ครบทุก Size พร้อมใช้จริง” ไปใช้ได้

6. ใช้ Marketplace ช่วยขาย

การเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้วอย่างเช่น Marketplace ต่างๆ ก็ช่วยให้คุณขายของออนไลน์ได้ดีขึ้นเช่นกัน

ถ้าคุณขาย Physical Product (สินค้าที่จับต้องได้) Lazada, Shopee และ JD คือที่ที่คุณควรที่จะพิจารณาใช้งาน

ถ้าคุณขายอาหารโดยเฉพาะ ลองติดต่อไปยัง LINE Man, Grab, GET และ Foodpanda

ถ้าคุณขาย Service (บริการ) Fastwork และ FreelanceBay จะช่วยให้คุณหางานได้มากขึ้น

Note: ข้อแนะนำสำหรับการใช้ Marketplace คือจะเหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น และธุรกิจที่ต้องการจะเพิ่มช่องทางการขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ของตัวเองเท่านั้น พยายามอย่ามอง Marketplace เป็นฐานทัพ เพราะถ้าวันหนึ่งพวกเขาเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือวิธีการขึ้นมา คุณอาจจะหาช่องทางอื่นไม่ทัน

หลักการนี้ใช้กับ Social Media ได้เหมือนกัน

7. ข้อมูลคือพลังและอำนาจ

ไม่ว่าคุณจะขายผ่านเว็บไซต์ โซเชียล หรือตลาดออนไลน์ ข้อมูลคือสิ่งที่สำคัญ

ข้อมูลพื้นฐานที่สุดที่คุณควรจะเก็บคือ Third Party Data หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่าข้อมูลที่ได้มาจากแพลตฟอร์มอื่นเช่นข้อมูลใน Social Media หรือ Marketplace ต่างๆ

ข้อมูลที่คุณควรจะเก็บและมีมากที่สุดคือ First Party Data เช่น ชื่อ อีเมล เบอร์โทร หรือความชอบของลูกค้ารายบุคคล เป็นต้น

อย่างถ้าคุณติดตามของ Content Shifu มาสักพัก คุณจะสังเกตเห็นว่าเราพยายามที่จะเก็บ First Party Data (อย่างชื่อ อีเมล ตำแหน่ง บริษัท และจำนวนคนในบริษัท) ของคุณอยู่เป็นระยะ (ไม่ต้องห่วงว่าเราจะเอาไปทำอะไรไม่ดี เราแค่อยากจะเข้าใจคุณมากขึ้น จะได้นำเสนอสิ่งที่ตรงใจ และสุดท้ายเป็นประโยชน์กับธุรกิจของเราในระยะยาวด้วย)

การเก็บ First Party Data นั้นทำได้ยากและอาจจะมีค่าใช้สูงในช่วงแรก แต่ผมเชื่อว่าในระยะยาวแล้วค่าใช้จ่ายของการที่ไม่มี First Party Data เป็นของตัวเองจะสูงกว่าแน่ๆ ครับ เพราะคุณต้องเอาเงินไปจ่ายเพื่อ “เช่า” ข้อมูล Third Party Data (เช่น การเช่าการเข้าถึงลูกค้าด้วยการซื้อโฆษณาบน Facebook) อยู่ร่ำไป

8. ลงทุนในซอฟต์แวร์

เมื่ออยู่ในสนามแข่งเดียวกัน ต่อให้คนจะวิ่งเร็วขนาดไหน คนก็ไม่มีทางที่จะวิ่งเร็วกว่ารถไปได้

เช่นเดียวกัน ถ้าบริษัท 2 บริษัทมีฝีมือที่ใกล้เคียงกัน แข่งในตลาดเดียวกัน บริษัทที่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ก็ย่อมจะมีข้อได้เปรียบมากกว่า

ส่วนตัวผม ผมคิดว่าซอฟต์แวร์พื้นฐานอย่างเช่น HR Software, Accounting Software, Collaboration Software ทุกธุรกิจควรจะมี

สำหรับในสายที่เกี่ยวข้องกับการขายของออนไลน์ ผมคิดว่าซอฟต์แวร์ CRM ซอฟต์แวร์การจัดการออเดอร์ ซอฟต์แวร์บริหารจัดการสต็อค และซอฟต์แวร์รับชำระเงินมีความสำคัญมาก

See also  พ่อรวยสอนลูก! | EP2 | มนุษย์เงินเดือน & Passive income | พ่อ สอน ลูก รวย | ข่าวการลงทุนที่มาแรงที่สุดในวันนี้

อ่านเพิ่มเติม: 7 หลักการเลือก ซอฟต์แวร์ มาใช้ในการทำงาน (เลือกผิด ชีวิตเปลี่ยน)

New call-to-action hbspt.cta.load(3944609, ’44c82188-807e-4b4a-a319-f049086760f7′, {});

9. ลงทุนในคน

“คน” เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะชี้วัดความสำเร็จ-ความล้มเหลวของบริษัท

คำว่าลงทุนในคนของผมมีอยู่ 2 เรื่องครับ

อย่างแรกคือเรื่องของ “การหาคนที่ใช่” ซึ่งวิธีการหาคนนั้นมีมากมายหลาย วิธีที่คนมักจะนิยมก็เช่นการใช้บริการ Job board อย่าง Jobsdb, Workventure, Jobthai และ Jobbkk หรือการใช้ Recruitment Agency

อย่างที่สองคือเรื่องของ “การดูแลคนที่มีอยู่ให้ดี” คำว่าดูแลให้ดีในความหมายของผมคือการดูแลเรื่องค่าตอบแทนให้เหมาะสม และการทำให้พวกเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ (ปัจจุบันมีคอร์สที่ช่วยพัฒนาทักษาะการตลาดและการขายของออนไลน์มากมาย เช่น Content Shifu Academy ของเรา, SkillLane หรือ Udemy เป็นต้น)

10. ให้และรับ

ถ้าคุณอยากที่จะดึงดูดให้คนมาสนใจคุณ คุณต้อง “ให้” ก่อนที่คุณจะได้รับ

ซึ่งคำว่าให้สำหรับธุรกิจแต่ละรูปแบบนั้นก็อาจจะไม่เหมือน

สำหรับธุรกิจแบบ Low Involvement (ธุรกิจที่คนไม่ต้องคิด พิจารณา หรือตัดสินใจเยอะ เช่น การซื้อเครื่องอุปโภค บริโภค ราคาไม่สูง) คำว่า “ให้” อาจจะเป็นการแจกให้ทดลองใช้หรือให้โปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ

กลยุทธ์ ขายของออนไลน์ ของ Lazada

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณลองเข้าไปดูใน Lazada (ซึ่งขายสินค้าลักษณะนี้เยอะ) คุณจะเห็นว่าพวกเขาพยายามออกแคมเปญหรือโปรโมชั่นมาบ่อยมาก

สำหรับธุรกิจแบบ High Involvement (ธุรกิจที่คนต้องคิด พิจารณา หรือตัดสินใจเยอะ เช่น ธุรกิจแบบ B2B ธุรกิจให้คำปรึกษา หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์)​ คำว่า “ให้” อาจจะเป็นการให้ความรู้หรือให้คำปรึกษา

ตัวอย่างเช่น Content Shifu เราเองก็ให้ด้วยการให้ความรู้ก่อนอยู่ตลอดมา

สิ่งสำคัญที่คุณต้องจำไว้คือเมื่อคุณ “ให้” แล้ว คุณต้องไม่ลืมที่จะ “รับ” กลับมาด้วย (คุณทำธุรกิจ ไม่ได้ทำองค์กรไม่แสดงหาผลกำไร เพราะฉะนั้นคุณต้องหวังผลลัพธ์จากสิ่งที่คุณทำ และการ “รับ” จะเป็นการต่อยอดให้คุณ “ให้” ต่อได้อีกเรื่อยๆ)

คำว่ารับของธุรกิจ Low Involvement ก็คือยอดขาย นอกจากนั้นแล้วก็อาจจะเป็นข้อมูลของลูกค้าหรือการดึงลูกค้าใหม่ๆ ให้มาซื้อก็ได้

สำหรับธุรกิจแบบ High Involvement คำว่ารับ ในระยะแรกๆ ก็อาจจะเป็น Lead (ลูกค้ามุ่งหวัง) และเอา Leads มาฟูมฟักต่อจนกระทั่งพวกเขากลายเป็นลูกค้า

อ่านเพิ่มเติม: เริ่มต้นวางกลยุทธ์ Content Marketing ด้วยการใช้ FCB Grid

11. ฝึกฝนการสร้างคอนเทนต์

ข้อนี้เป็นข้อที่ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้ว

ถึงแม้คุณอยากที่จะส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าของคุณแค่ไหน แต่ถ้าของที่คุณพยายามจะให้นั้นมีคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์​ คนรับก็คงไม่อยากรับอยู่ดี

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ของที่คุณให้เป็นของที่ดีคือการฝึกฝนการสร้างคอนเทนต์

รูปแบบคอนเทนต์ที่คนที่ซื้อของออนไลน์เสพนั้นมีอยู่หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นบทความ อินโฟกราฟิก วีดีโอ อีบุ๊ก หนังสือ ไลฟ์สด ซึ่งตัวอย่างของการสร้างคอนเทนต์นั้นมีดีๆ ให้ดูมากมายไม่ว่าจะเป็นของไทยและเทศ

คำแนะนำของผมสำหรับการสร้างคอนเทนต์คือคุณไม่จำเป็นต้องทำตามกระแส เช่น ถ้าคุณเห็นว่าช่วงนี้ไลฟ์สดกำลังมาแรง คุณก็บอกตัวเองว่าคุณจะต้องไปไลฟ์กับเขาบ้าง

กลับกันสิ่งที่คุณควรทำคือการทำความเข้าใจธุรกิจของตัวเองและทำความเข้าใจลูกค้า (ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 และ 2 ในบทความนี้) ซึ่งคุณจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าธุรกิจคุณเหมาะกับคอนเทนต์รูปแบบไหนและลูกค้าจริงๆ ของคุณเสพคอนเทนต์แบบไหน

อ่านเพิ่มเติม: 9 วิธีการทำให้ตัวเองเป็นนักการตลาดสายคอนเทนต์ที่ดีกว่าเดิม

12. หาคนมาช่วยขาย

อยากขายดี ต้องหาคนมาช่วยขาย

มันจะดีกับธุรกิจของคุณมากกว่าไหมถ้ามีคนมาช่วยคุณขายของโดยที่คุณแทบไม่มีความเสี่ยงเลย ถ้าคุณขายไม่ได้ คนที่ช่วยขายก็จะไม่ได้อะไร แต่ถ้าคุณขายได้ คุณก็เพียงแค่จ่ายค่า Commission ให้เขาส่วนหนึ่ง?

Affiliate Marketing วิธีการ หารายได้ออนไลน์

การขายแบบนี้ ถ้าในภาษาของการตลาดและการขายออนไลน์เรียกว่า Affiliate Marketing

หรือถ้าเป็นภาษาที่คนทั่วๆ ไปรู้จักกันก็จะเป็นการขายผ่านตัวแทน

นอกเหนือจากการขายแบบธรรมดาๆ แล้ว ผมคิดว่าการหาคนมาช่วยขายในรูปแบบนี้ก็สามารถช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายได้ดีเช่นเดียวกัน

ในความเห็นของผม ผมคิดว่าวิธีการขายแบบนี้เป็นหนึ่งในวิธีการขายที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับแบรนด์และคนช่วยขายของออนไลน์เพราะเงินที่จ่าย/ได้นั้นตาม Performance และไม่มีข้อผูกมัดต่อกัน

ทั้งนี้มีข้อควรระวังอยู่บ้าง

ในฐานแบรนด์แล้ว การเลือก Affiliate ที่ดีมาช่วยขายก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเลือกมาไม่ดี คนช่วยขายใช้วิธีที่ไม่ดี (หรือวิธีที่ผิดกฎหมาย) ในการช่วยขาย ตัวแบรนด์เองก็อาจจะได้รับผลกระทบ เสียงชื่อเสียงไปด้วย

เช่นเดียวกันในฐานะคนช่วยขาย การเลือกขายของให้แบรนด์ก็สำคัญ ผมแนะนำว่าสิ่งสำคัญที่คนช่วยขายควรจะพิจารณาให้ดีคือ 1. สินค้า (ดูว่าสินค้าดีและเป็นที่ต้องการของตลาดจริงๆ หรือไม่) 2. แบรนด์ (แบรนด์มีจริยธรรมที่ดีหรือไม่ และแบรนด์ปฏิบัติต่อคู่ค้าทางธุรกิจอย่างไร)

ถ้าคุณไม่อยากเหนื่อยที่จะต้องสร้างระบบ Affiliate ของตัวเอง ในประเทศไทยเองก็มีบริษัทที่ช่วยทำเรื่องนี้อยู่บ้าง เช่น Accesstrade และ aCommerce ที่เป็นผู้เชื่อมคนมีสินค้าที่อยากขายของและคนที่มีฐานลูกค้าเข้าด้วยกัน

13. หาโรบอทมาช่วยขาย

นอกเหนือจากที่คุณใช้คนมาช่วยขายผ่าน Affiliate Marketing แล้ว การเอาเทคโนโลยีอย่าง Chatbot มาช่วยขายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณขายของออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน

Chatbot ของไทยอย่าง AIYA, Zwiz.ai หรือ Onechat นั้นช่วยให้คุณสามารถขายของให้กับลูกค้าผ่านทั้ง Facebook และ LINE ได้อย่างอัตโนมัติ

ฟีเจอร์เด่นๆ ที่ผมชอบ (และน่าจะช่วยให้คนขายของออนไลน์ได้ง่ายอีกเยอะ) คือการตอบกลับคนที่เข้ามาคอมเมนต์ใน Facebook กลับไปยัง Inbox ของพวกเขา

นอกเหนือจาก Chatbot ของไทยแล้ว Chatbot ที่ผมชอบก็คือ Manychat (Content Shifu ใช้ตัวนี้อยู่) เพราะใช้งานง่าย มีฟีเจอร์หลากหลาย และที่สำคัญคือสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือการตลาดอื่นๆ ของเราได้ ข้อด้อยของ Manychat คือใช้กับ LINE OA ไม่ได้

คำแนะนำของผมถ้าคุณอยากจะเอา Chatbot มาใช้ในการช่วยขายของออนไลน์ก็คือพยายามคิด Flow การสื่อสารของ Bot ให้ดี เพราะถ้าคุณวาง Flow ไม่ดี แทนที่ Chatbot จะช่วยให้คุณได้ลูกค้ามากขึ้น มันอาจจะทำให้ลูกค้าหงุดหงิดและไปซื้อกับคนอื่นแทนก็เป็นได้

14. รู้จักบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า

การตลาดออนไลน์ที่ดีจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาหาคุณ แต่การบริหารจัดการความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าจะทำให้คุณขายได้

Shifu แนะนำ

การที่บริหารจัดการลูกค้าที่เข้ามาใหม่ที่เข้ามาว่าสำคัญแล้ว การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าสำคัญยิ่งกว่า เพราะค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่นั้นมีราคาสูงกว่ารักษาลูกค้าเก่า 5-25 เท่า ( อ้างอิงจาก HBR

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นแบบ High-involvement สิ่งที่คุณควรใช้แทน Excel หรือสมุดโน้ตคือซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM)

ซอฟต์แวร์ที่ผมชอบเพราะมันใช้งานง่ายและฟีเจอร์ค่อนข้างครบคือ Pipedrive และ HubSpot (สำหรับ HubSpot เราเป็น Partner อยู่ ถ้าคุณสนใจซื้อซอฟต์แวร์ของเขา ติดต่อเรามาได้นะ 🙂 )

ถ้าคุณขายของออนไลน์ผ่าน Facebook หรือ LINE การใช้เครื่องมืออย่าง Sellsuki หรือ Page365 ก็จะช่วยให้คุณบริหารจัดการลูกค้าได้ดีและง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน

Shifu แนะนำ

LINE OA มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก [email protected] มากพอสมควร ถ้าในมุมของ CRM แล้วก็คือคุณสามารถสร้าง Tag ในระบบได้มากถึง 200 Tags และสามารถติด Tag ให้กับลูกค้าได้สูงสุด 10 Tag ต่อคน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของ LINE ได้ ที่นี่

15. รู้จักบริหารสื่อ

ช่องทางในการทำให้ลูกค้าเข้ามารู้จักสินค้าหรือบริการของคุณแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 3 ช่องทางคือ Paid Earned และ Owned

Paid คือการจ่ายเงินเพื่อทำให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของของคุณ ซึ่งสำหรับช่องทางออนไลน์แล้วตัวอย่างของ Paid Media ก็เช่นการซื้อ Facebook Ads, Google Ads, LINE Ads หรือ Twitter Ads

Earned คือการทำให้คนพูดถึงและดึงคนเข้ามาซื้อของของคุณเอง เช่นการทำ PR หรือ Media Outreach (ในหลายๆ ครั้ง Earned อาจจะเป็น Paid ได้ เช่นคุณจ่ายเงินจ้าง Influencer หรือ Media ทำ Advertorial เป็นต้น)

Owned คือช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของซึ่งได้แก่ช่องทางอย่างเว็บไซต์หรืออีเมลของลูกค้าที่คุณสามารถควบคุมได้มากหน่อย และช่องทางอย่าง Social Media ที่คุณควบคุมได้น้อยหน่อย

ช่องทางทั้ง 3 นี้มีจุดเด่น จุดด้อย ต่างกันไป ผมแนะนำว่าในระยะสั้นให้โฟกัส Paid กับ Earned (เพราะเร็วและง่าย) ในระยะยาวให้โฟกัส Owned และ Earned (เพราะยั่งยืนและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า)

บริหาร 3 ช่องทางนี้ให้ดี แล้วคุณจะสามารถขายของออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน

อ่านวิธีการบริหาร Paid Owned Earned ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการทำ Digital Marketing >> คลิกอ่านบทความ

16. รู้จักตั้งราคา

แน่นอนว่าการขายของแพงเกินไปนั้นไม่ดีแน่ๆ เพราะมันจะทำให้ลูกค้าจำนวนมากหันจากสินค้าของคุณไปหาสินค้าของคนอื่นแทน

แต่อีกสิ่งที่คุณควรจะเข้าใจคือ บางครั้งการขายของถูกเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน

สิ่งที่ผมแนะนำให้คุณทำคือย้อนกลับไปดูข้อ 1-3 ในบทความนี้เพื่อที่ว่าคุณจะได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจลูกค้า และเข้าใจคู่แข่งมากขึ้น

ถ้าคุณขายของที่เป็นของทั่วๆ ไป (Commodity) ให้คนจำนวนมาก วิธีการตั้งราคาแบบ Cost-based pricing (ตั้งราคาขายตามราคาค่าใช้จ่ายของคุณ) Competitive pricing (ตั้งราคาขายโดยอิงจากคู่แข่ง) เป็นวิธีการที่ควรทำ หรือ Penetration Pricing (ตั้งราคาให้ต่ำในตอนแรกเพื่อดึงลูกค้า แล้วค่อยขึ้นราคา)

ถ้าคุณขายของพรีเมียมหรือขายของที่แก้ไขปัญหาให้กับผู้คน วิธีการตั้งราคาแบบ Value-based pricing (ตั้งราคาตามคุณค่าที่ลูกค้ารู้สึกหรือตามขนาดของปัญหาที่คุณแก้ให้กับลูกค้าได้)

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการตั้งราคาได้ที่นี่

Shifu แนะนำ

บางคนอาจจะสงสัยว่าคิดราคาถูกเกินไปมันมีจริงด้วยเหรอ?

ผมขอยกตัวอย่างประมาณนี้ครับ

หรือถ้าคุณต้องยิงเลสิกให้กับตาของคุณ (เพื่อแก้สายตาสั้น) คุณจะเลือกคลินิกที่คิดราคาค่ายิงเลสิก 10,000 บาท หรือ 100,000 บาทครับ?

หรือถ้าคุณทำงานในบริษัทมหาชน แล้วทางบริษัทต้องการจะทำเว็บไซต์​คุณจะเลือกทำเว็บกับบริษัทที่คิดราคา 5,000 บาท หรือ 300,000 บาทครับ?

17. รู้จักกับ Scarcity

เร่เข้ามา เร่เข้ามา ของชิ้นนี้ราคา 300 บาทเท่านั้น…

เร่เข้ามา เร่เข้ามา ของชิ้นนี้ราคา 1,000 บาท แต่เราลดเหลือ 300 บาทเท่านั้น…

เร่เข้ามา เร่เข้ามา ของชิ้นนี้ราคา 1,000 บาท แต่เราลดเหลือ 300 บาทถึงวันนี้เท่านั้น…

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้ชัดที่สุดของ Scarcity คือการขายแบบขาดแคลน

สิ่งที่ผ่านมาแล้วต้องผ่านไปแน่ๆ ไม่ย้อนกลับคือเวลา เพราะฉะนั้นถ้าคนซื้อพลาดโอกาสในการซื้อในช่วงเวลานี้ไปแล้ว มันจะไม่มีครั้งหน้าสำหรับเขาอีก

การขายแบบขาดแคลนจึงทรงพลังมาก ถ้าคุณลองเอาไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองให้ดี ผมคิดว่าคุณจะระเบิดยอดขายของคุณได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แน่ๆ ครับ

See also  Fix Google Play Music No Longer Available Problem Success 100% | play뮤직

ตัวอย่างการทำ Scarcity ที่ผมชอบคือของ Booking ที่ใช้จำนวนห้องที่เหลือมากระตุ้นให้คนรีบตัดสินใจซื้อ จากรูปจะเห็นได้ว่าพวกเขาพยายามเน้นจุด Scarcity เป็นตัวสีแดง ไปพร้อมๆ กับการโน้มน้าวคนด้วยคอนเทนต์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาที่ปรับลดลงมาหรือการตอบคำถามที่คนมักจะกังวล (เช่นต้องจ่ายเงินเลยรึเปล่าหรือยกเลิกได้หรือไม่ เป็นต้น)

18. แตกไลน์สินค้าหรือบริการ

สำหรับการขายของ Offline อาจจะมีเรื่องที่ต้องให้คิดเยอะเพราะข้อจำกัดทางด้านสถานที่ในการขายและช่องทางการจัดจำหน่าย

แต่สำหรับการขายของออนไลน์แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสินค้าหรือบริการเพียงแค่ไม่กี่อย่าง (เพราะการขายของออนไลน์มีความยืดหยุ่นมากกว่า (ถ้าในเรื่องสถานที่ การตั้งร้านขึ้นมาใหม่โดยการสร้าง Website หรือ Social Page ก็ใช้งบประมาณและเวลาไม่สูง ถ้าในเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย Social Media, Marketplace และ Search Engine ก็ทำให้ใครๆ ก็สามารถขายของของตัวเองได้ง่ายขึ้นอย่างมหาศาล)

เทคนิคการแตกไลน์สินค้า ขายของออนไลน์ของ Jone's Salad

ตัวอย่างที่ผมชอบคือ Jones Salad ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองกับการเป็นผู้ขายสลัดแค่อย่างเดียว แต่ทำตัวเองให้เป็นสื่อที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เพราะฉะนั้นรายได้จากช่องทางออนไลน์ของเขาไม่ได้มาจากแค่การขายสลัดออนไลน์ แต่รวมไปถึงการขายโฆษณาอีกด้วย

19. ผสาน Online และ Offline

การขายของออนไลน์นั้นดี แต่การขายทุกช่องทางนั้นดีกว่า

เพราะในความเป็นจริงแล้วคนยังคงใช้เวลาส่วนมากอยู่บนโลกออฟไลน์ ถ้าคุณสามารถดึงจุดเด่นของทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาผสานเข้าด้วยกัน คุณจะสามารถขายได้ดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่นถ้าคุณทำธุรกิจแบบ B2B เวลาคุณไปออกบูธ แทนที่คุณจะขอนามบัตรลูกค้าหรือขอให้ลูกค้ากรอกข้อมูลแสดงความสนใจลงในกระดาษ คุณอาจจะเปลี่ยนเป็นให้ลูกค้ากรอกฟอร์มผ่าน iPad และส่งข้อมูลนั้นไปเก็บยังระบบ CRM ของคุณเพื่อทำการติดตามกับเขาต่อผ่านอีเมลหรือโฆษณาก็ได้

หรือถ้าคุณทำธุรกิจแบบ B2C ที่เน้นขายของผ่าน Social Media หรือ Marketplace คุณอาจจะหาโอกาสไปออกบูธเพื่อทำให้ลูกค้าของคุณมาเจอคุณตัวเป็นๆ บ้างก็ได้

กลยุทธ์การ ขายของออนไลน์ และออฟไลน์ ของ OfficeMate

ตัวอย่างการผสานการขาย Online และ Offline ที่ผมชอบคือ Officemate

แน่นอนว่าช่องทางออนไลน์ พวกเขาจะได้ข้อมูลของลูกค้าไปอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณลองเดินเข้าไปร้านของ Officemate แล้วซื้อสินค้า (แบบองค์กร) คุณจะเห็นพนักงานคีย์ข้อมูลของคุณลงไปในระบบ ซึ่งในความคิดของผม ระบบที่ว่านั้นเป็นระบบเดียวกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์

การจะผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์นั้น ถ้าจะทำให้ได้มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่ดีเป็นสิ่งที่จำเป็น

20. ทดสอบ ทดสอบ และทดสอบ

ปัจจุบันนี้โลกของเราเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่ง อะไรที่ได้ผลในวันนี้ อีกไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือนข้างหน้ามันอาจจะไม่ได้ผลแล้วก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญสำหรับการขายของออนไลน์ของคุณก็คือการวัดผลและทดสอบอย่างสม่ำเสมอ

วิธีการเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดในการวัดผลและทดสอบคือการใช้เครื่องมือพื้นฐานที่ (ควรจะ) ผูกติดกับช่องทางออนไลน์ของคุณอยู่แล้วอย่างเช่น Google Analytics สำหรับเว็บไซต์ หรือเครื่องมือ Analytics ของ Social Media ต่างๆ

หรือถ้าคุณลงทุนในเทคโนโลยีอื่นๆ ผมคิดว่าคุณควรจะหาเทคโนโลยีที่ไม่ใช่แค่ให้คุณช่วยขายได้ดีขึ้น แต่ต้องช่วยให้คุณเข้าใจเหตุและผลของการขายดีขึ้นของคุณด้วย (เช่นถ้าคุณซื้อระบบ CRM มาใช้ ระบบนั้นๆ ควรจะต้องมี Report ที่ช่วยให้คุณคาดการณ์ยอดขาย คาดการณ์จำนวนลูกค้า ของคุณได้ด้วย เป็นต้น)

ใช้ Google Analytics วิเคราะห์เว็บไซต์

นอกเหนือจากการวิเคราะห์จากพฤติกรรมที่ลูกค้ามีต่อคุณแล้ว ก็ถามลูกค้าไปตรงๆ เลยก็เป็นสิ่งที่ทำได้และจะทำให้คุณได้ข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้ามากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคุณสามารถขออนุญาตลูกค้าเพื่อโทรไปพูดคุยเพิ่มเติม หรือใช้ Google Form หรือ Typeforms ในการถามคำถามที่คุณอยากรู้ได้เช่นเดียวกัน

สรุป

และนี่ก็คือ 20 วิธีการขายของออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณขายได้ขายดีขึ้นยิ่งกว่าเดิมนะครับ

20 วิธีนี้เป็น 20 วิธีที่ผมเขียนขึ้นมากลางๆ แน่นอนว่ามันจะไม่ได้เหมาะกับธุรกิจของคุณทุกข้อ เพราะฉะนั้นลองเลือกเอาข้อที่คุณคิดว่าใช้งานกับธุรกิจของคุณได้ไปทดลองใช้ดูนะครับ

ตาคุณแล้ว

หลังจากที่คุณลองเอาไปใช้แล้ว ได้ผลไม่ได้ผลยังไง เอามาแชร์ให้กับผมและผู้อ่านท่านอื่นๆ ได้รู้กันได้ในคอมเมนต์นะครับ

หรือถ้าคุณมีไอเดียที่คุณเคยใช้แล้ว ช่วยให้การขายของออนไลน์ของคุณดีขึ้นกว่าเดิม คุณก็สามารถเอามาแชร์ได้ในคอมเมนต์เช่นเดียวกันครับ 🙂

[NEW] บทที่ 1 แนวคิดทฤษฎีทางการตลาด (Marketing Theory) ส.อ.ถนอม บริคุต ,Thanom Borikut นักศึกษาปริญญาเอก Doctor of Business Administration (DBA06) เลขที่ 16 รหัส 57560995 ส่ง ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น | แนวคิด ช่อง ทางการ จัด จำหน่าย – Sathyasaith

1.ความเป็นมาและความหมาย

แนวคิดทางการตลาดของ ฟิลลิป คอตเลอร ความสำสคญของฟิลลิป คอตเลอร์ในศาสตร์การตลาดฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) เกิดเมื่อปีค.ศ.1931 จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาแห่งชิคาโก (University of Chicago) และปริญญาเอกจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมทซาจูเซทท์ (MIT) ทางด้านเศรษฐศาสตร์และการศึกษาขั้นสูงกว่าปริญญาเอกทางด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และทางด้านวิทยาศาสตร์ทางพฤติกรรม (Behavioural Science) ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐชิคาโกขณะนี้เป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น (Kellogg Graduate School of Management) ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ได้นำเสนอการนำหลักการตลาดทั้งหลายไปประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบัน ทั้งทางด้านธุรกิจทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Business) รูปแบบทางการตลาดขององค์กรและคุณค่าต่อลูกค้าและเป็นที่ปรึกษาในด้านของการวางแผนและกลยุทธ์ทางการตลาด การวางผังองค์กรทางด้านการตลาดและการตลาดระหว่างประเทศ ให้กับบริษัทเช้น ไอบีเอ็ม (IBM) เจนเนอรัลอิเล็กทริก(General Electric) เอทีแอนด์ที (AT&T) ฮันนีเวลล์ (Honeywell) ธนาคารแห่งชาติอเมริกา (Bankof America) สายการบินสวิสแอร์ (SAS Airlines) บริษัทมิชลิน (Michelin) โมโตโรลลา (Motorola)และบริษัทรถยนต์ฟอร์ด (Ford)

ประการแรก ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) เขาเป็นผู้ที่เปลี่ยนการอธิบายทางด้าน การตลาด จากกิจกรรม(activity)ไปสู่การให้ความสำคัญที่การสรางความเข้าใจว่าการตลาดคืองานทางด้านการผลิต (work of production) ประการที่สอง ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ได้ต่อยอดความคิดของ ปีเตอร์เอฟ. ดรัคเกอร์ (Peter F. Drucker) ในการเปลี่ยนความคิดทางการตลาดจากเดิม มุ่งเน้นที่ราคา และการกระจายสินค้า (price and distribution) ไปสู่การเน้นที่พบความต้องการของลูกค้า(meeting customers’s need) และประโยชน์ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์และบริการ (benefits receivesfrom a product or service) และ ประการสุดท้าย ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) เป็นผู้ขยายขอบเขตของการตลาดให้กว้างขึ้น จากการรับรู้เดิมในมิติของการตลาดว่า เกี่ยวข้องสัมพันธ์ขบวนการสื่อสารและแลกเปลี่ยน (process of communication and exchange) หากแต่ ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ได้ขยายกรอบความคิดเหล่านี้ให้ได้เห็นว่าการตลาดนั้น สามารถเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้เช่นกัน อาทิเช่น การกุศล พรรคการเมือง เป็นต้น

 ความหมายและขอบเขตของการตลาดตลาด (Market)

ในความหมายของ ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) หมายถึง ที่ใดก็ตาม ทั้งที่เป็นสถานที่หรือไม่มีสถานที่ ที่มีอุปสงค์และอุปทาน ในสินค้า หรือบริการมาพบกัน จนทำให้เกิดราคาที่มาจากกลไกตลาด โดยเศรษฐกิจในระบบตลาดนี้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของราคา เช่น การที่ราคาลดลงโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเสนอขายสินค่าเป็นต้น ทางด้านทฤษฏีนั้น เห็นว่า เศรษฐกิจในระบบตลาดที่แท้จริงนั้น จำเป็นต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ดังนี้คือ ผู้ผลิตสินค้าที่มีขนาดเล็ก ผู้บริโภคจำนวนมากรวมถึง มาตรการในการกีดกันการเข้าตลาดที่น้อย เงื่อนไขเหล่านี้ถ้ามีครบทั้งหมดจะถือว่าเป็นตลาดที่สมบูรณ์ซึ่งพบได้มากในโลกปัจจุบัน (Kotler, 2003a, p.11) คำตลาด จึงมีความหมายครอบคลุมถึงลูกค้าหลายกลุ่ม รวมทั้งตลาดที่มีตัวตนโดยลักษณะทางกายภาพ และตลาดที่ไม่มีตัวตนในกายภาพ (ตลาด Digital) ตลอดจนตลาดขนาดใหญ่ที่มีหลายๆตลาดย่อยซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่ในธุรกิจนั้นขอบเขตของการตลาด (The Scope of Marketing) การตลาดเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ การส่งเสริม และการส่งมอบสินค้า หรือบริการให้กับผู้บริโภคและองค์กรการธุรกิจต่างๆ นักการตลาดมีหน้าที่กระตุ้นความต้องการ ซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทตลอดจนรับผิดชอบต่อ

2.องค์ประกอบ
 

แนวคิดทฤษฎีทางการตลาดของผู้บริโภคสินค้าและบริการนั้น เป็นการตลาดที่มุ่งขายสินค้าและบริการ แต่ที่จริงแล้วการตลาดไม่จำเป็นต้องมุ้งไปทางทำกำไรเพียงอย่างเดียว อันที่จริงแล้วองค์กรใดๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสาธารณะก็ล้วนจำเป็นต้องใช้การตลาดเข้าช่วยทั้งนั้น แม้แต่องค์กรศาสนาซึ่งต้องการเผยแพร่ธรรมะให้ถึงชาวบ้าน แต่ ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) เรียกสิ่งว่าเป็นการตลาดอย่างหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นสามารถกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า การตลาดนั้น สามารถนำไปใช้ในการเผยแพร่อะไรก็ได้ นับตั้งแต่สินค้าไปจนถึงความคิด ซึ่งเรียกกันว่าการตลาดเชิงสังคม (social marketing) เป็นการตลาดที่ไม่ได้มุ่งหวังกำไรแต่อยากปลูกฝังความคิดหรือพฤติกรรมบางอย่างที่เห็นว่าดีให้แก่ผู้บริโภค ประกอบด้วย 6 แนวคิดดังนี้

            1.แนวคิดการผลิต (The Production Concept) นับเป็นแนวคิดที่เก่าแก่ที่สุดในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งใช้ได้ดีเมื่อมีความต้องการซื้อ มากกว่าความต้องการขาย และเน้นการปรับปรุงคุณภาพการผลิตให้ต้นทุนต่ำลง เพื่อขายสินค้าในราคาต่ำกว่าคู่แข่ง แนวคิดนี้ถือว่า ผู้บริโภคนิยมสินค้าที่หาซื้อได้แพร่หลายทั่วไป และราคาถูก แนวคิดเช่นนี้มักถูกนำไปใช้ในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งผู้บริโภคมักจะสนใจตัวสินค้ามากกว่ารูปแบบ

            2.แนวคิดผลิตภัณฑ์ (The Product Concept) ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญต่อคุณภาพมากกว่าราคา และในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเองก็เน้นไปที่การปรับปรุงพัฒนา ผลิตภัณฑ์อยู่เสมอแนวคิดนี้ถือว่าผู้บริโภคชอบสินค่าที่มีคุณภาพดีที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ผลิตสินค้า หรือ บริการที่ใช้แนวความคิดนี้มักจะหลงใหลไปกับสินค้าของตน จนอาจมองข้ามความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

            3.แนวคิดการขาย (The Selling Concept) ต้องมีการกระตุ้นการขายด้วยวิธีการในลักษณะต่างๆ เช่น ลดแลกแจกแถม เพื่อให้ซื้อมากขึ้น ปัจจุบันแนวคิดเช่นนี้มักจะถูกใช้ในสินค้าที่ขายยาก หรือไม่ได้อยู่ในความคิดที่จะซื้อเลย (unsought goods) ดังนั้นแนวความคิดนี้จึงมุ่งไปที่การขายเชิงรุก และความพยายามในการส่งเสริมการตลาด แนวความคิดนี้ตั้งข้อสันนิฐานว่า ลูกค้ามีความเฉื่อยในการซื้อ หรือบางครั้งอาจรู้สึกต่อต้านการซื้อ ดังนั้นฝ่ายการตลาดจึงมีหน้าที่ต้องเกลี้ยงกล่อมให้ซื้อ และเชื่อว่าบริษัท มีเครื่องมือการส่งเสริมการตลาดที่สามารถใช้กระตุ้นให้เกิดการซื้อ บริษัทที่ใช้แนวความคิดนี้ยกตัวอย่างเช่น บริษัท coca-cola โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ขายสินค้าได้มากขึ้น ขายให้ผู้คนจำนวนมากขึ้น ให้บ่อยขึ้น และให้ได้เงินมากขึ้น เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น

            4.แนวคิดมุ่งตลาด (The Marketing concept) แนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางปี 1950 ซึ่งแนวคิดต่างๆที่ผ่านมานั้นจะเป็นการผลิตแล้วขาย แต่แนวคิดมุ่งตลาดนี้ยึดหลัก มุ่งเน้นลูกค้าและแสวงหากำไรจากความพึงพอใจของลูกค้า มิใช่เป็นการตามล้าหาลูกคา หรือการหาลูกค้าให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์แนวคิดการผลิตแนวคิดผลิตภัณฑ์และ แนวคิดการขาย นั้น มีข้อจำกัดสำหรับการใช้ ในปัจจุบัน กล่าวคือ แนวคิดการตลาดใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายองค์กร เริ่มต้นจากการตรวจสอบความจำเป็น และความตองการต่างๆของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และนำเสนอสิ่งที่ต้องการนั้น โดยพยายามสร้างความพึงพอใจให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง ประสานกิจกรรมต่างๆที่จะกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนั้นเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด

            5.แนวคิดทางด้านลูกค้า(The Customer concept) ส่วนแนวคิดทางด้านลูกค้าจะมุ่งเน้นความต้องการส่วนตัวเฉพาะลูกค้าแต่ละราย เพื่อเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าที่มีต่อบริษัทตลอดจนสร้างคุณค้าที่ลูกค้าได้รับให้ตลอดชีพถ้าเป็นไปได้

            6.แนวคดทางการตลาดเพื่อสังคม (The Societal marketing concept)แนวคิดการตลาดเพื่อสังคม มีจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกันกับแนวคิดการตลาดในรูปแบบอื่น

แนวความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด

            ฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler)  ได้มีการแบ่งระดับของแนวความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับตลาดออกเป็น (Kotler, 1984) ระดับแรก การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) โดยการตลาดแบบนี้มีจุดมุ่งหมายหลักคือ การสร้างความตระหนักในตราสินค้า(brands)แบบที่เคยมุ่งเน้นกันมา โดยการตลาดที่อยู่ในระดับขั้นนี้จะมุ่งให้ความสำคัญกับส่วนประสมการตลาด

See also  [넌알친] 윈도우10 이정도 설정은 알아두면 좋습니다. 네트워크 및 인터넷 편.. | 공용네트워크

อดุลย์ จาตุรงคกุล (2543: 26) กล่าวในเรื่อง ตัวแปรหรือองค์ประกอบของส่วนผสมทางการตลาด (4P’s) ว่าเป็นตัวกระตุ้นหรือสิ่งเร้าทางการตลาดที่กระทบต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อ โดยแบ่งออกได้ดังนี้

การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค

เป็นการคนคว้า หรือวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อและการบริโภค ทั้งที่เป็นบุคคลกลุ่มบุคคล หรือองค์กร เพื่อให้ทราบถึงลักษณะความต้องการและพฤติกรรมการซื้อการบริโภคการเลือกบริการแนวคิด หรือประสบการณ์ที่จะทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจ หรือ (ปณิศาลัญ  ชานนท์, 2548) หรือเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ด้วยการศึกษาค้นคว้าถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อ การตัดสินใจซื้อ และการใช้สินค้าและการบริการของผู้บริโภค เพื่อที่จะให้นักการตลาดทราบถึงความพึงพอใจและความต้องการของผู้บริโภค (กมลรัตน์ สัตยาพิมล, 2552 ; นฤมล อดิเรกโชติกุล, 2548) โดยสามารถช์ 7 คำสถาม (6Ws 1H) ที่จะช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อค้นหา 7 คำตอบ (7Os) (ปรัชญา ปิยะรังสี 2554)

  1. ใครอยู่ในตลาดเป้าหมาย (Who is in the target market?)
  2. ผู้บริโภคซื้ออะไร (What does the consumer buy?)
  3. ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ (Why does the consumer buy?)
  4. ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ (Who participates in the buying?)
  5. ผู้บริโภคซื้อเมื่อใด (When does the consumer buy?)
  6. ผู้บริโภคซื้อที่ไหน (Where does the consumer buy?) (ปรัชญา ปิยะรังสี 2554)
  7. ผู้บริโภคซื้ออย่างไร (How does the consumer buy?)

            พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer behavior role) หมายถึง บทบาทของ ผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ จากการศึกษาบทบาทพฤติกรรมของผู้บริโภค นักการตลาดได้นำมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด โดยเฉพาะกลยุทธ์การโฆษณาและผู้แสดงโฆษณา (Presenter) ให้บทบาทใดบทบาทหนึ่ง เช่น ผู้ริเริ่ม ผู้มีอิทธิพล ผู้ตัดสินใจซื้อ ผู้ซื้อ และผู้ใช้โดยทั่วไปมี 5 บทบาทคือ(ธวัลวรัตน์  อินทนนชัย 2552)

  1. ผู้ริเริ่ม (Initiator)
  2. ผู้มีอิทธิพล (Influence)
  3. ผู้ตัดสินใจ (Decision)
  4. ผู้ซื้อ (Buyer)
  5. ผู้ใช้ (User)

กลยุทธการตลาดของฟิลลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler)

ในการเตรียมกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิผลบริษัทต้องศึกษาคู่แข่งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าที่มีศักยภาพในอนาคต บริษัทต้องกำหนดกลยุทธ์การแข่งขัน วัตถุประสงค์จุดแข็ง จุดอ่อนและรูปแบบของการโต้ตอบของคู่แข่ง (Kotler,2003a)โดยการวางแผนกลยุทธ์นั้นอาศัยหลักการที่เรียกว่า SWOT Analysis ซึ่งย่อมาจาก

S = Strength (จุดเด่น จดแข็ง)

            W = Weakness (จุดอ่อน จดด้อย)

            O = opportunity (จุดเกิดโอกาส)

            T = Threat (จดดับ อุปสรรค )

การวางแผนการตลาดเชิงกลยุทธ์เป็นกระบวนการพัฒนา และการรักษาความเหมาะสมสอดคล่องระหว่างวัตถุประสงค์ทักษะความสามารถ และทรัพยากรขององค์กรกับโอกาสทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การวางแผนเชิงกลยุทธ์มีเป้าหมาย เพื่อปรับการดำเนินกิจการ และผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายในการทำกำไรและการเติบโตของธุรกิจ การวางแผนเชิงกลยุทธ์จะมีอยู่4 ระดับ ไดแก้

  1. ระดับบริษัท (Corporate)
  2. ระดับส่วน (Division)
  3. ระดับหน่วยธรกิจ (SBU )
  4. ระดับผลิตภัณฑ์ (Product)

โดยสำนักงานใหญ่ของบริษัทจะรับผิดชอบในการกำหนดกระบวนการ เพื่อพัฒนาแผนกลยุทธ์ซึ่งกลยุทธ์ในระดับบริษัทจะวางกรอบเพื่อให้ระดับส่วน (Division) และหน่วยธุรกิจ(Business unit) วางแผนกลยุทธ์ของตนเองการวางแผนกลยุทธ์ในระดับบริษัทมีกิจกรรมสำคัญ 4ประการกล่าวคือ

(1) ระบุพันธ์กิจ (Mission)

            (2) สร้างหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์

(3) จัดสรรทรัพยากรสำหรับแต่ละหน่วยธุรกิจ ความแข็งแกร่งของหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ (Strategic business unit)

(4) วางแผนธุรกิจใหม่และลดขนาดธุรกิจเดิม

บุคลิกลักษณะของผู้ซื้อ

หน้าที่หลักของนักการตลาดคือพยายามศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าภายนอก ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในท้ายที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วย

  1.  ปัจจัยด้านวัฒนธรรม
  2. ปัจจัยทางสังคม
  3. ปัจจัยส่วนบุคคล
  4. ปัจจัยทางจิตวิทยา 

      ระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (Five-Stage Model of The Customer Buying Process) (Orji and Goodhope, 2013) เมื่อทราบถึงพฤติกรรมในการซื้อของผู้บริโภคและปัจจัยที่มีผลต่อพฤตกรรมการซื้อแล้วมี 5 ขั้นตอนดังนี้คือ

  1. การรับรู้ถึงความต้องการ (Need Recognition)
  2. การค้นหาข้อมูล (Information Search)
  3. การประเมินผลทางเลือก (Evaluation of alternative)
  4. การตัดสินใจซื้อ (Purchase Decision)
  5. พฤติกรรมภายหลังการซื้อ (Postpurchase Behavior)

(ปรัชญา ปิยะรังสี 2554)

แนวความคิดเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการ (Service Quality)

            คุณภาพของการบริการ (Service Quality) หมายถึงการบริการที่ดีเลิศ (ExcellentService) ตรงกับความต้องการหรือเกินความต้องการของพนักงานผู้รับบริการจนทำให้เกิดความพอใจ (Customer Satisfaction) และเกิดความจงรักภักดี (Customer Loyalty) (ชัยสมพล ชาวประเสริฐ, 2547 :106 อ้างอิงจาก Johnston, 1995 : Lloyd-walker & Cheung, 1998) คำว่าบริการที่ดีเลิศตรงกับความต้องการหมายถึง สิ่งที่ผู้รับบริการต้องการหรือคาดหวังไว้ได้รับการตอบสนองส่วนบริการที่เกินความต้องการของผู้รับบริการหมายถึง สิ่งที่ผู้รับบริการต้องการ หรือคาดหวังไว้ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่จนรู้สึกว่าการบริการนั้นเป็นบริการที่ ประทับใจคุ้มค่าแก่การตัดสินใจ

แนวคิดคุณภาพการบริการ

  1.  Reliability (ความไว้ใจ หรือ ความน่าเชื่อถือ)
  2. Assurance (ความมั่นใจ)
  3. Tangibles (สิ่งที่สามารถจับต้องได้)
  4. Empathy (ความใส่ใจ)
  5. Responsiveness (การสนองตอบลูกค้า)

(จรัญชัย กรเกตุมหาชัย 2555)

ในการวิจัยครั้งต่อมาคณะผู้วิจัยทั้ง 3 คนดังกล่าวข้างต้นพบว่า มีระดับของความสัมพันธ์ (Degree of Correlation) กันเองระหว่างตัวแปรดังกล่าวค่อนข้างสูง จึงปรับเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพของบริการใหม่ให้เหลือเกณฑ์อย่างกว้างทั้งหมด รวม 5 ประการ ดังต่อไปนี้

3.การประยุกต์ใช้
 

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีส่วนประสมทางการตลาด เพื่อนำสู่ส่วนแบ่งทางด้านจิตใจของลูกค้าด้วยในทางเดียวกันการตลาดด้านภาพลักษณ์และความรู้สึก (Image and Emotional Marketing) หลายบริษัทกำลังมุ่งหน้าสู่แนวทางการตลาด ทางภาพลักษณ์และความรู้สึกเพื่อเอาชนะใจลูกค้าขณะเดียวกันก็ผลักดันให้บริษัทเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ลูกค้านึกถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นมานานแล้วแต่ในปัจจุบันแนวทางดังกล่าว ได้พัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สูตรสำเร็จทางการตลาดแบบเดิมๆ จะเน้นย้ำให้เอาชนะคู่แข่งด้วยการนำเสนอ คุณลักษณะที่โดดเด่นด้วยตัวสินค้า  โดยตรวจสอบความจำเป็น ความต้องการตลอดจนความสนใจของกลุ่มเป้าหมายและนำเสนอสิ่งที่ต้องการนั้น โดยสร้างความพึงพอใจให้กลุ่มเป้าหมายให้ได้มากกว่าคู่แข่งขัน โดยเนินการรักษาไว้ซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่รักษาความสมดุลย์ระหว่างการทำกำไรของบริษัทความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภคตลอดจนผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของมวลชน

ได้ศึกษาเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการภายในต่อการให้บริการของกองคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการลูกจ้างประจำ พนักงานราชการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(ส่วนกลาง) จำนวน 288 คน โดยเก็บรวมรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ได้แยกไว้และเลือกตัวอย่างตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจในคุณภาพบริการโดยแบบสอบถาม แบ่งเป็น ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้รับบริการ 5 ด้าน ได้แก่ด้านอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านความน้าเชื่อถือ ด้านการตอบสนองความต้องการด้านความมั่นใจต้อการให้บริการ และด้านความเข้าใจถึงความรูสึกของผู้รับบริการโดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และข้อเสนอแนะในการใช้บริการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว พบว่าผู้รับบริการภายในของกองคลังมีความพึงพอใจต่อการให้บริการทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อใช้สถิติอ้างอิง t-Test พิจารณาความพึงพอใจตาม(ผดุงศักดิ์ สายสระสรง 2555)

ที่มา

Click to access CH7-New-product-development.pdf

http://www.arch.chula.ac.th/journal/files/article/swMGm6zShnThu91446.pd

Click to access phil0351yc_ch3.pdf

บรรณานุกรม

จรัญชัย กรเกตุมหาชัย (2555). ความพึงพอใจของลูกค้าต่อคุณภาพการให้บริการฝึกอบรมของบริษัท แบงค์คอก ควอลิตี้ เซอร์วิส จำกัด. บัณฑิตวิทยาลัย. เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต.

ชานนท์ รุ่งเรือง (2555). การเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้าและการลดต้นทุนโดยใช้เทคนิคการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์ในอุตสาหกรรมอลูมิเนียม. วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. เชียงใหม่  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม

ชีวรรณ เจริญสุข (2547). กลยุทธ์การปรับตัวทางการตลาดของร้านค้าปลีกไทยแบบดั้งเดิม (โชวห่วย). บัณฑิตวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยศรีปทุม. บริหารธุรกิจ การตลาด

ณัฐ อิรนพไพบูลย์ (2554). ความพึงพอใจของผู้รับเหมาต่อส่วนประสมทางการตลาดผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเสร็จของโรงงานซีแพคแฟรนไชส์ สาขาจอมทอง. บัณฑิตวิทยาลัย. เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. บริหารธุรกิจการตลาด.

ธวัลวรัตน์  อินทนนชัย (2552). การโฆษณาเครื่องดมชูกําลังและการบริโภคมายาคติของผู้ขับรถรับจ้างสี่ล้อในจังหวัดเชียงใหม. ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต. เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. การสื่อสารการศึกษา.

ปรัชญา ปิยะรังสี (2554). การเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้บริโภคในการบริโภคสุราโรงงานกับสุรากลั่นชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่        บัณฑิตวิทยาลัย. เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต  สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร.

ผดุงศักดิ์ สายสระสรง (2555). ความพึงพอใจของลูกค้าต่อคุณภาพการให้บริการของงานซ่อมบำรุงระบบสื่อสารของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 (ภาคใต้). บัณฑิตวิทยาลัย. เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต.

ภูดินันท์ อดิทิพยางกูร (2555). การบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าระหว่างประเทศ    มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช. ภ. อดิทิพยางกูร. กรุงเทพฯ.

Share this:

Like this:

Like

Loading…


หลักการตลาด บทที่ 10 ช่องทางการจัดจำหน่าย Part1


นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

หลักการตลาด บทที่ 10 ช่องทางการจัดจำหน่าย Part1

EP2 แนวคิดและหน้าที่ทางการขายและการตลาด


EP2 แนวคิดและหน้าที่ทางการขายและการตลาด

ตอนที่ 04 การบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย


ผศ.จารุณี กมลขันติธร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
วิชา นโยบายการจัดจำหน่าย ประจำปีการศึกษา 2551 1
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
http://www.rmutp.ac.th
วีดีโอสื่อการสอนทางไกล
http://mmd.rmutp.ac.th

ตอนที่ 04 การบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย

หน่วยที่ 7 ช่องทางการจัดจำหน่าย


หน่วยที่ 7 ช่องทางการจัดจำหน่าย

3 สิ่งที่ต้องทำในการจัดช่องทางการจัดจำหน่าย ยุค New Normal !!!


เด็กตลาดหัวการค้า​ utccfast​andgenius distributionchanel​ การตลาดหอการค้าไทย​ เด็กการตลาด

3 สิ่งที่ต้องทำในการจัดช่องทางการจัดจำหน่าย ยุค New Normal !!!

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆInvestement

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ แนวคิด ช่อง ทางการ จัด จำหน่าย

11 thoughts on “[NEW] 20 แนวคิด เทคนิค ขายของออนไลน์ ให้ขายได้ขายดีในระยะยาว | แนวคิด ช่อง ทางการ จัด จำหน่าย – Sathyasaith”

  1. 314235 617407Take a peek at the following tips what follows discover perfect way to follow such a mainly because you structure your small business this afternoon. earn dollars 125248

    Reply
  2. 481269 807049I used to be recommended this web internet site by my cousin. Im no longer certain whether this put up is written by way of him as nobody else know such exact approximately my dilemma. Youre incredible! Thank you! 4298

    Reply

Leave a Comment