[NEW] 44 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ | การ แต่ง กาย ออสเตรีย – Sathyasaith

การ แต่ง กาย ออสเตรีย: คุณกำลังดูกระทู้

Table of Contents

44 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ที่คุณอาจจะยังไม่รู้

พระนาง Maria Antonia Josepha Johanna (นามประสูติ) หรือพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ราชินีองค์สุดท้ายแห่งฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสตรีผู้มีชื่อเป็นที่รู้จักกันในแวดวงประวัติศาสตร์ แม้ว่าเรื่องเกี่ยวกับพระนางส่วนมากที่คนได้ยินจะเป็นเรื่องอื้อฉาวและชื่อเสียหายในแง่ลบ แต่ที่ท่านทั้งหลายได้ยินมาทั้งหมดนั้น เป็นความจริงแน่หรือ? และมากน้อยแค่ไหนกัน? กระทู้นี้ขอนำเสนอ 44 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระนางที่บางคนอาจจะรู้อยู่แล้ว หรือบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งผมไปเจอมาจากเพจของฝรั่ง ซึ่งน่าสนใจจึงนำมาแปลให้ ณ ที่นี้

(อนึ่ง ขออภัยที่ผมอาจไม่เชี่ยวชาญราชาศัพท์มากนัก แต่จะพยายามใช้ให้ถูกเท่าที่เป็นไปได้ และชื่อบุคคลหากอ่านผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

44.พระนางเคยทรงลา

มันอาจฟังดูตลก แต่เป็นเรื่องจริง เรื่องของเรื่องคือพระนางต้องการจะทรงม้าหลังจากที่เสด็จถึงปารีส แต่พวกข้าราชบริพารทั้งหลายกลับพากันทัดทานเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยของพระนาง สุดท้ายพระนางจึงต้องยอมประนีประนอมพวกเขาและทรงขี่ลาแทนม้า

แต่เชื่อไหมครับ พอพระนางทรงทำปุ๊บ ก็กลับกลายเป็นเทรนด์ที่เหล่าสตรีชนชั้นสูงพากันขี่ตามไปเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่พวกหญิงรับใช้ หรือกระทั่งธิดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็ล้วนเอากะพระนางด้วย

43.เรือรบที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่องค์ราชินี

USS Queen of France เป็นเรือรบของกองเรือทวีปที่สหรัฐอเมริกาใช้ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา (อย่างที่รู้กันว่า ฝรั่งเศสอยู่ฝ่ายเดียวกับอเมริกาในช่วงนั้น) ซึ่งตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่พระนางผู้เป็นมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เดิมทีเป็นเรือฝรั่งเศสที่ถูกซื้อโดย เบนจามิน แฟรงคลิน และ ซีลาส ดีน ในปีค.ศ. 1777 ซึ่งติดตั้งปืนใหญ่ถึง 28 กระบอก

เรือลำนี้ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีจนกระทั่งต้องถูกจมลงที่ Charleston เพื่อมิให้ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายอังกฤษ

42.ทรงอภิเษกสมรสตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

หลายคนอาจจะพอรู้กันบ้างว่าพระนางซึ่งเดิมเป็นธิดาของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งออสเตรีย ได้ทรงเข้าอภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ทั้งคู่ ซึ่งตอนนั้นพระนางยังมีพระชนมายุเพียง 14 ชันษาเท่านั้น (พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรง 15 ชันษาในขณะนั้น) ซึ่งสำหรับสมัยก่อนการแต่งงานในช่วงอายุนี้ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก

อย่างไรก็ตามการอภิเษกนี้มีขึ้นเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและออสเตรีย ซึ่งเดิมเป็นชาติอริศัตรูที่ระหองระแหงกันมานาน (และกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีในภายหลัง)

41.พระนางทรงมีบุตรช้า
เป็นที่รู้กันว่าหลังการอภิเษกสมรสผ่านไป กว่าพระนางจะให้กำเนิดธิดาองค์แรกก็ปาเข้าไป 7 ปีแล้ว ซึ่งคนส่วนมากเชื่อกันว่าเป็นเพราะปัญหาด้านสุขภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เอง ทว่านักประวัติศาสตร์ในยุคหลังเชื่อมากกว่าว่าสืบเนื่องมาจากการที่ต่างฝ่ายต่างมัวแต่อายกันและกัน (พระสวามีเองเดิมก็ยังอคติกับพระนางที่เป็นคนออสเตรีย) จนกระทั่งในปี ค.ศ.1777 พระเชษฐา(พี่ชาย)ของพระนางมารี คือจักรพรรดิโจเซฟที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ต้องมาช่วยเป็นพ่อสื่อให้นี่แหละ จึงจะเริ่มมีบุตรคนแรกกันในปีถัดมา

40.การแต่งงานของพระนางเคยถูกคัดค้านโดยพระเชษฐาของพระนางเอง
เดิมทีการอภิเษกของพระนางและพระสวามีนั้นได้จัดขึ้นในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1770 ในกรุงเวียนนา แต่ตอนนั้นได้มีผู้คัดค้านคือ อาร์คดยุค เฟอร์ดินานด์ ซึ่งเป็นพระเชษฐาอีกคนของพระนางเอง

แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายการแต่งงานก็มีขึ้นจนได้ในวันที่ 16 พฤษภาคม ปีเดียวกัน แต่ย้ายสถานที่ไปเป็นพระราชวังแวร์ซายส์แทน

39.ใช้รองเท้าเปลือง

ในช่วงศตวรรษที่ 18 นั้น ทางเดินในพระราชวังแวร์ซายส์ซึ่งเลี้ยงสัตว์เล็กสัตว์น้อยไว้ค่อนข้างมากจึงเต็มไปด้วยอุจจาระ (อาจจะของคนด้วย เพราะได้ยินว่าสมัยนั้นไม่มีห้องสุขาในพระราชวัง) จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะใส่รองเท้าคู่เดิมเดินทั้งวันโดยที่มันไม่เปื้อน

แต่ความจริงก็คือ แม้ในจำนวนนั้นจะมีรองเท้าที่พระนางสวมอยู่ด้วยก็จริง แต่พระนางมิใช่เจ้าของรองเท้าส่วนใหญ่อย่างที่หลายคนครหากันขนาดนั้น ที่จริงคนในราชวงศ์ฝรั่งเศสคนอื่น ๆ มากกว่าที่สิ้นเปลืองกับของพวกนี้มากกว่าตัวพระนางเองเสียอีก

38.คณะผู้ติดตาม
เชื่อไหมว่าในระหว่างที่พระนางมารีเดินทางมายังฝรั่งเศสนั้น คณะผู้ติดตามประกอบไปด้วยรถม้า 57 คัน , พลทหารเดินเท้า 117 นาย และม้าถึง 376 ตัว  และงานแต่งเองก็จัดอย่างหรูหราสุด ๆ ด้วยเพชรพลอยมากมาย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ “ปกติมาก” สำหรับงานตอนรับสตรีนางใดก็ตามที่จะมาเป็นราชินีองค์ต่อไปของฝรั่งเศสในสมัยนั้น

37.ชุดขาวอันสมถะ

เป็นตลกร้ายที่ชุดขาวที่เป็นดังเครื่องแบบไม่เป็นทางการของเหล่าสตรีที่สนับสนุนการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้น แท้ที่จริงมันเป็นชุดที่พระนางเป็นผู้บุกเบิกเป็นคนแรกนั่นเอง แถมเป็นชุดโปรดของพระนางเสียด้วย ซึ่งในสายตาคนทั่วไปยามที่พระนางสวมชุดดังกล่าว ก็แทบดูไม่ออกเลยว่าเป็นองค์ราชินี 

พระนางเองก็เคยคาดหวังว่าอิมเมจของ “สตรีของประชาชน” จะช่วยลดกระแสข่าวลือที่กล่าวหาพระนางเป็นหญิงฟุ่มเฟือยได้จากสิ่งนี้ ทว่าน่าเศร้าที่มันกลับส่งผลตรงกันข้าม และพระนางดันโดนหาว่ามาแต่งตัวแบบ “ตลาดล่าง” ซะงั้น
(สรุปคือ ทำอะไรก็ผิด)

36.ราวกับดาราดัง
ก่อนที่พระนางจะได้ขึ้นเป็นราชินี พระนางเป็นที่จับตามองของชาวฝรั่งเศสทั่วประเทศ เรียกว่าดังระดับห้าดาว ทว่าในครั้งแรกที่พระนางทรงเปิดเผยพระองค์ต่อหน้าสาธารณชนทั้งที่ยังเยาว์วัย ชาวปารีส 50.000 คนดันกรูเข้ามาชมจนเผลอเหยียบกันตายเสียเองไป 30 กว่าคน (แต่นั่นความผิดพระนางเหรอ?)

35.Marietta, Ohio
เชื่อไหมครับ เมือง Marietta ในรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เป็นชื่อที่ตั้งโดยเหล่าคณะปฏิวัติของอเมริกาในสมัยนั้น เพื่อเป็นเกียรติแก่พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่ให้การสนับสนุนพวกเขานั่นเอง

34.พระเกศาทรงเรือรบ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับทรงผมสุดเลิศหรูอลังการงานสร้างของพระนางมากมาย รวมถึงทรงเรือรบที่สูงถึงสี่ฟุตนี้ ล้วนเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ Leonard Autie ช่างทำผมประจำพระองค์นั่นเอง ซึ่งต้นแบบของทรงนี้ก็คือเรือรบ La Belle Poule 

33.เคยถูกพระมารดาตักเตือน
เป็นที่รู้กันว่าในสมัยนั้น การปกครองแบบชายเป็นใหญ่ทำให้สตรีไม่ได้รับมอบหมายบทบาททางการเมืองให้มากนัก แม้แต่องค์พระราชินี ดังนั้นพระนางจึงทรงมีเวลาว่างมากพอในการเข้าสังคมชาววังและใช้จ่ายโน่นนั่นนี่ นอกจากเรื่องเสื้อผ้าแล้ว พระนางยังเป็นมือพนันตัวยง จนกระทั่งในวันครบรอบประสูติ 21 ชันษา พระนางเล่นพนันมากไปถึงสามวันจนโดนพระมารดาส่งจดหมายจากออสเตรียมาตักเตือนเลยทีเดียว

32.Homesick
เห็นอย่างนั้น ทว่านับตั้งแต่เสด็จมายังฝรั่งเศส พระนางเองก็มิได้มีความสุขกับชีวิตในวังไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะชีวิตการแต่งงานที่ไม่ราบรื่น ไหนจะสังคมที่มีแต่ข่าวลือ gossip หรืออะไร หลักฐานจากจดหมายที่เขียนถึงพระมารดาบ่งบอกว่าพระนางคิดถึงแม่และบ้านเกิดมากขนาดไหน

31.พระสิริโฉมเป็นเลิศ

พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ได้ชื่อว่าเป็นสตรีผู้งดงามที่สุดนางหนึ่งแห่งยุค พระนางทรงมีดวงพระเนตรสีฟ้าแกมเทา(grey-blue eyes) พระเกศาสีบลอนด์ขี้เถ้า(ash blonde hair) และผิวสีจาง(pale skin) แม้ในวัย 12 พระนางจะเคยมีปัญหาเรื่องการเรียงตัวของฟันแต่ก็ได้รับการจัดฟันเพื่อแก้ไขแล้ว นับแต่นั้นรอยยิ้มของพระนางจึงได้ชื่อว่า “งดงามและตรงไปตรงมา”

30.ถูกกำชับให้รักสะอาด
ในช่วงทรงพระเยาว์ พระนางมารี อองตัวเน็ตต์นั้นทรงมีนิสัยออกแนวทอมบอย ชอบที่จะเล่นกับพวกเด็กชาวบ้าน ขี่ม้า และล่าสัตว์ ซึ่งค่อนข้างตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของพระนางในสายตาคนทั่วไป ด้วยเหตุนั้น พระมารดาของพระนางจึงเขียนจดหมายกำชับให้พระนางต้องรักษาความสะอาดทั้งเสื้อผ้าหน้าผมอยู่ตลอด (ทำให้พระนางติดนิสัยรักสะอาดจากพระมารดาไปด้วย)

29.ที่จริงพระนางเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง
แม้ว่าครูที่เคยสอนพระนางแต่วัยเยาว์จะบอกว่าพระนาง “ฉลาดกว่าที่คิด” แต่รวม ๆ ก็ยังระบุว่าเป็นเด็กขี้เกียจและสอนยาก และพระนางก็มิใช่คนลายมือสวยอะไรมากมาย

28.เรื่องอื้อฉาว
อันที่จริงในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสก่อนรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นั้น คนนิยมเรื่องอื้อฉาวกันมากและเป้าหมายตัวใหญ่ที่สุดก็มักจะหนีไม่พ้น “พระสนม” ของกษัตริย์แต่ละพระองค์นั่นเอง (มาดามดูบารี สนมคนโปรดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เองก็เป็นหนึ่งในนั้น)

แต่เผอิญว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 รายนี้กลับทรงพระซื่อตรง ทำให้ไม่มีนางสนมกะเค้าเล้ย และเพราะไม่มีนี่แหละ พวกสื่อก็ไม่รู้จะเล่นใคร เลยเล่นถึงองค์ราชินีมันซะเลย! พระนางจึงถูกกล่าวหาว่าหลับนอนมั่วซั่วทั้งกับหญิงและชายไปทั่ว โดยไม่สนว่าจะมีหลักฐานหรือไม่อย่างไร สำหรับพวกปฏิวัติแล้ว สนแค่ว่าชื่อเสียงของราชวงศ์จะพินาศอย่างไรเป็นพอ

นึกถึงที่มีคำกล่าวว่า “คนเราไม่ต้องการความจริง แค่ต้องการเรื่องฉาวคาวปากเท่านั้น”

27.คดีสร้อยพระศอ ต่อให้ไม่รู้เรื่องก็โดน

ในปี ค.ศ. 1785 เกิดเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า “คดีอื้อฉาวสร้อยพระศอ” (The Affair of Diamond Necklace) ซึ่งเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของพระนางมารี อองตัวเน็ตต์มากที่สุด “ทั้งที่พระนางไม่ได้ทรงทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ”

เรื่องมันมีต้นเหตุมาจากสร้อยเพชรที่มีมูลค่าถึง 1,600,000 livres (ประมาณ 10.000.000 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งต้นเหตุจริง ๆ มาจากมาดามยีน เดอ ลาม็อตต์ นักต้มตุ๋นในคราบผู้ดี และเหล่าผู้สนับสนุนของเธอ 

แม้ว่าความจริงจะถูกเปิดเผยและคดีถูกตัดสินเรียบร้อย ผู้กระทำผิดล้วนถูกลงโทษ ส่วนพระนางไม่เกี่ยวข้องและไม่มีความผิด แต่ทว่าสำหรับคนฝรั่งเศสในเวลานั้น พวกเขาไม่สนใจความยุติธรรมหรือการรับฟังความจริงใด ๆ  พวกเขาแค่ต้องการจะหาเรื่องเกลียดชังพระนางให้ได้เท่านั้น…

26.สิ่งที่พระนางทรงโปรดปรานที่สุดคือ ดอกไม้

พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ทรงเป็นสตรีคนหนึ่งที่รักดอกไม้ สังเกตได้จากการที่พระนางตกแต่งกำแพงด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เป็นรูปดอกไม้บ้าง รวมถึงสวนดอกไม้ส่วนพระองค์ และกลิ่นหอมจากน้ำหอมพิเศษที่ทำจากกลิ่นผสมระหว่าง orange blossom, jasmine, iris และดอกกุหลาบ

25.พระนางเริ่มต้นทุกวันด้วยช็อคโกแลต
พระนางมารี อองตัวเน็ตต์เป็นอีกนางหนึ่งที่หลงใหลในรสชาติอันหอมหวานของช็อคโกแลต จนถึงกับมีสูตรช็อคโกแลตที่เป็นของพระนางเอง และทุกเช้าพระนางจะทรงดื่มช็อคโกแลตเหลวพร้อมวิปครีม บางครั้งก็ใส่กลิ่น Orange Blossom เข้าไปด้วย

อนิจจา เพราะช็อคโกแลตในสมัยนั้นเป็นของแพง นั่นจึงกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกปฏิวัติจะใช้ปลุกระดมความเกลียดชังต่อตัวพระนางไม่มีเว้น

24.พระนางทรงเป็นสตรีที่รักเด็กยิ่งกว่านางสาวไทย

ที่กล่าวมาอาจจะไม่เกินเลยนัก เนื่องจากพระนางมารีทรงรักพวกเด็ก ๆ อย่างมาก ในช่วงรัชสมัย พระนางคอยรับอุปการะดูแลเด็กกำพร้าจำนวนมาก เมื่อเสียเมดส่วนพระองค์นางหนึ่งไป พระนางก็รับเลี้ยงบุตรสาวของเมดคนนั้นจนเติบโตมาพร้อมกับธิดาของพระนางเอง และยังมีเด็กอีกสามคนที่เป็นบุตรของนายกองที่เสียชีวิตไป หนึ่งในนั้นยังได้เป็นเพื่อนสนิทขององค์ชายรัชทายาทอีกด้วย

ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า พระนางทรงเป็นห่วงพวกเขาแม้ในช่วงวาระสุดท้ายที่ถูกคุมขังก่อนการประหาร
(ผมเคยเขียนบทความกล่าวถึงเด็กทาสเชื้อสายแอฟริกาคนหนึ่งที่พระนางรับเลี้ยงไว้ด้วย แต่ก็เคยเจอกระทู้นึงที่พูดคุยกัน พวกก็ยังจะหาว่าพระนางเลี้ยงเด็กเหมือนเลี้ยงสัตว์เล่น ๆ เท่านั้น อย่าว่างั้นเลย แต่ต้องคิดลบขนาดไหนถึงจะอคติให้ได้ขนาดนั้น)

23.ทรงใจดีและใจกว้าง
แม้ว่านับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน (รวมถึงสื่อ หนัง การ์ตูน นิยายหลายเรื่อง) จะพยายามสะท้อนภาพของพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ในฐานะสตรีผู้หรูหราฟุ่มเฟือย เห็นแก่ตัว เป็นต้นเหตุความล่มจม แต่ทว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น พระนางทรงเป็นสตรีผู้ใจดีมีเมตตา และทรงใจกว้างอย่างเหลือเชื่อ

พระนางเคยดูแลประชาชนที่บาดเจ็บ และใช้จ่ายเพื่อการรักษาและพยุงครอบครัวของเขาจนกระทั่งเขาหายดี

22.บริจาคเพื่อการกุศล
เช่นเดียวกับพระสวามี พระนางได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีผู้ใจบุญ พระนางคอยสร้างบ้านให้แก่หญิงที่ไม่มีสามี สนับสนุนเงินทุนแก่คนชรา หญิงม่าย และคนตาบอด ในช่วงค.ศ.1787 เกิดข้าวยากหมากแพง พระนางถึงกับสั่งขายเครื่องใช้ในวังเพื่อซื้อเมล็ดข้าวให้แก่ผู้ยากไร้

21.Madame Veto
ในช่วงที่ฝรั่งเศสตกอยู่ในปัญหาหนี้สินและเศรษฐกิจที่พังทลาย พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พยายามเสนอแนะการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และกำหนดอัตราภาษีแบบก้าวหน้า ทว่ากลับถูกขัดขวางโดยพวกขุนนางและบาทหลวง

ทว่าคนกลับไปโทษหาว่าพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ เป็นต้นเหตุ(อีกแล้ว) จนถึงขั้นตั้งฉายาให้ว่า Madame Veto (คุณนายจอมขัดขวาง) ทั้งที่แทบไม่มีหลักฐานพอจะเอาผิดเลยว่าพระนางทำอะไรที่เป็นการยับยั้งข้อเสนอนั้นจริง

20.ถูกฝังและขุดขึ้นมา
หลังจากพระนางถูกประหาร ร่างของพระนางถูกใส่ในโลงศพและฝังในหลุมศพบ้าน ๆ หลังโบสถ์ Madeline อย่างเหยียดหยาม จนกระทั่งในปี ค.ศ.1815 ช่วงฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บอง พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ได้ทำการขุดร่างของพระนางและพระสวามีขึ้นมาและนำมาฝังใหม่อย่างสมเกียรติที่โบสถ์วิหารเซนต์เดนิส

19.เรื่องอื้อฉาวลับ ๆ ของพระนาง
เรื่องราวความรักอันอื้อฉาวของพระนางมารีตกเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะเรื่องที่ดังที่สุดอย่าง กรณีความสัมพันธ์กับเคาท์แอคเซล ฟอน แฟร์ซอง แห่งสวีเดน โดยเฉพาะจดหมายที่ดูเหมือนจดหมายรักที่ทั้งสองเขียนถึงกัน จนถึงขั้นมีบางคนเชื่อว่าบุตรธิดาบางคน รวมถึงองค์รัชทายาทอาจจะเป็นบุตรที่เกิดกับเขามากกว่าพระเจ้าหลุยส์ก็ได้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลแล้ว ก็ยังคงเป็นเรื่องที่คลุมเครือต่อไปจนทุกวันนี้

18.ต้องทรงละทิ้งความเป็นชาวออสเตรีย
ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1770 ช่วงส่งตัวเจ้าสาวออสเตรียให้แก่ฝรั่งเศสนั้น พระนางจำต้องยอมถอดเสื้อผ้าแบบออสเตรีย ทิ้งเหล่าข้ารับใช้หรือแม้แต่สุนัขที่พระนางทรงรักมากไว้เบื้องหลัง และสวมใส่ชุดเสื้อผ้าแบบฝรั่งเศสเพื่อเดินสู่ช่วงเวลาที่จะเปลี่ยนชีวิตของพระนางตลอดไป

17.ธรรมเนียมอันละเอียดอ่อน
ถึงจะถวิลหายังไง ชีวิตของว่าที่ราชินีแห่งฝรั่งเศสหาได้มีความเป็นส่วนตัวไม่ ทุกเช้าหลังทรงตื่นจากบรรทม พระนางต้องทรงยอมให้เหล่าหญิงรับใช้มาสวมฉลองพระองค์แทน

เพียงแค่เดือนแรกผ่านไป พระนางถึงกับต้องขอร้องหญิงรับใช้ว่าพระนางขอสรงน้ำเพียงลำพังได้หรือไม่

16.ทรงขออุทธรณ์แก่เหล่ามารดาทั้งหลาย
ในช่วงเวลาที่พระนางถูกพิจารณาคดีโดยพวกปฏิวัติ ที่กล่าวหาพระนางว่ามีเพศสัมพันธ์กับพระโอรสของพระนางเอง พระนางถึงกับทนไม่ได้และลุกขึ้นร้องกล่าวในที่ประชุม (แปลเป็นภาษาอังกฤษ)ว่า 
“Nature refuses to answer such a charge brought against a mother. I appeal in this matter to all the mothers present in court.”
(“ใครมันจะไปตอบคำถามที่เป็นการดูหมิ่นคนเป็นแม่ได้ลงคออย่างนี้ คนที่นี่ที่เป็นแม่คนน่าจะรู้ดี”)

See also  [Update] พุทธ คืออะไร แปลภาษา แปลว่า หมายถึง (พจนานุกรมไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน) | พระพุทธศาสนา หมายถึง - Sathyasaith

15.ความสัมพันธ์กับโมสาร์ท

สมัยที่ทั้งคู่ยังเยาว์วัย โมสาร์ทเคยพบกับพระนางตอนไปเล่นดนตรีในวังที่กรุงเวียนนา มีเรื่องเล่าขานว่าโมสาร์ทเคยขอแต่งงานกับหนูน้อยมาเรีย แอนโทเนียที่ยังเยาว์วัย

ความเป็นจริง มีหลักฐานแค่ว่า โมสาร์ทได้รับการจุมพิตอย่างเอ็นดูจากองค์จักรพรรดินี มาเรีย เทเรซ่า ก็แค่นั้น

14.มาดามหนี้ท่วมหัว (Madame Deficit)
ในช่วงรัชสมัยของพระนาง พระนางได้ตกเป็นเป้าความเกลียดชังจากพวกที่หมายจะโค่นล้มระบอบกษัตริย์และชนชั้นสูง ประชาชนได้ตั้งฉายาแก่พระนางว่า “มาดามหนี้ท่วมหัว” เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ฟุ่มเฟือยที่ถูกใช้เป็นประเด็นโจมตี ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ตำหนักเล็ก” ของพระนาง (แม้ว่าแท้ที่จริง เดิมมันถูกสั่งให้ก่อสร้างขึ้นเพื่อมาดามดูบารี สนมเอกของกษัตริย์พระองค์ก่อน)

13.บุคลิกที่ตรงข้ามกัน

ภาพประกอบจากหนัง Marie Antoinette (2006) ชื่อไทย “โลกหลงของคนเหงา”

หากจะกล่าวถึงเรื่องส่วนตัวของราชาและราชินีคู่นี้ ทั้งสองพระองค์มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นั้นค่อนข้างเป็น introvert แต่พระนางนั้นชอบเข้าสังคม ใส่ใจสิ่งรอบข้าง และมั่นใจในตัวเองสูง รวมถึงกิจวัตรของทั้งคู่ยังแตกต่างกันมาก นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีบุตรช้าก็เป็นได้

12.ถ้าลูก ๆ ฉันไม่ได้ไปด้วย ฉันก็ไม่ไป
ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ต้องการช่วยให้พระนางหนีออกจากฝรั่งเศสในช่วงวิกฤติ หลังจากที่พระนางโดนจับกุมพร้อมครอบครัว ทว่าพระนางกลับทรงยืนกรานว่าจะไม่ไปไหนหากไม่พาบุตรธิดาของพระนางไปด้วย 

11.A Woman of Action
ในช่วงเวลาที่การปฏิวัติรุนแรงขึ้นจนควบคุมไม่อยู่ ด้วยความปรารถนาที่จะปกป้องพระสวามีและครอบครัว พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ พยายามเขียนจดหมายขอกำลังทหารและดำเนินการต่าง ๆ เพื่อรักษาราชวงศ์เอาไว้ ในขณะที่พระสวามีของพระนางกลับทำอะไรไม่เป็นเรื่องเป็นราวเลยสักอย่าง

10.การกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม
9 เดือนนับจากการประหารองค์กษัตริย์ พวกปฏิวัติต้องการจะประหารพระนางอีกคน ซึ่งพวกเขาทำทุกอย่างเพื่อกล่าวหาและสั่งประหารพระนางให้ได้
(หนึ่งในวิธีที่หลายคนทราบกัน คือพรากพระโอรสไปจากพระนาง และทรมานเพื่อให้พูดจาให้ร้ายพระนางในการพิจารณาคดีว่าพระนางมีเพศสัมพันธ์กับตัวเด็กเอง)

9.The Carnation Affair
วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1793 Alexandre Gonsse de Rougeville แอบส่งจดหมายลับใส่ในดอกคาเนชั่นเพื่อโต้ตอบเรื่องแผนการช่วยเหลือพระนางหลบหนี แต่สุดท้ายแผนกลับล้มเหลวเพราะถูกทหารยามจับได้

8.จดหมายฉบับสุดท้าย
ในช่วงสุดท้ายก่อนถูกประหาร พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ซึ่งปลงตกกับทุกอย่างแล้ว ได้ร้องขอปากกาและกระดาษจากทหารยาม เพื่อเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงพระนางเอลิซาเบธผู้เป็นพระขนิษฐภคินี(น้องสะใภ้) เป็น “คำสั่งเสีย” โดยใจความจะกล่าวถึงความรักที่พระนางมีต่อครอบครัวและมิตรสหาย และขอให้บุตรธิดาไม่ทำการแก้แค้นให้ตัวพระนาง ก่อนที่จะจุมพิตทุกหน้ากระดาษและส่งให้ยาม

ทว่าสุดท้ายแล้วจดหมายกลับถูกริบเก็บเอาไว้และไม่เคยถึงมือน้องสะใภ้ของพระนางเลย
(Élisabeth of France หรือ Madame Élisabeth คนนั้นปัจจุบันทางศาสนจักรได้ยกให้เป็น “ข้ารับใช้พระเจ้า” และเป็น “มรณสักขี” จากเหตุการณ์ปฏิวัติ แต่ก็มีบางเสียงคัดค้าน เนื่องจากพระนางเป็นผู้นิยมกษัตริย์ที่มีแนวคิดหักดิบกับพวกปฏิวัติยิ่งกว่าพระนางมารี อองตัวเน็ตต์เสียอีก (พระนางมารีจะพยายามหาทางประนีประนอมมากกว่า))

7.”ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
พระนางมารียังเป็นที่รู้จักของชาววังสมัยนั้นในแง่ที่ว่าพระนางมักกล่าวขอโทษแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย ในวาระสุดท้ายของชีวิต พระนางกล่าวว่า “ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” แต่อองรี แซนสัน เพชฌฆาตที่ทำหน้าที่ประหารพระนาง ด้วยเหตุผลว่าพระนางเผลอเหยียบเท้าของเขา

6.เจ้าแม่แฟชั่น
พระนางมารี อองตัวเน็ตต์มีชื่อเสียงในด้านความเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่น เรียกว่าไม่ว่าพระนางจะแต่งพระองค์แบบไหน สตรีชาวแวร์ซายส์ก็พร้อมจะเอาอย่างตาม

5.นกน้อยในกรงทอง
เนื่องจากชีวิตที่แทบจะไร้อิสระในวัง พระนางมารี อองตัวเน็ตต์จึงตัดสินใจหลีกหนีความวุ่นวายไปพักใจอยู่ในตำหนักเล็กส่วนพระองค์ (The Petit Trianon) ซึ่งมีแต่คนที่พระนางทรงอนุญาตเท่านั้นที่จะเข้ามาในอาณาบริเวณนี้ได้(ซึ่งก็ล้วนเป็นคนสนิทวงใน) เป็นสถานที่เดียวที่พระนางจะมีความเป็นส่วนพระองค์และหลบลี้จากเรื่องแย่ ๆ ในวัง 

4.Vive La Republique!

3.”Courage”
ในช่วงเวลาก่อนถูกประหาร นักบวชคนหนึ่งได้ขอให้เธอยืดอกกล้าหาญเข้าไว้ พระนางได้ตรัสตอบนักบวชที่พวกปฏิวัติจัดมาเพื่อยั่วโมโหพระนางว่า “Courage? The moment when my ills are going to end is not the moment when courage is going to fail me.” (“ความกล้าหรือ? ช่วงเวลาที่ชีวิตแย่ ๆ ของฉันกำลังจะจบลง ไม่ใช่เวลาที่ความกล้าที่ว่าจะทำให้ฉันผิดหวัง)”

2.ที่จริงพระนางไม่ใช่ต้นเหตุการล่มสลายของฝรั่งเศส

ประเด็นสำคัญที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุดข้อหนึ่งก็คือ พระนางเป็นต้นเหตุความล่มจมของฝรั่งเศสเพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
อันที่จริงแล้วมันมีเหตุที่มีผลกว่านั้นมาก คือ “การที่พระเจ้าหลุยส์ทรงช่วยอเมริกาทำสงครามปฏิวัติ” นั่นเอง

ความจริง การเงินและการคลังของฝรั่งเศสมันพังมาตั้งแต่ก่อนแล้วครับ จริงอยู่ที่ค่าใช้จ่ายของพระนางอาจจะมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยใหญ่ที่ถึงขั้นทำให้ล่มจมขนาดนั้น เทียบแล้ว การที่พระเจ้าหลุยส์ไปร่วมรบในสงครามและไม่ยอมเลิกสักทีนั้นใช้จ่ายเป็นตัวเลขหนักกว่าอีกมากโข

แค่การโทษผู้หญิงคนหนึ่งมันง่ายกว่าก็เท่านั้น เหมือนที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติชอบทำเสมอ

1.ข้อใส่ร้ายที่โด่งดังที่สุด
“ไม่มีขนมปัง ก็ไปกินเค้กสิ” มั่นใจเลยว่าแค่ได้ยินคำนี้ครั้งแรก ไม่ว่าใครก็คงถูก input ข้อมูลให้เกลียดชังชื่อของพระนางทุกครั้งที่ได้ยินไปแล้ว และมักจะฝังหัวกันตั้งแต่เด็กด้วย มันกลายเป็นประโยคเบสิคที่ปลุกปั่นให้ชนชั้นล่างเกิดมีอารมณ์ร่วมได้รุนแรงไม่ว่าจะใช้กล่าวหาใครที่ไหน และกลายเป็นประโยคยอดนิยมในคอมเมนต์แทบทุกกระทู้ที่เกี่ยวกับการเมืองทำนองนี้ หรือเวลาพูดถึงเรื่องของพระนาง

แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีหลักฐานปรากฎในช่วงที่พระนางยังทรงพระชนม์อยู่เลยว่าพระนางตรัสประโยคนี้ หรือแม้แต่จะมีใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน (แม้ว่าประโยคนี้จะมีจริง ๆ ในหนังสือของฌอง แฌ็ค รุสโซ แต่มันเขียนก่อนพระนางจะมาฝรั่งเศสเสียด้วยซ้ำ และไม่ระบุด้วยว่าใครเป็นคนพูด) ดังนั้นคงไม่แคล้วว่า ย่อมเป็นฝีมือของพวกปฏิวัติที่ต้องการจะใส่สีตีไข่ เพิ่มจำนวนคนที่เกลียดชังพระนาง เพื่อผลประโยชน์ในอำนาจและคะแนนนิยมของพวกเขาเอง

แม้ตอนนี้ แม้คนที่รู้ทั้งรู้ ก็ยังล้อซ้ำต่อคนตายเช่นพระนางอย่างไม่หยุดราวกับว่าติดใจในความสนุกที่ได้จับศพพระนางมัดติดกับมันไปแล้ว เสียงหัวเราะเย้ยหยันของพวกเขายังคงดังต่อไป… เพราะในโลกเสรีประชาธิปไตย ใครก็มีสิทธิ์จะพูดอะไรก็ได้ ยิ่งเป็นโลกไซเบอร์ที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรด้วยแล้ว

ขนาดทุกวันนี้ เรายังพบ “มารี อองตัวเน็ตต์” ได้อีกหลายคน ลองมองหาในชั้นเรียน หรือที่ทำงานคุณดูสิ ใครกันที่ตกเป็นเป้าการ bully ที่เป็นดัง “วัฒนธรรมสากล” ของมนุษยชาติจนอยู่ไม่ได้บ้าง

แหล่งที่มาจาก https://www.factinate.com/people/44-grandiose-facts-marie-antoinette/

ในยามที่พระนางถูกประหาร เสียงโห่ร้องของประชาชนล้วนดังอย่างพร้อมเพรียงว่า “Vive La Republique!” (สาธารณรัฐจงเจริญ!)ในช่วงเวลาก่อนถูกประหาร นักบวชคนหนึ่งได้ขอให้เธอยืดอกกล้าหาญเข้าไว้ พระนางได้ตรัสตอบนักบวชที่พวกปฏิวัติจัดมาเพื่อยั่วโมโหพระนางว่า(“ความกล้าหรือ? ช่วงเวลาที่ชีวิตแย่ ๆ ของฉันกำลังจะจบลง ไม่ใช่เวลาที่ความกล้าที่ว่าจะทำให้ฉันผิดหวัง)”มั่นใจเลยว่าแค่ได้ยินคำนี้ครั้งแรก ไม่ว่าใครก็คงถูก input ข้อมูลให้เกลียดชังชื่อของพระนางทุกครั้งที่ได้ยินไปแล้ว และมักจะฝังหัวกันตั้งแต่เด็กด้วย มันกลายเป็นประโยคเบสิคที่ปลุกปั่นให้ชนชั้นล่างเกิดมีอารมณ์ร่วมได้รุนแรงไม่ว่าจะใช้กล่าวหาใครที่ไหน และกลายเป็นประโยคยอดนิยมในคอมเมนต์แทบทุกกระทู้ที่เกี่ยวกับการเมืองทำนองนี้ หรือเวลาพูดถึงเรื่องของพระนาง(แม้ว่าประโยคนี้จะมีจริง ๆ ในหนังสือของฌอง แฌ็ค รุสโซ แต่มันเขียนก่อนพระนางจะมาฝรั่งเศสเสียด้วยซ้ำ และไม่ระบุด้วยว่าใครเป็นคนพูด) ดังนั้นคงไม่แคล้วว่า ย่อมเป็นฝีมือของพวกปฏิวัติที่ต้องการจะใส่สีตีไข่ เพิ่มจำนวนคนที่เกลียดชังพระนาง เพื่อผลประโยชน์ในอำนาจและคะแนนนิยมของพวกเขาเองแม้ตอนนี้ แม้คนที่รู้ทั้งรู้ ก็ยังล้อซ้ำต่อคนตายเช่นพระนางอย่างไม่หยุดราวกับว่าติดใจในความสนุกที่ได้จับศพพระนางมัดติดกับมันไปแล้ว เสียงหัวเราะเย้ยหยันของพวกเขายังคงดังต่อไป… เพราะในโลกเสรีประชาธิปไตย ใครก็มีสิทธิ์จะพูดอะไรก็ได้ ยิ่งเป็นโลกไซเบอร์ที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรด้วยแล้ว

(นามประสูติ) หรือราชินีองค์สุดท้ายแห่งฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสตรีผู้มีชื่อเป็นที่รู้จักกันในแวดวงประวัติศาสตร์ แม้ว่าเรื่องเกี่ยวกับพระนางส่วนมากที่คนได้ยินจะเป็นเรื่องอื้อฉาวและชื่อเสียหายในแง่ลบ แต่ที่ท่านทั้งหลายได้ยินมาทั้งหมดนั้น เป็นความจริงแน่หรือ? และมากน้อยแค่ไหนกัน? กระทู้นี้ขอนำเสนอ 44 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระนางที่บางคนอาจจะรู้อยู่แล้ว หรือบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งผมไปเจอมาจากเพจของฝรั่ง ซึ่งน่าสนใจจึงนำมาแปลให้ ณ ที่นี้(อนึ่ง ขออภัยที่ผมอาจไม่เชี่ยวชาญราชาศัพท์มากนัก แต่จะพยายามใช้ให้ถูกเท่าที่เป็นไปได้ และชื่อบุคคลหากอ่านผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)มันอาจฟังดูตลก แต่เป็นเรื่องจริง เรื่องของเรื่องคือพระนางต้องการจะทรงม้าหลังจากที่เสด็จถึงปารีส แต่พวกข้าราชบริพารทั้งหลายกลับพากันทัดทานเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยของพระนาง สุดท้ายพระนางจึงต้องยอมประนีประนอมพวกเขาและทรงขี่ลาแทนม้าแต่เชื่อไหมครับ พอพระนางทรงทำปุ๊บ ก็กลับกลายเป็นเทรนด์ที่เหล่าสตรีชนชั้นสูงพากันขี่ตามไปเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่พวกหญิงรับใช้ หรือกระทั่งธิดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็ล้วนเอากะพระนางด้วยเป็นเรือรบของกองเรือทวีปที่สหรัฐอเมริกาใช้ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกา (อย่างที่รู้กันว่า ฝรั่งเศสอยู่ฝ่ายเดียวกับอเมริกาในช่วงนั้น) ซึ่งตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่พระนางผู้เป็นมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เดิมทีเป็นเรือฝรั่งเศสที่ถูกซื้อโดย เบนจามิน แฟรงคลิน และ ซีลาส ดีน ในปีค.ศ. 1777 ซึ่งติดตั้งปืนใหญ่ถึง 28 กระบอกเรือลำนี้ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีจนกระทั่งต้องถูกจมลงที่ Charleston เพื่อมิให้ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายอังกฤษหลายคนอาจจะพอรู้กันบ้างว่าพระนางซึ่งเดิมเป็นธิดาของได้ทรงเข้าอภิเษกสมรสกับตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ทั้งคู่ ซึ่งตอนนั้นพระนางยังมีพระชนมายุเพียง 14 ชันษาเท่านั้น (พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรง 15 ชันษาในขณะนั้น) ซึ่งสำหรับสมัยก่อนการแต่งงานในช่วงอายุนี้ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกอย่างไรก็ตามการอภิเษกนี้มีขึ้นเพื่อซึ่งเดิมเป็นชาติอริศัตรูที่ระหองระแหงกันมานาน (และกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีในภายหลัง)เป็นที่รู้กันว่าหลังการอภิเษกสมรสผ่านไป กว่าพระนางจะให้กำเนิดธิดาองค์แรกก็ปาเข้าไป 7 ปีแล้ว ซึ่งคนส่วนมากเชื่อกันว่าเป็นเพราะปัญหาด้านสุขภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เอง ทว่านักประวัติศาสตร์ในยุคหลังเชื่อมากกว่าว่าสืบเนื่องมาจากการที่ต่างฝ่ายต่างมัวแต่อายกันและกัน (พระสวามีเองเดิมก็ยังอคติกับพระนางที่เป็นคนออสเตรีย) จนกระทั่งในปี ค.ศ.1777 พระเชษฐา(พี่ชาย)ของพระนางมารี คือต้องมาช่วยเป็นพ่อสื่อให้นี่แหละ จึงจะเริ่มมีบุตรคนแรกกันในปีถัดมาเดิมทีการอภิเษกของพระนางและพระสวามีนั้นได้จัดขึ้นในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1770 ในกรุงเวียนนา แต่ตอนนั้นได้มีผู้คัดค้านคือ อาร์คดยุค เฟอร์ดินานด์ ซึ่งเป็นพระเชษฐาอีกคนของพระนางเองแต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายการแต่งงานก็มีขึ้นจนได้ในวันที่ 16 พฤษภาคม ปีเดียวกัน แต่ย้ายสถานที่ไปเป็นพระราชวังแวร์ซายส์แทนในช่วงศตวรรษที่ 18 นั้น ทางเดินในพระราชวังแวร์ซายส์ซึ่งเลี้ยงสัตว์เล็กสัตว์น้อยไว้ค่อนข้างมากจึงเต็มไปด้วยอุจจาระ (อาจจะของคนด้วย เพราะได้ยินว่าสมัยนั้นไม่มีห้องสุขาในพระราชวัง) จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะใส่รองเท้าคู่เดิมเดินทั้งวันโดยที่มันไม่เปื้อนแต่ความจริงก็คือ แม้ในจำนวนนั้นจะมีรองเท้าที่พระนางสวมอยู่ด้วยก็จริง แต่พระนางมิใช่เจ้าของรองเท้าส่วนใหญ่อย่างที่หลายคนครหากันขนาดนั้นเชื่อไหมว่าในระหว่างที่พระนางมารีเดินทางมายังฝรั่งเศสนั้น คณะผู้ติดตามประกอบไปด้วยรถม้า 57 คัน , พลทหารเดินเท้า 117 นาย และม้าถึง 376 ตัว และงานแต่งเองก็จัดอย่างหรูหราสุด ๆ ด้วยเพชรพลอยมากมาย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ “ปกติมาก” สำหรับงานตอนรับสตรีนางใดก็ตามที่จะมาเป็นราชินีองค์ต่อไปของฝรั่งเศสในสมัยนั้น37.เป็นตลกร้ายที่ชุดขาวที่เป็นดังเครื่องแบบไม่เป็นทางการของเหล่าสตรีที่สนับสนุนการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้น แท้ที่จริงมันเป็นชุดที่พระนางเป็นผู้บุกเบิกเป็นคนแรกนั่นเอง แถมเป็นชุดโปรดของพระนางเสียด้วย ซึ่งในสายตาคนทั่วไปยามที่พระนางสวมชุดดังกล่าว ก็แทบดูไม่ออกเลยว่าเป็นองค์ราชินีพระนางเองก็เคยคาดหวังว่าอิมเมจของ “สตรีของประชาชน” จะช่วยลดกระแสข่าวลือที่กล่าวหาพระนางเป็นหญิงฟุ่มเฟือยได้จากสิ่งนี้ ทว่าน่าเศร้าที่มันกลับส่งผลตรงกันข้าม และพระนางดันโดนหาว่ามาแต่งตัวแบบ “ตลาดล่าง” ซะงั้น(สรุปคือ ทำอะไรก็ผิด)ก่อนที่พระนางจะได้ขึ้นเป็นราชินี พระนางเป็นที่จับตามองของชาวฝรั่งเศสทั่วประเทศ เรียกว่าดังระดับห้าดาว ทว่าในครั้งแรกที่พระนางทรงเปิดเผยพระองค์ต่อหน้าสาธารณชนทั้งที่ยังเยาว์วัย ชาวปารีส 50.000 คนดันกรูเข้ามาชมจนเผลอเหยียบกันตายเสียเองไป 30 กว่าคน (แต่นั่นความผิดพระนางเหรอ?)เชื่อไหมครับ เมือง Marietta ในรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เป็นชื่อที่ตั้งโดยเหล่าคณะปฏิวัติของอเมริกาในสมัยนั้น เพื่อเป็นเกียรติแก่พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่ให้การสนับสนุนพวกเขานั่นเองหลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับทรงผมสุดเลิศหรูอลังการงานสร้างของพระนางมากมาย รวมถึงทรงเรือรบที่สูงถึงสี่ฟุตนี้ ล้วนเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของช่างทำผมประจำพระองค์นั่นเอง ซึ่งต้นแบบของทรงนี้ก็คือเรือรบ La Belle Pouleเป็นที่รู้กันว่าในสมัยนั้น การปกครองแบบชายเป็นใหญ่ทำให้สตรีไม่ได้รับมอบหมายบทบาททางการเมืองให้มากนัก แม้แต่องค์พระราชินี ดังนั้นพระนางจึงทรงมีเวลาว่างมากพอในการเข้าสังคมชาววังและใช้จ่ายโน่นนั่นนี่ นอกจากเรื่องเสื้อผ้าแล้ว พระนางยังเป็นมือพนันตัวยง จนกระทั่งในวันครบรอบประสูติ 21 ชันษา พระนางเล่นพนันมากไปถึงสามวันจนโดนพระมารดาส่งจดหมายจากออสเตรียมาตักเตือนเลยทีเดียวเห็นอย่างนั้น ทว่านับตั้งแต่เสด็จมายังฝรั่งเศส พระนางเองก็มิได้มีความสุขกับชีวิตในวังไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะชีวิตการแต่งงานที่ไม่ราบรื่น ไหนจะสังคมที่มีแต่ข่าวลือ gossip หรืออะไร หลักฐานจากจดหมายที่เขียนถึงพระมารดาบ่งบอกว่าพระนางคิดถึงแม่และบ้านเกิดมากขนาดไหนพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ได้ชื่อว่าเป็นสตรีผู้งดงามที่สุดนางหนึ่งแห่งยุค พระนางทรงมีดวงพระเนตรสีฟ้าแกมเทา(grey-blue eyes) พระเกศาสีบลอนด์ขี้เถ้า(ash blonde hair) และผิวสีจาง(pale skin) แม้ในวัย 12 พระนางจะเคยมีปัญหาเรื่องการเรียงตัวของฟันแต่ก็ได้รับการจัดฟันเพื่อแก้ไขแล้ว นับแต่นั้นรอยยิ้มของพระนางจึงได้ชื่อว่า “งดงามและตรงไปตรงมา”ในช่วงทรงพระเยาว์ พระนางมารี อองตัวเน็ตต์นั้นทรงมีนิสัยออกแนวทอมบอย ชอบที่จะเล่นกับพวกเด็กชาวบ้าน ขี่ม้า และล่าสัตว์ ซึ่งค่อนข้างตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของพระนางในสายตาคนทั่วไป ด้วยเหตุนั้น พระมารดาของพระนางจึงเขียนจดหมายกำชับให้พระนางต้องรักษาความสะอาดทั้งเสื้อผ้าหน้าผมอยู่ตลอด (ทำให้พระนางติดนิสัยรักสะอาดจากพระมารดาไปด้วย)แม้ว่าครูที่เคยสอนพระนางแต่วัยเยาว์จะบอกว่าพระนาง “ฉลาดกว่าที่คิด” แต่รวม ๆ ก็ยังระบุว่าเป็นเด็กขี้เกียจและสอนยาก และพระนางก็มิใช่คนลายมือสวยอะไรมากมายอันที่จริงในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสก่อนรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นั้น คนนิยมเรื่องอื้อฉาวกันมากและเป้าหมายตัวใหญ่ที่สุดก็มักจะหนีไม่พ้น “พระสนม” ของกษัตริย์แต่ละพระองค์นั่นเอง (มาดามดูบารี สนมคนโปรดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เองก็เป็นหนึ่งในนั้น)แต่เผอิญว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 รายนี้กลับทรงพระซื่อตรง ทำให้ไม่มีนางสนมกะเค้าเล้ย และเพราะไม่มีนี่แหละ พวกสื่อก็ไม่รู้จะเล่นใครพระนางจึงถูกกล่าวหาว่าหลับนอนมั่วซั่วทั้งกับหญิงและชายไปทั่ว โดยไม่สนว่าจะมีหลักฐานหรือไม่อย่างไร สำหรับพวกปฏิวัติแล้ว สนแค่ว่าชื่อเสียงของราชวงศ์จะพินาศอย่างไรเป็นพอในปี ค.ศ. 1785 เกิดเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่าซึ่งเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของพระนางมารี อองตัวเน็ตต์มากที่สุด “ทั้งที่พระนางไม่ได้ทรงทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ”เรื่องมันมีต้นเหตุมาจากสร้อยเพชรที่มีมูลค่าถึง 1,600,000 livres (ประมาณ 10.000.000 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งต้นเหตุจริง ๆ มาจากมาดามยีน เดอ ลาม็อตต์ นักต้มตุ๋นในคราบผู้ดี และเหล่าผู้สนับสนุนของเธอแม้ว่าความจริงจะถูกเปิดเผยและคดีถูกตัดสินเรียบร้อย ผู้กระทำผิดล้วนถูกลงโทษ ส่วนพระนางไม่เกี่ยวข้องและไม่มีความผิด แต่ทว่าสำหรับคนฝรั่งเศสในเวลานั้น พวกเขาไม่สนใจความยุติธรรมหรือการรับฟังความจริงใด ๆ พวกเขาแค่ต้องการจะหาเรื่องเกลียดชังพระนางให้ได้เท่านั้น…สังเกตได้จากการที่พระนางตกแต่งกำแพงด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เป็นรูปดอกไม้บ้าง รวมถึงสวนดอกไม้ส่วนพระองค์ และกลิ่นหอมจากน้ำหอมพิเศษที่ทำจากกลิ่นผสมระหว่าง orange blossom, jasmine, iris และดอกกุหลาบพระนางมารี อองตัวเน็ตต์เป็นอีกนางหนึ่งที่หลงใหลในรสชาติอันหอมหวานของช็อคโกแลต จนถึงกับมีสูตรช็อคโกแลตที่เป็นของพระนางเอง และทุกเช้าพระนางจะทรงดื่มช็อคโกแลตเหลวพร้อมวิปครีม บางครั้งก็ใส่กลิ่น Orange Blossom เข้าไปด้วยอนิจจา เพราะช็อคโกแลตในสมัยนั้นเป็นของแพง นั่นจึงกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกปฏิวัติจะใช้ปลุกระดมความเกลียดชังต่อตัวพระนางไม่มีเว้นที่กล่าวมาอาจจะไม่เกินเลยนัก เนื่องจากพระนางมารีทรงรักพวกเด็ก ๆ อย่างมาก ในช่วงรัชสมัย พระนางคอยรับอุปการะดูแลเด็กกำพร้าจำนวนมาก เมื่อเสียเมดส่วนพระองค์นางหนึ่งไป พระนางก็รับเลี้ยงบุตรสาวของเมดคนนั้นจนเติบโตมาพร้อมกับธิดาของพระนางเอง และยังมีเด็กอีกสามคนที่เป็นบุตรของนายกองที่เสียชีวิตไป หนึ่งในนั้นยังได้เป็นเพื่อนสนิทขององค์ชายรัชทายาทอีกด้วยข้อมูลบางแหล่งระบุว่า พระนางทรงเป็นห่วงพวกเขาแม้ในช่วงวาระสุดท้ายที่ถูกคุมขังก่อนการประหาร(ผมเคยเขียนบทความกล่าวถึงเด็กทาสเชื้อสายแอฟริกาคนหนึ่งที่พระนางรับเลี้ยงไว้ด้วย แต่ก็เคยเจอกระทู้นึงที่พูดคุยกัน พวกก็ยังจะหาว่าพระนางเลี้ยงเด็กเหมือนเลี้ยงสัตว์เล่น ๆ เท่านั้น อย่าว่างั้นเลย แต่ต้องคิดลบขนาดไหนถึงจะอคติให้ได้ขนาดนั้น)แม้ว่านับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน (รวมถึงสื่อ หนัง การ์ตูน นิยายหลายเรื่อง) จะพยายามสะท้อนภาพของพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ในฐานะสตรีผู้หรูหราฟุ่มเฟือย เห็นแก่ตัว เป็นต้นเหตุความล่มจม แต่ทว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น พระนางทรงเป็นสตรีผู้ใจดีมีเมตตา และทรงใจกว้างอย่างเหลือเชื่อพระนางเคยดูแลประชาชนที่บาดเจ็บ และใช้จ่ายเพื่อการรักษาและพยุงครอบครัวของเขาจนกระทั่งเขาหายดีเช่นเดียวกับพระสวามี พระนางได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีผู้ใจบุญ พระนางคอยสร้างบ้านให้แก่หญิงที่ไม่มีสามี สนับสนุนเงินทุนแก่คนชรา หญิงม่าย และคนตาบอด ในช่วงค.ศ.1787 เกิดข้าวยากหมากแพง พระนางถึงกับสั่งขายเครื่องใช้ในวังเพื่อซื้อเมล็ดข้าวให้แก่ผู้ยากไร้ในช่วงที่ฝรั่งเศสตกอยู่ในปัญหาหนี้สินและเศรษฐกิจที่พังทลาย พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พยายามเสนอแนะการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และกำหนดอัตราภาษีแบบก้าวหน้า ทว่ากลับถูกขัดขวางโดยพวกขุนนางและบาทหลวงทว่าคนกลับไปโทษหาว่าพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ เป็นต้นเหตุ(อีกแล้ว) จนถึงขั้นตั้งฉายาให้ว่า Madame Veto (คุณนายจอมขัดขวาง) ทั้งที่แทบไม่มีหลักฐานพอจะเอาผิดเลยว่าพระนางทำอะไรที่เป็นการยับยั้งข้อเสนอนั้นจริงหลังจากพระนางถูกประหาร ร่างของพระนางถูกใส่ในโลงศพและฝังในหลุมศพบ้าน ๆ หลังโบสถ์ Madeline อย่างเหยียดหยาม จนกระทั่งในปี ค.ศ.1815 ช่วงฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บอง พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ได้ทำการขุดร่างของพระนางและพระสวามีขึ้นมาและนำมาฝังใหม่อย่างสมเกียรติที่โบสถ์วิหารเซนต์เดนิสเรื่องราวความรักอันอื้อฉาวของพระนางมารีตกเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะเรื่องที่ดังที่สุดอย่าง กรณีความสัมพันธ์กับเคาท์แอคเซล ฟอน แฟร์ซอง แห่งสวีเดน โดยเฉพาะจดหมายที่ดูเหมือนจดหมายรักที่ทั้งสองเขียนถึงกัน จนถึงขั้นมีบางคนเชื่อว่าบุตรธิดาบางคน รวมถึงองค์รัชทายาทอาจจะเป็นบุตรที่เกิดกับเขามากกว่าพระเจ้าหลุยส์ก็ได้อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลแล้ว ก็ยังคงเป็นเรื่องที่คลุมเครือต่อไปจนทุกวันนี้ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1770 ช่วงส่งตัวเจ้าสาวออสเตรียให้แก่ฝรั่งเศสนั้น พระนางจำต้องยอมถอดเสื้อผ้าแบบออสเตรีย ทิ้งเหล่าข้ารับใช้หรือแม้แต่สุนัขที่พระนางทรงรักมากไว้เบื้องหลัง และสวมใส่ชุดเสื้อผ้าแบบฝรั่งเศสเพื่อเดินสู่ช่วงเวลาที่จะเปลี่ยนชีวิตของพระนางตลอดไปถึงจะถวิลหายังไง ชีวิตของว่าที่ราชินีแห่งฝรั่งเศสหาได้มีความเป็นส่วนตัวไม่ ทุกเช้าหลังทรงตื่นจากบรรทม พระนางต้องทรงยอมให้เหล่าหญิงรับใช้มาสวมฉลองพระองค์แทนเพียงแค่เดือนแรกผ่านไป พระนางถึงกับต้องขอร้องหญิงรับใช้ว่าพระนางขอสรงน้ำเพียงลำพังได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่พระนางถูกพิจารณาคดีโดยพวกปฏิวัติ ที่กล่าวหาพระนางว่ามีเพศสัมพันธ์กับพระโอรสของพระนางเอง พระนางถึงกับทนไม่ได้และลุกขึ้นร้องกล่าวในที่ประชุม (แปลเป็นภาษาอังกฤษ)ว่า“Nature refuses to answer such a charge brought against a mother. I appeal in this matter to all the mothers present in court.”(“ใครมันจะไปตอบคำถามที่เป็นการดูหมิ่นคนเป็นแม่ได้ลงคออย่างนี้ คนที่นี่ที่เป็นแม่คนน่าจะรู้ดี”)สมัยที่ทั้งคู่ยังเยาว์วัย โมสาร์ทเคยพบกับพระนางตอนไปเล่นดนตรีในวังที่กรุงเวียนนา มีเรื่องเล่าขานว่าโมสาร์ทเคยขอแต่งงานกับหนูน้อยมาเรีย แอนโทเนียที่ยังเยาว์วัยความเป็นจริง มีหลักฐานแค่ว่า โมสาร์ทได้รับการจุมพิตอย่างเอ็นดูจากองค์จักรพรรดินี มาเรีย เทเรซ่า ก็แค่นั้นในช่วงรัชสมัยของพระนาง พระนางได้ตกเป็นเป้าความเกลียดชังจากพวกที่หมายจะโค่นล้มระบอบกษัตริย์และชนชั้นสูง ประชาชนได้ตั้งฉายาแก่พระนางว่า “มาดามหนี้ท่วมหัว” เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ฟุ่มเฟือยที่ถูกใช้เป็นประเด็นโจมตี ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ตำหนักเล็ก” ของพระนาง (แม้ว่าแท้ที่จริง เดิมมันถูกสั่งให้ก่อสร้างขึ้นเพื่อมาดามดูบารี สนมเอกของกษัตริย์พระองค์ก่อน)ภาพประกอบจากหนัง Marie Antoinette (2006) ชื่อไทย “โลกหลงของคนเหงา”หากจะกล่าวถึงเรื่องส่วนตัวของราชาและราชินีคู่นี้ ทั้งสองพระองค์มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นั้นค่อนข้างเป็น introvert แต่พระนางนั้นชอบเข้าสังคม ใส่ใจสิ่งรอบข้าง และมั่นใจในตัวเองสูง รวมถึงกิจวัตรของทั้งคู่ยังแตกต่างกันมาก นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีบุตรช้าก็เป็นได้ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ต้องการช่วยให้พระนางหนีออกจากฝรั่งเศสในช่วงวิกฤติ หลังจากที่พระนางโดนจับกุมพร้อมครอบครัว ทว่าพระนางกลับทรงยืนกรานว่าจะไม่ไปไหนหากไม่พาบุตรธิดาของพระนางไปด้วยในช่วงเวลาที่การปฏิวัติรุนแรงขึ้นจนควบคุมไม่อยู่ ด้วยความปรารถนาที่จะปกป้องพระสวามีและครอบครัว พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ พยายามเขียนจดหมายขอกำลังทหารและดำเนินการต่าง ๆ เพื่อรักษาราชวงศ์เอาไว้ ในขณะที่พระสวามีของพระนางกลับทำอะไรไม่เป็นเรื่องเป็นราวเลยสักอย่าง9 เดือนนับจากการประหารองค์กษัตริย์ พวกปฏิวัติต้องการจะประหารพระนางอีกคน ซึ่งพวกเขาทำทุกอย่างเพื่อกล่าวหาและสั่งประหารพระนางให้ได้(หนึ่งในวิธีที่หลายคนทราบกัน คือพรากพระโอรสไปจากพระนาง และทรมานเพื่อให้พูดจาให้ร้ายพระนางในการพิจารณาคดีว่าพระนางมีเพศสัมพันธ์กับตัวเด็กเอง)วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1793 Alexandre Gonsse de Rougeville แอบส่งจดหมายลับใส่ในดอกคาเนชั่นเพื่อโต้ตอบเรื่องแผนการช่วยเหลือพระนางหลบหนี แต่สุดท้ายแผนกลับล้มเหลวเพราะถูกทหารยามจับได้ในช่วงสุดท้ายก่อนถูกประหาร พระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ซึ่งปลงตกกับทุกอย่างแล้ว ได้ร้องขอปากกาและกระดาษจากทหารยาม เพื่อเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงพระนางเอลิซาเบธผู้เป็นพระขนิษฐภคินี(น้องสะใภ้) เป็น “คำสั่งเสีย” โดยใจความจะกล่าวถึงความรักที่พระนางมีต่อครอบครัวและมิตรสหาย และขอให้บุตรธิดาไม่ทำการแก้แค้นให้ตัวพระนาง ก่อนที่จะจุมพิตทุกหน้ากระดาษและส่งให้ยามทว่าสุดท้ายแล้วจดหมายกลับถูกริบเก็บเอาไว้และไม่เคยถึงมือน้องสะใภ้ของพระนางเลย(Élisabeth of France หรือ Madame Élisabeth คนนั้นปัจจุบันทางศาสนจักรได้ยกให้เป็น “ข้ารับใช้พระเจ้า” และเป็น “มรณสักขี” จากเหตุการณ์ปฏิวัติ แต่ก็มีบางเสียงคัดค้าน เนื่องจากพระนางเป็นผู้นิยมกษัตริย์ที่มีแนวคิดหักดิบกับพวกปฏิวัติยิ่งกว่าพระนางมารี อองตัวเน็ตต์เสียอีก (พระนางมารีจะพยายามหาทางประนีประนอมมากกว่า))พระนางมารียังเป็นที่รู้จักของชาววังสมัยนั้นในแง่ที่ว่าพระนางมักกล่าวขอโทษแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย ในวาระสุดท้ายของชีวิต พระนางกล่าวว่า “ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” แต่อองรี แซนสัน เพชฌฆาตที่ทำหน้าที่ประหารพระนาง ด้วยเหตุผลว่าพระนางเผลอเหยียบเท้าของเขาพระนางมารี อองตัวเน็ตต์มีชื่อเสียงในด้านความเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่น เรียกว่าไม่ว่าพระนางจะแต่งพระองค์แบบไหน สตรีชาวแวร์ซายส์ก็พร้อมจะเอาอย่างตามเนื่องจากชีวิตที่แทบจะไร้อิสระในวัง พระนางมารี อองตัวเน็ตต์จึงตัดสินใจหลีกหนีความวุ่นวายไปพักใจอยู่ในตำหนักเล็กส่วนพระองค์ (The Petit Trianon) ซึ่งมีแต่คนที่พระนางทรงอนุญาตเท่านั้นที่จะเข้ามาในอาณาบริเวณนี้ได้(ซึ่งก็ล้วนเป็นคนสนิทวงใน) เป็นสถานที่เดียวที่พระนางจะมีความเป็นส่วนพระองค์และหลบลี้จากเรื่องแย่ ๆ ในวัง

See also  [NEW] ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริการด้านเครื่องรูดบัตรเครดิต(ธนาคารกรุงศรีอยุธยา) | ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน - Sathyasaith

[NEW] 10 สถานที่ท่องเที่ยวออสเตรียสวยๆไปด้วยตัวเอง Pantip – Mumeaw | การ แต่ง กาย ออสเตรีย – Sathyasaith

เที่ยวออสเตรีย ประเทศออสเตรียนี้อยู่ในทวีปยุโรปกลาง เป็นดินแดนที่รายล้อมไปด้วยภูเขามากมาย และไม่มีทางออกไปสู่ทะเล ทว่าความคงไว้ซึ่งธรรมชาติอันมีภูเขา และเนินเขาเป็นสำคัญนั้นทำให้ออสเตรียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าหลงใหลในความสวยงามตามธรรมชาติ จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งในออสเตรีย เป็นสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งเราจะขอแนะนำ 10 สถานที่ท่องเที่ยวน่าไปในออสเตรีย ในวันหยุดพักผ่อนยาวๆของคุณดังต่อไปนี้เที่ยวอังกฤษ

กรุงเวียนนา

เวียนนา” เป็นเมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และมีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆด้าน  ในเมืองเวียนนานั้นจะสะอาดสะอ้านเป็นอย่างมาก ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และยังเป็นเมืองที่คู่รักนิยมมาฮันนีมูนอีกด้วยเพราะมีสถานที่โรแมนติคมากมาย อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พระราชวังที่มีความวิจิตรงดงามไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่โบราณที่หาชมได้ยาก เช่น พระราชวังเชินบรุนน์  , พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่พระราชวังเบลเวอเดียร์  ,พระราชวังฤดูร้อนฮอฟเบิร์ก , พิพิธภัณฑ์เคเอ็ชเอ็ม   , หรือจะเป็นโบสถ์ที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในเวียนนา คือ โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ , นอกจากนี้ท่านยังสามารถเที่ยวชมโรงอุปรากรเวียนนา (Vienna State Opera) ซึ่งเปิดทำการให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมและได้ศึกษาการจัดแสดงสิ่งต่างๆภายในโรงอุปรากร เชื่อว่าใครหลายคนที่ไปเที่ยวออสเตรียจะต้องมีกรุงเวียนนาเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจ ซึ่งควรวางแผนเรื่องเวลาให้ดีเนื่องจากในกรุงเวียนนามีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง

พระราชวังเชินบรุนน์

กรุงเวียนนาเมืองหลวงของออสเตรียเป็นที่ตั้งของพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่อลังการ เช่น พระราชวังเชินบรุนน์  ซึ่งมีความกว้างขวาง โอ่โถงเป็นอย่างมาก เพราะมีห้องทั้งหมดมากกว่า 1441 ห้อง   พระราชวังเชินบรุนน์ยังเป็นสถานที่รวบรวมผลงานด้านศิลปะการตกแต่งที่วิจิตรสวยงามและทรงคุณค่าหลายชิ้นด้วยกัน และยังประกอบไปด้วยอุทยานอันร่มรื่น  สมัยก่อนพระราชวังแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์แห่งแรกของโลกเมื่อ พ.ศ. 2295  ในปัจจุบันพระราชวังเชินบรุนน์ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องมาแวะชมความงามในสถานที่แห่งนี้กันทุกราย

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ

ต้องเรียกว่าหากใครที่ชอบศิลปะ หรือชอบการศึกษาอารยธรรมของประเทศนั้นๆ ตลอดจนการเก็บสะสมวัตถุโบราณต่างๆ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะได้ตอบโจทย์เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเข้าไปแล้ว จะเห็นความอลังการของแกลอรี่รวมรูปภาพที่สวยงามมากมาย และการแสดงผลงานชิ้นเอกของศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายท่าน  หรือ การเยี่ยมชมการแสดงเหรียญโบราณที่หาดูได้ยาก

สำหรับ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งนี้ได้ถูก สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1891 เพื่อใช้เป็นที่เก็บสะสมผลงานศิลปะของราชวงศ์ฮอฟบวร์ก ตั้งอยู่ที่จัตุรัสมาเรียเทเรเซียและริงชตราส ใจกลางกรุงเวียนนา การเดินทางสะดวกสบายด้วยรถโดยสารประจำทาง และเปิดให้เข้าชมทุกวัน  ฉะนั้นหากคุณมาเวียนนาและเที่ยวชมพระราชวังต่างๆ พิพิธภัณฑ์อื่นๆแล้ว อย่าลืมมาแวะชมงานศิลปะอันทรงคุณค่าที่นี่นะคะ รับรองว่า สวยงามถูกใจอย่างแน่นอน

เมืองฮัลสตัทท์

ในประเทศออสเตรียยังมีอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม นั่นก็คือ ฮัลสตัทท์ แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆแต่ก็มีสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นคือ ธรรมชาติที่คงความสวยงามอยู่อย่างสมบูรณ์ เพราะด้านหน้าของหมู่บ้านเป็นทะเลสาบ โอบล้อมไปด้วยขุนเขาและสายน้ำ อากาศมักจะหนาวเย็น แต่ก็เงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อน หรือชอบอากาศที่บริสุทธิ์

ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องเกลือและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเกลือ เป็นหมู่บ้านที่มากไปด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเกลือ ทำให้ในเวลาต่อมาได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นหมู่บ้านที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยเพราะอุตสาหกรรมของเกลือเป็นหลัก  นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

ถนน Grossglockner Alpine

ถนนในออสเตรียที่มีความยาวจนสามารถถึงยอดเขาได้นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวชมกัน เพราะเมื่อขึ้นเดินทางตามถนน Grossglockner Alpine ซึ่งมีลักษณะที่ทอดยาวและคดเคี้ยวไปตามทางเดินของเขาที่สูงขึ้นไปมากเท่าไหร่ ก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ได้สวยมากเท่านั้น ซึ่งจุดชมวิวมีชื่อว่า Kaiser Franz Josefs Hohe

ถนนเส้นนี้จะพาคุณเดินทางไปถึงจุดที่สูงที่สุด แล้วมองด้วยสายตาจะเห็นภูเขา  Grossglockner ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในออสเตรียได้อย่างถนัดตา เห็นความกว้างขวาง อลังการของภูเขา ทิวทัศน์ที่สวยงาม และยังเห็นแนวถนนคดเคี้ยวที่ดูแปลกตา เก็บภาพตรงนี้ไว้ก็สวยใช่เล่น

สำหรับการใช้ถนนสายนี้ขึ้นไปยังภูเขา จะเปิดเป็นช่วงๆ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงตุลาคมในทุกๆปี  ใครที่อยากมาเที่ยวควรวางแผนเรื่องระยะเวลาให้ดีนะคะ

เมืองซาลซ์บูร์ก

ซาลซ์บูร์กเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวในออสเตรียที่ควรมาเยี่ยมชม เนื่องจากเมืองนี้มากมายไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงาม และศิลปะแนวบาโรค นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น สวนมิราเบล ซึ่งเป็นสวนสวยแห่งหนึ่งในเมืองซาลซ์บูร์ก และที่ขาดไม่ได้ คือ พิพิธภัณฑ์หลายแห่งด้วยกัน เช่น  พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดโมซาร์ท ,พิพิธภัณฑ์โมซาร์ท เป็นต้น เนื่องจากเมืองแห่งนี้เป็นบ้านเกิดของโมสาร์ทนั่นเอง จึงไม่แปลกว่าจะมีพิพิธภัณฑ์จำนวนมากจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโมสาร์ท ส่วนใครที่ชอบชิมอาหารไม่ควรพลาดเช่นกันเพราะเมืองแห่งนี้มีแหล่งร้านค้าอาหารที่แสนอร่อยให้เลือกซื้อเลือกชิมกัน เรียกว่า  จัตุรัสอัลเตอร์ มาร์กต์ (Alter Markt Square)

ปราสาทโฮเฮนซัลซ์บวร์ก

อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งไม่ควรพลาดในทริปท่องเที่ยวออสเตรียนั่นคือ ปราสาทซัลซบวร์กที่ตั้งตระหง่านอยู่บน ยอดเขาเฟสตุงบวร์ก มีสถาปัตยกรรมจากการสร้างที่งดงามเลื่องชื่อ ถือว่าเป็นปราสาทที่มีความยิ่งใหญ่อลังการและอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ที่สำคัญคือ จะเห็นป้อมปราการขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่เหนือเมืองซัลซบวร์ก เผยให้เห็นความโดดเด่นของป้อมปราการหลังนั้นไปด้วย

หมู่บ้านซีเฟลด์ เมืองทีโรล

หากใครที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาประเภทต่างๆไม่ว่าจะเป็น การเล่นสกีตามเส้นทางชนบทที่มีความยากลำบากในฤดูหนาว หรือชอบปีนเขา ปั่นจักรยานในช่วงฤดูร้อน หมู่บ้านซีเฟลด์ เมืองทีโรล ย่อมเป็นอีกหนึ่งคำตอบให้กับคุณอย่างแน่นอน เพราซีเฟลด์เป็นศูนย์กลางของกีฬาสกีในการใช้เส้นทางตามชนบท คนที่อยากเล่นสกีแต่ยังเล่นไม่เป็น สามารถไปหัดเล่นที่นี่ได้  สถานที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามจนคุณต้องหลงใหล และเดินย่ำไปในธรรมชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะการมาท่องเที่ยวทางธรรมชาติในต่างประเทศ ถือเป็นการท้าทายประสบการณ์ และเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าจดจำเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในหมู่บ้านซีเฟลด์ ยังมีความโดดเด่นของโบสถ์หลังเล็กๆที่มีชื่อว่า  “Seekirchl” ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลสาบ  ยังมีสถานที่น่าสนใจ คือระฆังสันติภาพขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีในภูมิภาคเทือกเขาแอลป์อีกด้วยหละค่ะ

วิหารเมล์ค

ความสวยงามของสถาปัตยกรรมเมื่อปรากฏอยู่เนินผาที่มีความสูงแล้ว ยิ่งทำให้ดูโดดเด่นเป็นสง่าน่าเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก เช่น วิหารเมล์ค ที่ถือว่าเป็นวิหารของคริสตนิกายเบเนดิกต์ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก  โดยความสวยงามของวิหารแห่งนี้ นอกจากส่วนของสถาปัตยกรรมแล้ว ที่ตั้งอาณาเขตซึ่งเป็นเนินผา และมีสายน้ำของแม่น้ำดานูบผ่านแล้ว ยิ่งทำให้ปราสาทมีความสวยงามอลังการมากยิ่งขึ้น

วิหารเมล์ค มีความสำคัญในอดีต คือ เคยเป็นที่ประทับของกษัตรย์เลโอโปลด์ที่2 แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา พระองค์ได้ทรงพระราชทานวิหารเพื่อการประกอบพิธีกรรมในศาสนาคริสต์นิกายเบเนดิกต์ วิหารเมล์ค จึงได้ชื่อว่า เป็นศูนย์กลางแห่งจิตใจของผู้ศรัทธา

ทะเลสาบนอยซีดเลอร์ซี

คนรักธรรมชาติไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงหากเดินทางมายังออสเตรีย ประเทศที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา และยังมีทะเลสาบที่สวยงามจับใจ เหมาะกับการพักผ่อน เช่น ทะเลสาปนอยซีดเลอร์ซี เป็นทะเลสาบแบบหญ้าสเตปที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปกลาง เนื่องจากบริเวณทะเลสาบได้ถูกล้อมรอบไปด้วยพงหญ้าสีทองอร่ามและพงหญ้าน้ำจำนวนมาก รอบนอกทะเลสาปมีไร่องุ่น และยังมีทุ่งหญ้ากว้างๆที่เกษตรทำการเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังมีปราสาทอันงดงาม มีบ้านของชาวนา และอื่นๆอีกมากให้ได้ชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่และชมบรรยากาศสวยๆ อย่าลืมเก็บภาพประทับใจไว้เป็นที่ระลึกด้วยนะคะ

นอกจาก 10 สถานที่ท่องเที่ยวออสเตรียแนะนำแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวในออสเตรียอีกมากที่สวยงามให้คุณได้มาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ สถาปัตยกรรม วิถีชีวิตและอื่นๆอีกมาก… แล้วคุณจะรู้ว่าออสเตรียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืมเลยหละค่ะ

เที่ยวออสเตรียด้วยตัวเอง

ออสเตรียอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมจากคนไทยหลายๆคนในการเดินทางไปท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปกับทัวร์หรือการเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยตนเองก็ตาม ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับประเทศออสเตรียกันก่อนดีกว่า ประเทศออสเตรียมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐออสเตรีย (Republic of Austria) มีเมืองหลวงชื่อกรุงเวียนนา แน่นอนว่านี่คือเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั้งหลายนั่นเอง ประเทศออสเตรียเป็นประเทศในทวีปยุโรปที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล นอกจากนี้ประเทศออสเตรียยังมีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ดังนั้นประเทศออสเตรียจึงได้รับสมญานามว่า หุบเขาดินแดนแห่งเสียงเพลงเพราะเด่นเรื่องดนตรีคลาสสิกและล้อมรอบด้วยขุนเขาสูงชันนั่นเอง

ฤดูกาลต่างๆ ในประเทศออสเตรีย

ด้วยที่ตั้งของประเทศออสเตรียเองนั้นทำให้ประเทศออสเตรียถูกจัดอยู่ในเขตอบอุ่น แต่ด้วยความที่ล้อมรอบด้วยขุนเขาทำให้อากาศที่นี่ค่อนข้างต่ำกว่าประเทศอื่นในเขตอบอุ่น จึงมีลักษณะภูมิอากาศแบบแอตแลนติกอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีคือ 6.7-8.9 องศาเซลเซียสนั่นเอง

ฤดูใบไม้ผลิ คือช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อากาศอาจจะไม่ได้อุ่นมากนัก ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียสและเรียกได้ว่ากำลังเย็นสบายเหมาะกับการท่องเที่ยวเลย

ฤดูร้อน คือช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ช่วงนี้จะมีอากาศอบอุ่นจนถึงค่อนข้างร้อน ถ้าจะให้เทียบกับบ้านเราก็คงจะเป็นช่วงหน้าหนาวของกรุงเทพมหานครนั่นเอง พอมีลมเย็นๆอยู่บ้าง

ฤดูใบไม้ร่วง คือช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ปกติช่วงนี้ของประเทศออสเตรียมีอากาศค่อนข้างอบอุ่นในความรู้สึกของคนบ้านเขา แต่สำหรับเราคงเป็นอากาศค่อนข้างเย็นจนถึงเย็นนั่นเอง

ฤดูหนาว คือช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของประเทศออสเตรียจัดว่าอยู่ในระดับที่ทรมาณมากได้เลย เพราะอากาศติดลบแน่นอนที่สำคัญคืออุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 องศาเซลเซียสเท่านั้น

นอกจากนี้สภาพอากาศของประเทศออสเตรียยังแตกต่างกันไปตามระดับความสูงของพื้นที่อีกด้วย เอาง่ายๆคือยิ่งสูงยิ่งหนาว ใครอยากพิสูจน์ก็ต้องลองไปที่ประเทศออสเตรียสักครั้ง

การเตรียมตัวเมื่อจะไปเที่ยวออสเตรีย

ภาษาที่ใช้

ประเทศออสเตรียใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก และภาษาอังกฤษอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อจะไปเที่ยวออสเตรียก็ลองศึกษาภาษาพื้นฐานของเยอรมันไปบ้างก็ดีเหมือนกันนะ

หนังสือเดินทางและวีซ่า

การเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศออสเตรียซึ่งเข้าร่วมกลุ่มข้อตกลงเชงเก้น ดังนั้นการขอวีซ่าจะต้องขอวีซ่าเชงเก้น เพื่อใช้วีซ่าเดียวในการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศยุโรป 25 ประเทศได้เป็นเวลา 90 วันภายในระยะเวลา 6 เดือน (ออสเตรีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก กรีซ ฮังการี ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลิทัวเนียเอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ลัตเวีย ลักเซมเบิร์ก โปแลนด์ โปรตุเกสมอลตา เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เยอรมนี สโลวะเกีย สโลวีเนีย สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์) และการขอวีซ่าประเภทนี้แนะนำว่าให้ยื่นคำร้องที่สถานทูตของประเทศแรกในกลุ่มประเทศ 25 ประเทศที่เราไปถึง และควรขอวีซ่าก่อนเริ่มเดินทางอย่างน้อย 1 เดือน แล้วอย่าลืมเช็คพวกวันหยุดและวันทำการของสถานฑูตให้ดีด้วย

See also  หนูยิ้ม VS หนูแย้ม | เก้าอี้ดนตรี ฮาเฮ!! | ทุ่งถลางชนะศึก

การแต่งกาย

ไม่ว่าจะเป็นหน้าไหนก็เตรียมเสื้อผ้าที่เก็บความร้อนและกันความลมหนาวไปจะดีที่สุด ที่สำคัญแต่งกายให้เป็นชั้นๆหลายๆชั้น เพื่อให้สามารถถอดออกบางชั้นได้ถ้าเกิดร้อนขึ้นมา รองเท้าควรใช้แบบที่สวมใส่สบายและกันลื่นได้ดีพอสมควร

เวลา

สำหรับในฤดูร้อน ประเทศออสเตรียเวลาจะช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ส่วนในฤดูหนาวจะช้ากว่าไทย 6 ชั่วโมง

ระบบไฟฟ้า

ในประเทศออสเตรียใช้ไฟฟ้า 230 โวลต์ และใช้ปลั๊กสองขากลม ซึ่งเป็นแบบที่กลุ่มประเทศยุโรปใช้ทั้งหมด ดังนั้นจะซื้อ adapter แบบ universal ไปหรือไปซื้อที่นู่นเอาก็ได้ แต่เตรียมไปก่อนก็ดี

สกุลเงินที่ใช้

ประเทศออสเตรียใช้เงินสกุลยูโร (EUR) ซึ่งเราสามารถแลกไปจากไทยตามธนาคารต่างๆหรือ super rich ก็ได้

ตั๋วรถไฟ European Pass

สำหรับตั๋วรถไฟ European Pass แนะนำให้ซื้อไปล่วงหน้าจากไทย เพื่อความสะดวกและความประหยัดนั่นเอง

ยาประจำตัว

อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่าลืมศึกษาให้ดีก่อนว่าประเทศออสเตรียห้ามนำยาอะไรเข้าบ้าง และยาที่เรานำติดตัวไปจะต้องเพียงพอ รวมถึงควรจะต้องมีเอกสารประกอบของยาหรือ leaflet ของยาที่ชัดเจนไปด้วย

ข้อห้ามที่ควรรู้เมื่อจะไปเที่ยวออสเตรีย

  • ของบางอย่างเราก็ไม่สามารถนำเข้าไปที่ประเทศออสเตรียได้ และเราสามารถตรวจสอบได้ว่าอะไรห้ามเอาเข้าได้ที่ http://www.bmg.gv.at ใช้ได้ด้วยการเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษก่อน
  • อย่าลืมทักทายด้วยภาษาท้องถิ่น เพราะคนประเทศออสเตรียชอบเห็นคนใช้ภาษาท้องถิ่น ถ้าเอาง่ายๆก็จำการทักทายหรืออวยพรไปว่า GrussGott
  • แต่งตัวให้เกียรติสถานที่เข้าไว้เป็นดี เพราะคนประเทศออสเตรียมีมาตรฐานของการแต่งกายค่อนข้างเป็นแบบอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแต่งกายเพื่อการเข้าชมโอเปร่าหรือชมละครจะต้องแต่งกายแบบค่อนข้างเป็นทางการ ดังนั้นใครมีแพลนไปทำอะไรก็ศึกษาให้ดีด้วยว่าเขามีการกำหนดการแต่งกายไหม แต่เราแนะนำว่าให้เตรียมแบบสุภาพไปจะดีที่สุด
  • อย่าใส่รองเท้าเข้าบ้าน อันนี้ไม่ต่างจากไทยมากนักแต่เป็นเรื่องที่สำคัญของประเทศออสเตรีย ดังนั้นห้ามลืมเด็ดขาด

เที่ยวออสเตรีย pantip

กระทู้พันทิป แหล่งรวมนักท่องเที่ยว และให้ความรู้เกี่ยวกับการเดินทางในหลายๆ ด้าน หากใครจะเดินทางไปเที่ยวออสเตรียแล้ว ลองสอบถามและหาข้อมูล ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานที่ในนี้ดูค่ะ ว่ามีที่ไหนที่ชาวพันทิปแนะนำ เพื่อจะได้ไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเด็ดๆ ที่ไม่ควรพลาดของออสเตรีย เสพย์จิตวิญญาณแห่งศิลปะดนตรีที่เมืองนี้ให้เต็มอิ่ม เริ่ม เที่ยวออสเตรีย pantip กันเลย

http://pantip.com/topic/32124870

รีวิวการขอเชงเก้นวีซ่าของออสเตรียฉบับละเอียดยิบ! : สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวหรือไปเรียนตรงเข้าสู่ออสเตรีย หรือกรุงเวียนนาเลย ต้องอ่านกระทู้นี้ เจ้าของกระทู้เป็นนักศึกษาที่จะไปท่องเที่ยวออสเตรีย จึงยื่นขอวีซ่าพร้อมครอบครัวและนำประสบการณ์การทำเรื่องขอเชงเก้นวีซ่ามาแนะนำกัน ทั้งวิธีการติดต่อ การนัดหมาย การกรอกแบบฟอร์ม และค่าธรรมเนียม เป็นกระทู้ที่มีประโยชน์มาก

http://pantip.com/topic/32816281

ใครๆ ก็ไป Vienna : กระทู้รีวิวสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเวียนนา เมืองหลวงแห่งประเทศออสเตรีย ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ นอกจากรูปภาพภายนอกที่เราเห็นทั่วไป ยังมีรูปภาพจากภายในสถานที่อีกด้วย เช่น Schonbrunn Palace พระราชวัง เขินบรุนน์ สัญลักษณ์ของกรุงเวียนนา ที่ภายในมีข้าวของโบราณที่ตกทอดมามากมาย, วิหาร St. Stephen’s Cathedral , โบสถ์ St. Charles Church, โบสถ์นิกายออร์โธด็อกส์ที่ภายในตกแต่งงดงาม Holy Trinity Greek Orthodox Church, สวนสนุก Prater, คฤหาสน์ Mayerling Hunting Lodge, The Imperial Crypt ที่มีหีบพระศพกษัตริย์ประดิษฐานไว้, The Vienna State Opera กระทู้นี้จะทำให้คุณรู้จักสถานที่ได้มากขึ้นเหมือนเดินอยู่บนถนนย่านกลางเมือง

http://pantip.com/topic/33386890

ออสเตรีย เยอรมัน ดินแดนแสนโรแมนติก (คู่มือและรีวิวการท่องเที่ยว ออสเตรีย เยอรมนี ฉบับสมบูรณ์) : กระทู้ที่นักเดินทางท่านนี้ให้ความรู้อย่างเต็มเปี่ยม พาเที่ยวสถานที่สำคัญพร้อมเล่าประวัติศาสตร์ในกรุงเวียนนา, เมือง HallStatt, เมือง Salzburgที่สำคัญยังแนะนำวิธีการต่อรถไฟ วิธีเดินทางสำหรับผู้ที่เดินทางด้วยตัวเองได้ละเอียดดูแล้วไม่ยากเลย และยังมีวิธีการเดินทางต่อไปยังเยอรมันสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปหลายประเทศอีกด้วย

http://pantip.com/topic/32206553

Graz เมืองแห่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัย :ออกจากเวียนนามาเที่ยวอีกเมืองสำคัญ เมืองกราซ แคว้นสไตเรีย ทางตอนใต้ของประเทศ ที่เป็นอีกเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยศิลปะผสมผสาน ทั้งโกธีค บาร็อคและร็อคโคโค่ ที่ย่านเมืองเก่า, ไปชมปราสาท SchlossEggenbergมรดกโลกสำคัญอีกที่หนึ่ง

http://pantip.com/topic/33437922

พาไปเที่ยวงาน Krampuslauf in Zell am see ประเทศออสเตรีย : เที่ยวเทศกาลคริสมาสต์ที่เมืองของโมสาร์ท เมือง Salzburg ที่นี่ไม่ได้มีซานตาครอสแต่เป็นเอลฟ์ Krampusน่ากลัวๆ เดินพาเหรดกันอย่างสนุกสนานในบรรยากาศงานออกร้านเทศกาลและประดับประดาในตอนกลางคืน เป็นรีวิวงานเทศกาลที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก

เชื่อว่าหากใครได้ติดตามอ่านและดูรูปรีวิวต่างๆ จะหลงเสน่ห์และอยากไปเยือนอาณาจักรแห่งศิลปะ แดนที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาเอลปป์อย่างแน่นอน และหากมีที่ไหนถูกใจก็ลองเขียนรีวิวเพื่อเพิ่มความรู้ใหม่ๆ ให้นักเดินทางคนอื่นได้เตรียมตัวไปบ้างก็คงดีเหมือนกันค่ะ

ออสเตรียเป็นประเทศที่น่าสนใจและน่าเที่ยวไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ ใครที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวออสเตรีย ก็อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเสื้อผ้า ของใช้ หนังสือเดินทางต่างๆ และที่สำคัญควรศึกษาเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและเตรียมเงินสกุลยูโร ให้พร้อมกันด้วยนะ


เกรซ สกาย ฟ้า เพลงขวัญ ประชันเดิน Final Walk The Face Thailand Season 3


เกรซ สกาย ฟ้า เพลงขวัญ ประชันเดิน Final Walk The Face Thailand Season 3
ติดตามและอัพเดทคลิปใหม่ๆ ของเราได้ที่นี่
▲Facebook : http://www.facebook.com/popporyfashionblog
▲Website : http://popporyfashion.blogspot.com
▲Instagram : http://instagram.com/popporyfashionblog
▲Email : [email protected]

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

เกรซ สกาย ฟ้า เพลงขวัญ ประชันเดิน Final Walk The Face Thailand Season 3

1 วันกับการทำงานนวดที่ออสเตรเลีย


งานนวดออสเตรเลีย

1 วันกับการทำงานนวดที่ออสเตรเลีย

สวยวนไป เต้นออกกำลังกาย


สวยวนไปเต้นออกกำลังกาย

สวยวนไป  เต้นออกกำลังกาย

ยุ่งแล้ว \”สหประชาชาติ\” ขีดเส้น 2 เดือน \”แก้ไข\”112 \”ผู้ว่าแบงก์ชาติ\”ลั่น “ระบอบประยุทธ์”คือ“ตัวถ่วง”


ช่วงนี้ในแวดวงเสวนาด้านเศรษฐกิจ มีประเด็นให้น่าติดตามอยู่ตลอด
ล่าสุด คุณเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “Looking Beyond Covid–19 โจทย์ที่ท้าทายของเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด–19”
มองว่าหลังวิกฤติโควิดผ่านพ้นไป ประเทศไทยมีโจทย์ที่ท้าทายมาก ที่ต้องหา Growth story เพื่อสร้างการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนไปมาก
ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถือเป็นยุคทองเศรษฐกิจไทย แต่ละปีจีดีพีขยายตัวได้มากกว่า 10% ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมี
ภาคการลงทุน เติบโตกว่าเวียดนามถึง 500 เท่า ด้านส่งออก ก็มากกว่าเวียดนาม 10 เท่า
มีอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
แต่ 40 ปีผ่านไป โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงเดิม ยังพึ่งพาตัวขับเคลื่อนเดิมๆ ขณะที่บริบทโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยอาจไม่แข็งแรงเหมือนเดิม
วันนี้ การส่งออก เวียดนามแซงไทยไปแล้ว มีอัตราขยายตัวสูงกว่าไทยถึง 6 เท่า
นอกจากนี้ สินค้าไทยยังไม่ “eco–friendly” ทั้งที่โลกหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ขณะที่ FDI เวียดนามก็แซงหน้าไทยไปแล้วเช่นกัน ช่วง 5 ปีมานี้ สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่า
เพราะเราสู้คู่แข่ง ทั้งด้านต้นทุน คุณภาพแรงงาน รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการค้า ไม่ได้
ส่วนภาคการท่องเที่ยว ที่เป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยมาเสมอในยามคับขัน
อาจต้องใช้เวลานาน หากจะกลับไปแตะที่ตัวเลข 40 ล้านคนต่อปี พฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลังโควิด จะเน้นเรื่องสุขภาพและสุขอนามัย ทำให้นิยมเที่ยวกลุ่มเล็ก รวมทั้งใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย
จากการจัดอันดับ ความสามารถการแข่งขันในภาคการท่องเที่ยว ของ World Economic Forum ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยอยู่อันดับที่ 130 จาก 140
หากไม่เร่งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ หรือไม่เร่งยกเครื่องประสิทธิภาพแรงงาน ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะเหลือเพียงปีละ 3%
ระยะข้างหน้า มีอย่างน้อย 2 กระแส ที่จะเข้ามากระทบการวาง Growth story ของไทย
อย่างแรก คือกระแสดิจิทัล ที่จะเข้ามาเปลี่ยนการใช้ชีวิตของประชาชน และการดำเนินธุรกิจอย่างสิ้นเชิง
ส่วนอีกกระแส คือ Sustainability โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม
ต้องเน้นยกระดับการผลิต และเพิ่มมูลค่าให้เป็นสินค้า premium ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
อีกตัวอย่าง คือภาคท่องเที่ยว ที่เกือบ 80% ของนักท่องเที่ยว กระจุกตัวอยู่เพียง 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก จนกลายเป็นปัญหา over– tourism
ไทยต้องปรับโมเดลให้มีภูมิคุ้มกันระยะยาว ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น กลุ่ม health and wellness
เสริมด้วยอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น จะช่วยสร้างและกระจายรายได้ สูงกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม
ทั้งหมดนี้ คือทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน แต่ผมว่าสิ่งที่จะเป็นตัวถ่วงของการขับเคลื่อนประเทศ น่าจะเป็น “ระบอบประยุทธ์” และระบอบ “รัฐราชการ”
ที่ยั้งเท้าไว้ ไม่ให้คนไทยก้าวทันชาวโลกเขา
ขณะนี้ รัฐบาลที่เรียกกันว่า “ระบอบประยุทธ์” กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ เรื่องที่ถูกตรวจสอบได้แก่ ความเป็นประชาธิปไตย
และปัญหาสิทธิมนุษยชน ตรวจสอบความเป็นประชาธิปไตย ด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ถือว่าสอบตก
เมื่อเร็วๆนี้ องค์กรภาคประชาชนต่างประเทศ จัดทำ“ดัชนีนิติธรรม” ใน 139 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยได้อันดับที่ 80 คะแนน น้อยกว่าสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย
แม้จะอันดับดีกว่าเวียดนาม แต่ก็ต้องถือว่าสอบตก และเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกสหประชาชาติทดสอบปัญหาสิทธิมนุษยชน
นั่นก็คือการทบทวนปัญหาสิทธิมนุษยชนไทย 5 ปีต่อหนึ่งครั้ง โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ขณะเดียวกัน มีการเสวนาเกี่ยวกับปัญหาเดียวกัน
โดยกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนของไทยภายในประเทศ ส่วนรายการใหญ่ที่เจนีวา เปิดให้ประเทศสมาชิกยูเอ็นได้แสดงความคิดเห็น และเสนอแนะแนวทางด้วย
ประเทศเม็กซิโก ออสเตรีย ฟินแลนด์ เบลเยียม และสหราชอาณาจักร เสนอแนะให้ไทยปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก หรือการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของเยาวชนไทย
และเสนอแนะให้ไทยแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองของไทยขณะนี้
โปรดสังเกตว่าในบรรดา 5 ประเทศ ที่เสนอแนะให้ไทยแก้ไข ม.112 มี 2 ประเทศเป็น“ราชอาณาจักร” ที่“ปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
เช่นเดียวกับไทย นั่นก็คือ สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ กับ เบลเยียม อังกฤษเป็นประเทศแม่บทของระบบรัฐสภา
นักสิทธิมนุษยชนของไทยระบุว่า เหตุที่ 5 ประเทศเสนอแนะเรื่องนี้ เนื่องจากมีเยาวชนไทย 223 คน ถูกควบคุมตัวและดำเนินคดี และโดนข้อหา ม.112 จำนวน 6 คน
แต่รายงานของผู้แทนรัฐบาลไทยที่เสนอต่อยูเอ็น ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ยิ่งกว่านั้นไทยยังถูกวิพากษ์เกี่ยวกับการใช้กฎหมายสามัญประจำบ้าน
เช่นการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการใช้ พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อปิดปากกลุ่มผู้เห็นต่าง รัฐบาลไทยมีเวลา 2 เดือน ที่จะให้คำตอบสหประชาชาติ
จะยอมรับหรือไม่ยอมรับข้อเสนอแนะ จะเดินตามแนวทางประชาคมโลก ซึ่งส่วนใหญ่ยึดแนวทางประชาธิปไตย หรือจะยึดแนวทางรัฐบาลทหารพม่า
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/news/local/2245860
https://www.thairath.co.th/news/politic/2245752
เรื่องเล่าข่าวเด็ด
กองทัพ
เพื่อไทย
เรื่องเล่า ข่าวเด็ด

ยุ่งแล้ว \

เต้นออกกำลังกาย มือใหม่หัดเต้น 15นาที


เต้นออกกำลังกาย 15นาที ท่าง่ายได้เหงื่อ

เต้นออกกำลังกาย   มือใหม่หัดเต้น  15นาที

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆEconomy

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ การ แต่ง กาย ออสเตรีย

3 thoughts on “[NEW] 44 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ | การ แต่ง กาย ออสเตรีย – Sathyasaith”

  1. 44420 559955Aw, i thought this was quite a good post. In concept I would like to devote writing such as this moreover – spending time and actual effort to produce an excellent article but exactly what do I say I procrastinate alot by no indicates manage to get something done. 806475

    Reply

Leave a Comment