Home » [Update] ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์ (Introduction Public Administration)-Flip eBook Pages 101 – 150 | รัฐประศาสนศาสตร์ หมาย ถึง – Sathyasaith

[Update] ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์ (Introduction Public Administration)-Flip eBook Pages 101 – 150 | รัฐประศาสนศาสตร์ หมาย ถึง – Sathyasaith

by Hanh Nguyen

รัฐประศาสนศาสตร์ หมาย ถึง: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

76
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

จะเห็นได้ว่าแนวคิดทฤษฎีในช่วง ค.ศ. ๑๙๕๐-๑๙๖๐ น้นเม่อพิจารณาในแง่หน่วย วิเคราะห์



ก็ยังให้ความส�าคัญกับการบริหารภายในองค์การ ยกเว้นการบริหารคือการเมืองท่ให้ความส�าคัญกับ



การบริหารระดับชาติ และจะเห็นได้ว่าท้งส่ทฤษฎีพิจารณาในแง่ของมนุษย์ ท่มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่
หุ่นยนต์ ส่วนทิศทางและวิธีการบริหารจะแตกต่างกัน เช่น การบริหารคือ การเมืองต้องการสร้าง
การประนีประนอมทางการเมือง ระบบราชการแบบไม่เป็นทางการน้น ต้องการให้รู้ว่าอะไรคือ

เป้าหมายท่แท้จริง และอะไรคือมรรควิธีท่จะท�าให้เป้าหมายน้นบรรลุผล มนุษยสัมพันธ์พยายาม



สร้างบรรยายกาศความสามัคคีในองค์การ โดยเลือกใช้วิธีการจูงใจ คนงานที่เหมาะสม และศาสตร์
การบริหารต้องการให้องค์การมีการตัดสินใจที่ดีที่สุดภายใต้ สภาวะความไม่แน่นอน
๓.๕ แนวคิดทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ ระหว่าง ค.ศ.๑๙๖๐ – ๑๙๗๐

ความคิดเห็นของทฤษฎีท้าทายในช่วง ค-ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๖๐ ได้ท�าให้นักวิชาการ ต้าน


รัฐประศาสนศาสตร์เส่อมความศรัทธาลง ในความถูกต้องและเหมาะสมของทฤษฎีด้งเดิม (ค.ศ.
๑๘๘๗ – ๑๙๕๐) อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ในช่วงสมัยท้าทาย ไม่ได้เป็น ที่ยอมรับ














ของนกวิชาการโดยทวไปเหมอนสมยทฤษฎดงเดม ทฤษฎท้าทายช่วย ชว่าทฤษฎ ดังเดมมความ


บกพร่องตรงไหนบ้าง แต่ไม่ได้เสนอทางออกอันเป็นท่ยอมรับโดยท่วไปในหมู่ นักวิชาการ สถานภาพ


ของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ จึงอยู่ในสภาพที’อลเวงและขาด เอกลักษณ์
อย่างไรก็ตามแม้ว่าในทศวรรษ ๑๙๖๐ วิชารัฐประศาสนศาสตร์ยังมีความอลเวง แต่ในช่วง

ประมาณ ค.ศ. ๑๙๖๐ – ๑๙๗๐ น้น ได้เกิดวิวัฒนาการท่ส�าคัญสองประการข้นในวิชา รัฐประศาสนศาสตร์


ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานส�าหรับก�าเนิดวิชารัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ ดังนี้
๓.๕.๑ การปฏิวัติทางพฤติกรรมศาสตร์
เกิดขึ้นในปลายทศวรรษ ๑๙๕๐ และต้นทศวรรษ ๑๙๖๐ มีผลท�าให้ปรัชญา พื้นฐานของ
วิชารัฐประศาสนศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป การปฏิวัติทางพฤติกรรมศาสตร์ท�าให้ นักรัฐประศาสนสา


สตร์ตกอย่ในทนงลาบาก เพราะเนือหาสาระของวชารัฐประศาสนศาสตร์มลักษณะทตรงข้ามกน










วิชารัฐประศาสนศาสตร์เน้นเร่องการประยุกต์ใช้ความรู้ น�าความรู้ไปปฎิบัติ ขณะท่พฤติกรรมศาสตร์




ไม่ไดให้ความส�าคัญต่อการประยุกต์ใช้ความรู้ เน้นการสร้าง องค์ความรู้ท่เช่อถือได้และเป็นวิทยาศาสตร์




งานเขยนทางรฐประศาสนศาสตรสวนมาก ออกมาในรูปของกรณเฉพาะเรอง ซงพรรณากระบวนการ







บริหารและการเมืองต่างๆ อันเป็นลักษณะของงานเขียนท่พวกพฤติกรรมศาสตร์ไม่ยอมรับ ดังน้น












ยงพฤตกรรมศาสตรมอทธพลมากขนเทาใดในหมนกรฐศาสตร ยงมผลทาใหวชารฐประศาสนศาสตร ์










มีสถานภาพที่ต�่าลง
ผลของการปฏิวัติทางพฤติกรรมศาสตร์ ท่มีต่อวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในช่วงน้คือ นักวิชาการ



ให้ความส�าคัญต่อการศึกษาเร่องสถาบันทางการเมือง และรัฐบาลน้อยลง และหันมาศึกษาพฤติกรรม
ของมนุษย์มากข้น ท�าให้วิชารัฐประศาสนศาสตร์กลายเป็นสหวิชา ท่ให้ความสนใจศึกษาวิชาจิตวิทยา




สงคมวิทยา มานุษยวทยา เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น นกวชาการบางท่านเรมเอาหลักการศกษาแบบ





�������������������.indd 76 11/23/19 1:35 PM

77
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์


วิทยาศาสตร์มาใช้ มีการให้ความสนใจกับ กระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบ เช่น การต้งและทดสอบ
สมมติฐาน และการวิเคราะห์ โดยอาศัยวิธีการเชิงปริมาณ พฤติกรรมศาสตร์ท�าให้นักวิชาการหันมา
ให้ความสนใจกับความ เป็นวิทยาศาสตร์ของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ และให้ความส�าคัญกับการ
ประยุกต์ใช้วิชารัฐ ประคาสนศาสตร์เพ่อแกไขปัญหาสังคมน้อยลง ในทางปฏิบัติปรากฏว่าพฤติกรรม

ศาสตร์ได้ ท�าให้นักวิชาการสนใจศึกษาเรื่องปัจจัยน�าเข้า (Input) ของระบบการเมืองมาก ส่วนเรื่อง
ปัจจัยน�าออก (Output) ซึ่งเป็นเรื่องของฝายบริหารกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวิชารัฐประศาสนศาสตร์กับปรัชญาของพฤติกรรม ศาสตร์ จะมีลักษณะ
ที่ไม่สอดคล้องกันทีเดียวก็ตาม แต่ผลที่ปรากฏขึ้นส่งผลให้นักวิชาการ ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์
ได้ปรับตัวให้เช้ากับความคิดของพฤติกรรมศาสตร์ในที่สุด การปรับตัวด้งกล่าวเกิดขึ้นมานานตั้งแต่

ปลายทศวรรษ ๑๙๔๐ และทศวรรษ ๑๙๕๐ ในรูปของการเขียนบทความและหนังสือพิมพ์ เพ่อ
วิจารณ์ความบกพร่องของทฤษฎี และแนวความคิดรัฐประศาสนศาสตร์สมัยเดิม และในรูปของการ
เสนอให้ปรับใช้หลักของพฤติกรรมศาสตร์

๓.๕.๒ การประชุมที่มินนาวบรูค

ในเดือนกันยายน ค.ศ. ๑๙๖๘ นักวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์รุ่นคนหนุ่ม ได้มาประชุม
กันที่หอประชุม มินนาวบรูค (Minnowbrook) ณ มหาวิทยาลัย ซีราคิวส์ การจัดการประชุมครั้งนี้


มี ดไวท์ วอลโด เป็นผู้สนับสนุนให้จัดข้น วอลโด ได้อธิบายว่าเหตุผลท่เขาสนับสนุนการจัดการประชุม
ครั้งนี้มี ๒ ประการคือ ประการแรก วอลโด เห็นว่าวิชารัฐประศาสนศาสตร์ในขณะนั้นมิได้ด�าเนิน
การสอนการศึกษาและการปฏิบัติให้สอดคล้องกับ ปัญหาต่าง ๆ ของสังคมซึ่งทวีความรุนแรงและ
ความส�าคัญขึ้นทุกวัน ประการที่สอง วอลโด เห็นว่าในขณะนั้นเกิดมีช่องว่างขึ้นระหว่างนักวิชาการ



ท่อายุมากกับนักวิชาการท่อายุน้อย ซ่งเป็นช่วงเวลาท่นักรัฐประศาสนศาสตร์ได้รับอิทธิพลจากกระแส

เหตุการณ์ผันผวนของ บานเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลายประการ การประชุมของนัก
วิชาการจึงได้หา แนวทางในการพัฒนาขอบข่ายและระเบียบของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ให้สอดคล้อง






กบ สภาพความเป็นจรงและปัญหาของสงคม เพ่อการปรบตวให้เข้ากับการเปลยนแปลงความ อลวน


ระส่าระส่าย ผันผวน แกว่งไกวในสภาพแวดล้อม มีการน�าเสนอให้เกิดการพัฒนา องค์การในรูปแบบ



ใหม่ และเน้นการจัดองค์การสาธารณะท่มุ่งรับใช้ให้บริการแก่ประชาชนมาก ข้น ผลการประชุมของ
นักวิชาการได้ก่อให้เกิดแนวความคิด รัฐประศาสนศาสตร์ไน ความหมายใหม่ โดยเสนอค่านิยมที่ใช้
เป็นพ้นฐานส�าหรับการวิเคราะห์ทางทฤษฎี แนวความคิด และทางปฏิบัติ เพ่อแสวงหาความยุติธรรม


ในสังคม โดยถือเป็นพื้นฐาน คุณธรรมที่แท้จริง การรับเตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
การมีส่วนร่วมของ คนงานและประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ การเพ่มพูนทางเลือกของประชาชน

และความรับผิดชอบในการบริหารเพื่อให�โครงการบรรลุผลและมีประสิทธิผล
รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่เห็นว่า การศึกษาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ควรยึด
หลักปรัชญาแบบใหม่ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ที่ถือว่า ข้อเท็จจริงและ
ค่านิยมไม่สามารถแยกออกจากกันได้ มากกว่าที่จะยึดตามปรัชญาแบบปฏิฐานนิยม (Positivism)

�������������������.indd 77 11/23/19 1:35 PM

78
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

ที่ถือว่าข้อเท็จจริงและค่านิยมเป็นคนละเรื่องกัน แยกออกจากกันได้ ตังนั้น รัฐประศาสนศาสตร์ใน
ความหมายใหม่จึงเก่ยวข้องโดยตรงกับโลกแห่งความเป็นจริง คือสามารถน�ามาใช้ในการปฏิบัติได้

โดยอยู่ภายใต้หลักความยุติธรรมของสังคม โดยมุ่งเน้น ให้พลเมืองทุกคนได้รับการบริการสาธารณะ

อย่างเท่าเทียมกัน และในการปฏิบัติงาน รัฐบาล จะต้องให้ความสนใจในเร่องการกระจายโอกาส
กระจายรายได้ และกระจายการพัฒนา เพื่อก่อให้เกิดความเสมอภาคทางสังคม โดยค�านึงถึงผู้ต้อย
โอกาสหรือผู้เสียเปรียบเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ ผู้บริหารงานของรัฐต้องค�านึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่
จะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานและการสร้างความยุติธรรม โดยเปิดโอกาสให้ข้าราชการและ
ประชาชนผู้มีส่วนได้ เสียสามารถเข้ามามีส่วนในการก�าหนดนโยบายสาธารณะ







ววฒนาการทางรฐประศาสนศาสตร์ทงสองประการข้างต้นถอเป็นแนวการศกษา
รัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ และนับตั้งแต่ป ค.ศ. ๑๙๗๐ เป็นต้นมา นักรัฐประศาสนศาสตร์ ได้ยึด
แนวทางการศึกษาตังกล่าวเป็นกระแสหลักจนถึงปัจจุบัน
๓.๖ แนวคิดทฤษฏีทางรัฐประสาสนศาสตร์สมัยใหม่ ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๗๐ – ปจจุบัน
นับต้งแต่ทศวรรษ ๑๙๗๐ เป็นต้นมา แนวคิดทฤษฎีและแนวการศึกษาทาง รัฐประศาสนศาสตร์

ที่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการ ได้แก่ รัฐประศาสนศาสต์ในความหมาย ใหม่นโยบายสาธารณะ
เศรษฐศาสตร์การเมือง ทฤษฎีองค์การที่อาศัยหลักมนุษย์นิยม และ การออกแบบองค์การสมัยใหม่
ด้งมีรายละเอียด ด้งนี้

๓.๖.๑ รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่ (New Public Administration : NPA)

จากการประชุมท่มินนาวบรูค ในส่วนของนักวิชาการได้พยายามสรุป ความคิดของ



รัฐประศาสนศาสตร์ ความหมายใหม่ ซ่งกระท�าได้ยากเพราะในข้อเท็จจริงแล้ว นักวิชาการท่มาชมนม


กันน้นมีความเห็นไม่สอดคล้องกันทีเดียว บางทีก็ขัดแย้งกันด้วย ในการท�าความเข้าใจความคิดของ
รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่ที่ดีนั้น พิทยา บวรวัฒนา (๒๕๔๓ : ๑๕๘) ได้สรุปความคิด
เป็นขั้นตอนดังนี้

๑.๑ วิชารัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่ถือหลักปรัชญาใหม่ท่เรียกว่า ปรากฏการณ์
วิทยา แทนที่จะยึดถือปรัชญาแบบปฏิฐานนิยมทางดรรกวิทยา ซึ่งปรัชญาหลัง นี้สนับสนุนให้วิชา
รัฐประศาสนศาสตร์มีลักษณะแบบวิทยาศาสตร์ ถือหลักว่าค่านิยมและ ข้อเท็จจริงแยกออกจากกัน

การศึกษาแบบเชิงประจักษ์เพ่อแสวงหากฎของธรรมชาติจาก ข้อเท็จจริงจึงเป็นไปได้ นัก
รัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่มีความเห็นว่าเทคนิคการวิเคราะห์ แบบวิทยาศาสตร์ เช่น สถิติ เป็น
ของวิเศษซ่งเป็นอันตรายอย่างย่งอาจท�าให้ลืมค�านึงไปว่า งานวิจัยของตนมีประโยชน์อย่างไรต่อ


มนุษย์ ท่จริงข้อเท็จจริงและค่านิยมแยกออกจากกัน ไม่ได้เพราะในที่สุดแล้วสมองมนุษย์เป็น

ตัวตีความข้อมูลทฤษฎีและแนวความคิดต่าง ๆ จึงเกิดจากสมองมนุษย์ มิได้มีตัวตนอยู่นอกสมองคน
ความคิดของมนุษย์เกี่ยวกับโลกภายนอกมาจาก สมองของมนุษย์เอง ด้งนั้นนักรัฐประศาสนศาสตร์
จึงมีหน้าที่ประสานวิธีการมองโลกต่าง ๆ

�������������������.indd 78 11/23/19 1:35 PM

79
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๑.๒ วิชารัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่ ต้องการให็วิชาเกี่ยวข้อง โดยตรงกับ
โลกความเป็นจริง (Relevant) ในเรื่องนี้ แฟรงค์ มารินิ (Frank Marini) ได้อธิบายว่าแยกได้สาม
ประการ คือ ประการแรก วิชารัฐประศาสนศาสตร์ต้องทันต่อสภาพการณ์ที่ ผันแปรตลอดเวลาใน

ปัจจุบัน (turbulent times) จะเห็นจากการถกเถียงแนวความคิดเร่อง การกระจายอ�านาจและการ
มีส่วนร่วม ประการที่สอง วิชารัฐประศาสนศาสตร์ต้องตามทันต่อปัญหาต่าง ๆ ประการสาม วิชา
รัฐประศาสนศาสตร์ต้องเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติและช่วย ท�าให้เข้าใจโลกความเป็นจริงดีข้นถึง



แม้ว่าแนวคิดเก่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่น้นแตกต่างกัน ในแง่ของนักวิชาการ
แต่ละคน ในส่วนตัวของผู้เรียบเรียงนิยมสาระส�าคัญของรัฐประศาสนศาสตร์ ในความหมายใหม่ใน
๑๐


ทรรศนะของ อุทัย เลาหวิเชียร ซ่งมีสาระส�าคัญ ๔ ประการคือ ประการแรกการสนใจเร่องท ี ่
สอดคล้องกับความต้องการของสังคม รัฐประศาสนศาสตร์ควรสนใจปัญหาของสังคมโดยเฉพาะเป้า
หมายสาธารณะที่ส�าคัญ ๆ ประการที่สอง แนวความคิดนี้ให้ความส�าคัญเกี่ยวกับค่านิยม (Value)
นักบริหารควรจะยื่น มือเข้าช่วยเหลือบุคคลที่เสียเปรียบทางสังคม ซึ่งก็คือการใช้ค่านิยมอย่างหนึ่ง
นักบริหารจะ วางตัวเป็นกลาง (Neutral) ได้ยาก เพราะถ้าวางตัวเป็นกลางคนที่ได้เปรียบทางสังคม

ก็จะ ได้เปรียบย่งข้น คนท่เสียเปรียบก็จะเสียเปรียบตลอดไป สังคมก็จะเกิดช่องว่างไม่น่าอยู่ ประการ



ที่สาม ได้แก่ ความเสมอภาคทางสังคม (Social Equity) เพื่อช่วยเหลือผู้ต้อยโอกาส ในสังคมให้เกิด
ความเสมอภาค ประการที่สี่ เรื่องการเปลี่ยนแปลง (Change) การเปลี่ยนแปลงในที่นี้หมายความ
ว่านักบริหารจะต้องเป็นฝายริเร่มการเปล่ยนแปลง เพ่อให้ความเสมอภาคทางสังคมประสบผลส�าเร็จ



นอกจากนี้ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้อง ค�านึงถึงตลอดเวลา เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงอยู่










ตลอดเวลา นกบรหารหรอหวหนางานจง ตองคานงถงการเปลยนแปลงใหสอดคลองกบความตองการ






ของสังคม

๑๐ อุทัย เลาหวิเชียร, รัฐประศาสนศาสตร์ : ลักษณะวิชาและมิติต่าง ๆ, พิมพ์ครั้งที่ ๖. (กรุงเทพมหานคร
: เสมาธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๓๓-๓๕.

�������������������.indd 79 11/23/19 1:35 PM

80
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๓.๖.๒ นโยบายสาธารณะ (Public Policy)

แนวการศึกษานโยบายสาธารณะ จะเน้นในเร่องขบวนการเก่ยวกับการ ก�าหนดการใช้ และ


การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ส่งเสริมให้ผู้ศึกษาสนใจนโยบาย สาธารณะที่ส�าคัญๆ ของประเทศ
เพื่อศึกษาให้ลึกซึ้ง และมีความช�านาญในแต่ละด้าน ในปัจจุบันการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะได้

สนใจในค่านิยมท่ส�าคัญของสังคม เช่น ค่านิยม เก่ยวกับความเสมอภาคทางสังคม ส่งเสริมการมีส่วน

ร่วมในการบริหาร และประโยชน์ของ ผู้รับบริการ เป็นต้น



ข้อดี ของการศึกษาในแนวน้ก็คือ เป็นแนวการศึกษาท่ไม่ท้งความส�าคัญของการเมือง เป็นการ


สอดคล้องกับความจริงท่ว่า การบริหารและการเมืองเป็นส่งแยกกันไม่ได้ ให้ความส�าคัญท้งในทฤษฎ ี


















ปทสถานและทฤษฎประจกษวาท ใชหลกคณตศาสตรเทาท จาเปน และเปนการอดชองวางระหวาง
ทฤษฎีและปฏิบัติ แนวการศึกษานี้ให้ความส�าคัญทั้ง
ในด้านวิชาการ และหน่วยราชการ ข้อส�าคัญก็คือนโยบายสาธารณะและการวิเคราะห์
นโยบายจะช่วยให้ประเทศมีนโยบายที่ดีๆ เป็นที่สนใจของคนทุกฝาย เพราะนโยบายย่อม กระทบ
ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทุกกลุ่ม ทั้งในวงราชการและประชาชนทั่วไป
ข้อเสีย ของการศึกษานโยบายสาธารณะ คือ การไม่สนใจเรื่องขององค์การ และเรื่องการ


จัดการ ตลอดจนเร่องของคนในองค์การจึงท�าให้ขอบข่ายการศึกษาไม่กว้าง เท่าท่ควร การศึกษา
วิชาการบริหารโดยไม่ให้ความส�าคัญของคนและองค์การ ตลอดจนวิธีการจัดการ ย่อมไม่สามารถน�า
ไปใช้ประโยชน์ในทุกแง่ทุกมุมได้
๓.๖.๓ เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy)
แนวคิดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรื่อง เศรษฐศาสตร์การเมือง หมายถึงความเกี่ยวโยง ระหว่างระบบ

การเมือง (โครงสร้างของกฎเกณฑ์) และระบบเศรษฐกิจ (ระบบการผลิตและ แลกเปล่ยนสินค้าและ
บริการ) ระบบการเมือง ประกอบไปด้วย ระบบอ�านาจและค่านิยมหรือ เป้าหมายในการใช้อ�านาจน้น



ส่วนระบบเศรษฐกจนนหมายถงระบบททาการผลตสนค้าและบรการ เป็นการพจารณาถงรปแบบ











องค์การต่าง ๆ ท่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ รวมตลอดจนหมายถึงกลไก กฎระเบียบ และสถาบัน

ต่าง ๆ ซึ่งก�าหนดลักษณะการแลกเปลี่ยน สินค้าและบริการทั้งหลาย พิทยา บวรวัฒนา (๒๕๔๓ :
๔๑) ได้กล่าวถึงองค์การสาธารณะ โดยท่วไปแล้ว จะมีองค์ประกอบทางเศรษฐกิจการเมืองอยู่ ๔

ประการ คือ
๑. การเมืองภายนอกองค์การ (External Political Aspects) หมายถึงการติดต่อแลก
เปลี่ยนระหว่างตัวแสดงภายนอกทั้งหลาย (คน กลุ่ม หรือสถาบัน) กับองค์การ สาธารณะองค์การ
หนึ่ง เพื่อตกลงกันเองว่าใครควรมีความชอบธรรม ในการควบคุมเรื่อง ต่าง ๆ เช่น ทรัพยากร การ
ก�าหนดเป้าหมายองค์การ และกติกาในการตกลงกัน ลักษณะพิเศษขององค์การสาธารณะคือตัว
แสดงภายนอก มักมีบทบาทในการก�าหนดเป้าหมาย จัดสรรทรัพยากร และให้หรือไม่ให้ความเห็น
ชอบในงานที่องค์การสาธารณะท�า
�������������������.indd 80 11/23/19 1:35 PM

81
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๒. เศรษฐกิจภายนอกองค์การ (Economic Environment) หมายถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ
ต่าง ๆ ที่อยู่นอกองค์การสาธารณะ และมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ขององค์การ สาธารณะ เช่น

โครงสร้างของตลาดแรงงานอาจมีการแย่งชิงบุคลากร ท่มืความสามารถ ด้วยการให้รางวัลตอบแทน
ที่สูง ซึ่งองค์ประกอบเศรษฐกิจภายนอกองค์การมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเรื่องการเมืองขึ้นมาได้

๓. การเมืองภายในองค์การ (Internal Polity) หมายถึงโครงสร้างอ�านาจ อย่างเป็น

ทางการ และอิทธิพลภายในองค์การ ซ่งครอบคลุมถึงเร่องความอยู่รอด เป้าหมาย ขององค์การ

เป้าหมายของผู้น�า และความชอบธรรมของหน้าที่
๔. เศรษฐกิจภายในองค์การ (Internal Economy) หมายถึงองค์ประกอบ ขององค์การ










สาธารณะทเกยวของกบการทางานใหสาเรจ องคการจะมกระบวนการทางานซง ประสานปจจยการ







ผลิตต่าง ๆ ให้เข้ากันเพื่อผลิตผลงานออกมา เช่น การแบ่งหน้าที่กันท�า การจัดระบบการท�างานที่
เป็นสากล การกระจายของที่ดั้งสาขาต่าง ๆ ขององค์การ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการท�างาน
การจัดระบบงบประมาณและการบัญชีที่เหมาะสม เป็นต้น
องค์ประกอบเศรษฐกิจภายในองค์การส�าคัญมาก เพราะโดยหลักการแล้ว องค์การจะ



มุ่งท�างานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ดังน้น จึงเป็นหน้าท่ของฝายการเมืองภายใน องค์การท่จะปกป้อง
ส่วนเศรษฐกิจภายในองค์การให้ปลอดจากการแทรกแซงของฝาย การเมืองและเศรษฐกิจภายนอก
องค์การ มิฉะนั้นแล้วอาจจะท�าให้งานภายในองค์การติดขัด ขึ้นมาในทางปฏิบัติบางทีฝายการเมือง
ภายในองค์การไม่สามารถปกป้องภัยจากข้างนอกได้ ท�าให้กลไกเศรษฐกิจภายในองค์การท�างาน

ไม่เต็มที่ เช่น อาจมีการคัดพรรคพวกเข้ามา ท�างาน (ซึ่งท�างานไม่เก่งจริง) และมีการสรางอาณาจักร
ระหว่างสมาชิกของกลุ่มในองค์การ อันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการท�างานได้
๓.๖.๔ ทฤษฎีองค์การที่อาศัยหลักมนุษย์นิยม (Organizational Humanism)
แนวความคิดของรัฐประศาสนศาสตร์ในปัจจุบันอีกประการหน่งก็คือ ทฤษฎี องค์การท่อาศัย


หลักมนุษย์นิยม ทฤษฎีน้ให้ความส�าคัญเก่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ องค์การโดยเฉพาะ




อย่างย่งก็คือการสร้างเสริมให้มีองค์การท่มีบรรยากาศเป็นประชาธิปไตย เพ่อสนับสนุนให้คนมีโอกาส


บรรลุความพึงพอใจท่ได้ปฏิบัติตามศักยภาพของตนเอง ตัวอย่างเช่น นักดนตรีก็ควรเล่นดนตรี จิตรกร
ก็ควรเขียนรูป และกวีก็ควรจะเขียนกลอน เพราะการกระท�าเช่นนี้นั้นจะช่วยให้คนเหล่านั้นมีความ
สงบในจิตใจ นอกจากนี้ ยังมีโอกาส ท�าในสิ่งที่เรามีความสามารถและมีความประสงค์ เมื่อเป็นเช่น
น้จะท�าให้มนุษย์มีการพัฒนา คือมีความเจริญเติบโตทางจิตใจรักษาความสงบเป็นตัวของตัวเอง และ

มีความสามารถในการ เลือกที่จะกระท�า คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้มนุษย์ปฏิบัติงานอย่างมีความ

สุขใจและเป็นเหตุ ให้มีผลผลิตสูงตามมาด้วย ดังน้นทฤษฎีองค์การท่อาศัยหลักมนุษย์นิยมจึงม ี

วัตถุประสงค์ประการหน่งก็คือ การสร้างสรรค์บรรยากาศและส่งเสริมให้คนในองค์การมีปฎิสัมพันธ์

กันในลักษณะของประชาธิปไตย

�������������������.indd 81 11/23/19 1:35 PM

82
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๓.๖.๕ การออกแบบองค์การสมัยใหม่ (Modern Organizational Design)


ในปัจจุบันสังคมก�าลังเปล่ยนแปลงไปอย่างมาก ท�าให้การจัดองค์การตามรูปแบบระบบ
ราชการของ แม็ก เวเบอร์ นั้น ไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่ของสังคมอีก ต่อไปแล้ว การจัด
องค์การแบบระบบราชการไม่สามารถก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดได้เหมือนสมัยก่อน

ในปัจจุบันโลกเราเปล่ยนแปลงไปมาก กล่าวคือ เทคโนโลยีต่าง ๆ ของโลกได้ก้าวหน้าไปไกลมาก

สภาพแวดล้อมมีลักษณะท่ไม่แน่นอน เปล่ยนแปลงตลอดเวลา และทัศนคติของคนในปัจจุบัน

ก็เปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมากอีกด้วย
การที่สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมหมายความว่าองค์การที่ดีนั้น ต้องปรับตัวให้
เข้าสภาพการณ!หม่ดังกล่าวด้วย สมัยก่อนองค์การแบบระบบราชการเน้น ทิศทางองค์การความมี

ประสิทธิภาพ (Efficiency) คือ ลงทุนน้อยท่สุดเพ่อผลผลิตสูงสุด มาสมัยใหม่สภาพแวดล้อม


ทเปลยนแปลงไปทาให้องคการต้องเปล่ยนแปลงทศทางตามไปด้วย ดังนนในปจจบนนอกจากองค์การ












ทั่วไปจะเน้นเรื่องประสิทธิภาพแล้ว องค์การสมัยใหม่ยังได้ ผนวกเอาทิศทางใหม่ ๆ ๓ ทิศทาง กล่าว
คือ ประการแรกได้แก่ ความสามัคคีกลมเกลียวของ สมาชิกภายในองค์การ และการประสานความ
ต้องการของสมาชิกองค์การให้เข้ากับ วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายขององค์การ (Integration)
ประการท่สอง ได้แก่ ความสามารถขององค์การในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมท่เปล่ยนแปลง



(Adaptability) และประการทสามได้แก่ ความสามารถขององค์การในการให้บรการลูกค้าและสนอง



ต่อประโยชน์ สังคมโดยส่วนรวม (Social Relevance) ทิศทางองค์การสามประการซึ่งได้รับความ
นิยมมาก ในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องใหม่ องค์การระบบราชการมิได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อกลไกส�าหรับ


บรรลุ เป้าหมายของทิศทางท้งสาม รูปแบบองค์การสมัยใหม่ควรมีลักษณะช่วคราวเป็นองค์การ
แบบโครงการ หรือเป็นรูปแบบองค์การตามความเหมาะสมตามสถานการณ์และมีความเป็น
ประชาธิปไตยในองค์การอีกด้วย
จากที่กล่าวมาคือแนวคิดทฤษฎีที่นักวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ให้ความสนใจใน ปัจจุบัน

แต่มิใช่เพียงเท่าน้นักวิชาการบางท่านยังให้ความสนใจในเร่องอ่นอีก อาทิเช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง


หน่วยงาน การจัดการแบบประหยัด ชีวิตองค์การ การวิจัยเรื่ององค์การ เป็นด้น

�������������������.indd 82 11/23/19 1:35 PM

83
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

สรุปท้ายบท

แนวคิดทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาตร์แปงออกเป็น ๔ ช่วงสมัย คือ สมัยนรก แนวคิดทฤษฎี
ทางรัฐประศาสนศาสตร์ ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๘๗ – ๑๙๕๐ ซึ่งประกอบด้วยทฤษฎี การบริหารแยก
ออกจากการเมือง และทฤษฎีหลักการบริหาร สมัยทาท้ายทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ ระหว่าง ค.ศ.
๑๙๕๐ – ๑๙๖๐ ซึ่งประกอบด้วย ทฤษฎีการบริหารคือ การเมือง ระบบราชการแบบไม่เป็นทางการ
มนุษยสัมพันธ์ และศาสตร์การบริหาร สมัยทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ใน ค.ศ. ๑๙๖๐ –
๑๙๗๐ มีเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ คือ การปฏิวัติทางพฤติกรรมศาสตร์และการประชุมที่มินนาวบรูค
ที่ส่งผลให้เกิดวิชารัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ และสมัยสุดท้ายแนวคิดทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์
ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๗๐ – ปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยรัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่ นโยบาย
สาธารณะ เศรษฐศาสตร์การเมือง ทฤษฎีองค์การท่อาศัยหลักมนุษยนิยม และการออกแบบองค์การ

สมัยใหม่

�������������������.indd 83 11/23/19 1:35 PM

84
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

ค�าถามท้ายบทที่ ๓

๑. อธิบายความหมายของทฤษฎี และความแตกต่างระหว่างแนวคิดกับทฤษฎี

๒. แนวคิดทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์ ค.ศ. ๑๘๘๗ – ๑๙๕๐ มีทฤษฎีอะไรบ้าง

๓. วิเคราะห์เปรียบเทียบแนวคิดทฤษฎีใน ช่วง ค.ศ. ๑๘๘๗ – ๑๙๕๐ มาให้เข้าใจ
๔. แนวคิดทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๖๐ มีทฤษฎีอะไรบ้าง
๕. วิเคราะห์เปรียบเทียบแนวคิดทฤษฎีในช่วง ค.ศ. ๑๙๕๐ – ๑๙๖๐ มาให้เข้าใจ




๖. อธิบายเหตุการณ์ท่เกิดข้นในช่วง ค.ศ. ๑๙๖๐ – ๑๙๗๐ ท่ส่งผลต่อวิชารัฐประศาสนศาสตร์

๗. วิเคราะห์เหตุการณ์ท่เกิดข้นว่าส่งผลต่อการก�าเนิดแนวคิดทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์

สมัยใหม่ อย่างไร

�������������������.indd 84 11/23/19 1:35 PM

85
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

เอกสารอ้างอิงประจ�าบท

จุมพล หนิมพานิช. ระบบราชการเปรียบเทียบการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบและการ บริหาร

การพัฒนา. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๘.
พิทยา บวรวัฒนา. รัฐประศาสนศาสตร์ทฤษฎีและแนวการศึกษา (ค.ศ. ๑๘๘๗ – ค.ศ. ๑๙๗๐).
พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.



เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ. ความรู้เบ้องต้นเก่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : บพิธ
การพิมพ์ จ�ากัด, ๒๕๔๙.
วิเชียร วิทยอุดม. ทฤษฎีองค์การ. กรุงเทพมหานคร : ธีระฟิล์มและไชเท็กซ์, ๒๕๔๘.

สัมฤทธิ์ ยศสมศักดิ์. หลักรัฐประศาสนศาสตร์ แนวคิดและทฤษฎี. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร
: รัตนพรชัย, ๒๕๔๘.



อุทัย เลาหวิเชียร. รัฐประศาสนศาสตร์ : ลักษณะวิชาและมิติต่างๆ. พิมพ์คร้งท่ ๖. กรุงเทพมหานคร
: เสมาธรรม, ๒๕๔๓.

�������������������.indd 85 11/23/19 1:35 PM

บันทึกช่วยจ�า

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

�������������������.indd 86 11/23/19 1:35 PM

แผนการจัดการเรียนรู้ ประจ�าบทที่ ๔
เรื่อง การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย

ก. เนื้อหาสาระที่ศึกษา
การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย

๑. การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย
๒. หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย

๓. วิธีสอนรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย
๔. คุณลักษณะของนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ที่พึงประสงค์

๕. เป้าหมายของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ยุคใหม่

ข. วัตถุประสงค์ของการศึกษา

เมื่อได้ศึกษาบทที่ ๔ จบแล้ว ผู้ศึกษามีความสามารถได้
๑. อธิบายการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยได้

๒. อธิบายหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยได้
๓. อธิบายวิธีสอนรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยได้

๔. อธิบายคุณลักษณะของนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ที่พึงประสงค์ได้
๕. อธิบายเป้าหมายของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ยุคใหม่ได้

ค. กระบวนการเรียนรู้
๑. อาจารย์ผู้สอนยกตัวอย่างงานวิจัยตามความสนใจของนิสิต และ เกร่นนาการศึกษา


รัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยมีความหมายอย่างไร

๒. อาจารย์ผู้สอนกล่าวเปิดประเด็นซักถามผู้เรียนให้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เก่ยวกับการ
วิจัยโดยการตอบปากเปล่า เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ตื่นตัวอยู่เสมอ
๓. ค�าถามใดที่ผู้เรียนตอบแล้วไม่ชัดเจนพอ ผู้สอนควรอธิบายประเด็นนั้น ๆ เพิ่มเติมเพื่อ
ให้ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ถูกต้อง


๔. ก่อนสอนทุกคร้ง อาจารย์ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ มีความอยากรู้อยากเห็น
๕. อาจารย์ผู้สอนเสนอแนะให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากหนังสืออื่น ๆ หรืองานวิจัย

อื่น ๆ
๖. เมื่อศึกษาแต่ละบทจบแล้ว อาจารย์ผู้สอนมอบหมายงานให้ผู้เรียน ทุกคนไปท�าค�าถาม
ท้ายบทแล้วน�ามาส่งในสัปดาห์ต่อไป

�������������������.indd 87 11/23/19 1:35 PM

๗. อาจารย์ผู้สอนอธิบายสรุป “ความรู้เบ้องต้นเก่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์” อีกคร้ง







เพ่อเป็นการทบทวนเน้อหาสาระ แล้วผู้สอนสอบถามผู้เรียนในประเด็นท่ได้เรียนมาแล้ว เพ่อเป็นการ
ประเมินผู้เรียนว่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด
ง. แหล่งการเรียนรู้
๑. ห้องสมุดมหาวิทยาลัย
๒. หนังสือหรือตาราเก่ยวกับรัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และ


วารสารอื่น ๆ เป็นต้น
๓. เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

จ. สื่อการเรียนการสอน
๑. เอกสารประกอบการสอนวิชา ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๒. บอร์ดความรู้, หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, Internet, Website, งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และ
วารสาร เป็นต้น

๓. ใบงาน/งานที่มอบหมายอื่น ๆ

ฉ. การวัดผลและประเมินผล

๑. ด้านความรู้ : ประเมินจากการตอบค�าถาม/แสดงความคิดเห็น
๒. ด้านทักษะ : ประเมินด้วยการสังเกตการน�าเสนอผลงานเดี่ยว/งานกลุ่ม
๓. ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม : ประเมินการสังเกตพฤติกรรม/การร่วมกิจกรรม/

การแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน
๔. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา : ประเมินผล
การน�าเสนอรายงานเป็นทีม และพฤติกรรมการท�างานเป็นทีม






๕. ด้านทกษะการวิเคราะห์เชงตัวเลข การสอสารและการใช้เทคโนโลยสารสนเทศทต้อง


พัฒนา : ประเมินผลการค้นคว้า การอ้างอิง การท�ารายงาน เน้นข้อมูลเชิงตัวเลขและค�าอธิบาย

�������������������.indd 88 11/23/19 1:35 PM

บทที่ ๔
การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย

รัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration Science) คือ การเรียนการสอนวิชาในด้าน

การบริหารรัฐกิจ การบริหารและการจัดการภาครัฐ ในประเทศไทยมีหลายสถาบันอุดมศึกษาเปิดสอน



ท้งน้การสังกัดหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มีอยู่ในหลากหลายลักษณะ อาทิ สังกัดอยู่ภายใต้ช่อคณะ
โดยตรง เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สังกัดอยู่ภายใต้ชื่อคณะรัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์
สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามค�าแหง คณะรัฐศาสตร์ สาขา
รัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เชียงใหม่ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ จะเป็นการศึกษาเกี่ยว
กับการบริหารงานภาครัฐ หรือ ระบบราชการนั่นเอง รวมทั้งองค์กรของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจ และ
องค์กรมหาชนต่างๆ โดยส่วนใหญ่มักเน้นเรื่องกรอบแนวความคิดด้านการบริหาร องค์การและการ
จัดการ (Organization & Management) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources


Management) การบรหารงานคลงและงบประมาณ (Fiscal Administration & Budgeting)
การบัญชีรัฐบาล (Government Accounting) การวางแผนบริหาร (Administrative Planning)

กฎหมายมหาชน (Public Laws) ระบบสารสนเทศเพ่อการบริหารงานภาครัฐ (Public Information
System) นโยบายสาธารณะ (Public Policy) การบริหารงานต�ารวจ (Police Administration)
และจิตวิทยาองค์การ (Organizational Psychology)

๔.๑ การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย
การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ได้รับการท้าทายจากการเปล่ยนแปลงท่เกิดข้นจากการปฏิรูป



ระบบราชการในช่วง ทศวรรษ ๒๕๔๐ ท่ผ่านมา ท�าให้ภาครฐต้องปรับระบบการทางานน�าเอาแนวคิด



การบริหารงานภาครัฐจากนานาประเทศเพ่อยกระดับการบริหารงานของภาครัฐ ให้ทัดเทียมกับ

อารยประเทศ สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ทันกับความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีท่รัฐจ�าเป็นต้อง

น�ามาใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการท�างานส่งมอบการบริการของภาครัฐสู่ประชาชนให้ทันสมัยและ
รวดเร็ว การเรียนการสอนรัฐประศาสนศาสตร์ไทยที่มีมากกว่า ๑๖๐ หลักสูตรในระดับปริญญาตรี
และมากกว่า ๑๐๐ หลักสูตรใน ระดับปริญญาโทและเอกรวมกัน
การศึกษาวิวัฒนาการของรัฐศาสตร์ที่เข้าสู่ประเทศไทยนั้น อาจแบ่ง ได้เป็น ๔ ช่วง คือ
๑. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจัดการเรียนการสอน ทางด้านรัฐ
ประศาสนศาสตร์ขึ้นในป พ.ศ. ๒๔๔๒ เป็นครั้งแรก ด้วยการสถาปนา โรงเรียนฝกหัดข้าราชการ
พลเรือน และมีการต้งคณะรัฐประศาสนศาสตร์คร้งแรก ในป พ.ศ. ๒๔๕๙ โดยได้โปรดเกล้าฯ สถาปนา


โรงเรียนข้าราชการพลเรือนเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

�������������������.indd 89 11/23/19 1:35 PM

90
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์





๒. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว พ.ศ. ๒๔๗๖ ไดโปรดเกลาฯ ใหโอนโรงเรียน


กฎหมายของกระทรวงยุติธรรม มารวมกับแผนกรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ช่อใหม่ว่า “คณะ


นิติศาสตร์และรัฐศาสตร์” ซ่งต่อมาได้ถูกโอนไปให้อยู่ใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
ในปเดียวกัน และต่อมาถูกโอนย้ายกลับไว้ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในป พ.ศ. ๒๔๙๑ และในป
ถัดมาได้มี การจัดตั้งคณะรัฐศาสตร์ขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในป พ.ศ. ๒๔๙๒
๓. สมัย พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๓๐ โดยช่วงต้นป ๒๕๐๐ เป็นยุคสมัยความช่วยเหลือ ทางด้าน
รัฐประศาสนศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทยทางด้านทุนการศึกษา และการแลกเปล่ยน

จนก่อ เกิดมหาวิทยาลัยส�าคัญหลายแห่ง อาทิ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และหลังป ๒๕๑๖


กระแส ความต่นตัวทางประชาธิปไตยรุนแรง จึงน�าไปสู่การเพ่มหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ใน
มหาวิทยาลัย ของรัฐหลายแห่ง
๔. สมัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้มีแนวโน้มของ การกระจาย
อ�านาจ ไปสู่ท้องถิ่นและการพัฒนาความรู้ทางด้านจัดการภาครัฐแนวใหม่ เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็น
การผลิต บัณฑิตให้ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมจึงได้ เกิดการเรียนการสอนรัฐประศาสนศาสตร์
ขึ้นใน มหาวิทยาลัยรัฐและในก�ากับของรัฐ รวมถึงมหาวิทยาลัยเอกชน

โดยภาพรวมของการศกษารฐศาสตร์การเมองการปกครองและรฐประศาสนศาสตรในประเทศ





ไทยได้รับอิทธิพลการศึกษาจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะจากประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงนับ



แต่เร่มก่อต้งสถาบันการศึกษาช้นน�าของประเทศเป็นต้นมา ส่วนสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นั้นจะเป็น ออกเป็นสองสาย คือ สายสหรัฐอเมริกา และสายอังกฤษที่มีผลต่อการร่างปรัชญาและ










หลกสตรของ สถาบนการศกษาตางในประเทศ สาหรบบรบทแวดลอมภายในประเทศถอไดวามความ




แตกต่างกันไปตาม แต่ละสาขา โดยเร่มจากรัฐศาสตร์การเมืองการปกครองท่มีการกล่าวถึงความ

เช่อมโยงของสภาพการณ์ ภายในประเทศท่มีอิทธิพลต่อปัจจัยน�าเข้าในด้านการก�าหนดปรัชญา



เน้อหาหลักสูตร การคัดเลือกผู้เรียน และมีอิทธิพลต่อกระบวนการผลิตในส่วนของกระบวนการเรียน
การสอน ผู้สอน ตลอดจนต�ารารูปเล่ม และต�าราทางอิเล็กทรอนิกส์ ซ่งจ�าแนกได้ชัดเจนในมหาวิทยาลัย

ทั้งของรัฐ เอกชน และราชภัฏ โดยบริบท แวดล้อมภายในประเทศที่ว่านี้ ได้แก่ ประเด็นการขยาย
โอกาสทางการศึกษาทางไกล (มหาวิทยาลัยรามค�าแหง) ประเด็นความต้องการเป็น มหาวิทยาลัย

สมบูรณ์แบบ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ประเด็น เหตุการณ์ความไม่สงบ ในพ้นท่อัตลักษณ์ชุมชน


ท้องถ่น สิทธิมนุษยชน (วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามและมหาวิทยาลัย
เชียงใหม่)ประเด็นการยกระดับและแตกแขนงของคณะและ สาขา(มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตปัตตานี) ประเด็นการตอบสนองต่อการกระจาย อ�านาจจากส่วนกลางสู่ท้องถ่น (มหาวิทยาลัย




ราชภฎสวนดสต) ตลอดจนประเดนการรวบรวมองคความรสหวทยาการ เศรษฐศาสตรและการเมอง







(มหาวิทยาลัยรังสิต) ส�าหรับรัฐประศาสนศาสตร์ ในประเด็นของบริบท แวดล้อมภายในประเทศ
ที่ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อปัจจัยน าเข้าในด้านการก�าหนดปรัชญา เนื้อหา หลักสูตร การ
คัดเลือกผู้เรียน และมีอิทธิพลต่อกระบวนการผลิตในส่วนของ กระบวนการเรียนการ สอน ผู้สอน
�������������������.indd 90 11/23/19 1:35 PM

91
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

ตลอดจนต�ารารูปเล่มและต�าราทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่ามีคล้ายคลึงกัน ทั้งใน
มหาวิทยาลัยของรัฐ เอกชน และ ราชภัฏ โดยบริบทแวดล้อมภายในประเทศที่ว่านี้ส่วนใหญ่มาจาก

การปฏิรูประบบ ราชการคร้งล่าสุดท�าให้เกิดการออกกฎหมายส�าคัญๆ หลายฉบับตามมาพร้อมๆ

กับการออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับในช่วงสองทศวรรษท่ผ่านมาน�าไปสู่การน�า แนวคิดการ
จัดการภาคเอกชนมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินจนถึงปัจจุบัน

๔.๒ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย

การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสาขารัฐศาสตร์ โดยบาง

มหาวิทยาลัยน�าสาขารัฐประศาสนศาสตร์รวมกับสาขารัฐศาสตร์ ดังน้นจึงต้องเร่มกล่าวถึงหลักสูตร

การศึกษารัฐศาสตร์ด้วย

อุทัย เลาหวิเชียร ได้วิเคราะห์เนื้อหาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศ ไทยเอาไว้
เม่อ ค.ศ. ๑๙๙๑ จากหลักสูตรมหาวิทยาลัยสมัยน้น ๗ แห่ง ได้แก่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร


ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย
รามค�าแหง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยแบ่งการวิเคราะห์
เป็น ๒ ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษาผลการศึกษาวิเคราะห์สรุปได้ดังต่อไปน ี ้

๑. ระดับปริญญาตรี

การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ระดับปริญญาตรี อุทัย เลาหวิเชียร น�าเสนอข้อมูลการ วิเคราะห์
ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยรามค�าแหงสอนรัฐประศาสนศาสตร ์
อยู่ในคณะรัฐศาสตร์ ส่วนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สอนอยู่ในคณะวิทยาการจัดการ

ทางด้านชื่อปริญญามหาวิทยาลัยรามค�าแหง เกษตรศาสตร์ ธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัยให้ปริญญารัฐศาสตร์ท่เน้นทางรัฐประศาสนศาสตร์ แต่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
และเกษตรศาสตร์ให้ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ท่สอนระดับปริญญาตร ี


สอนวิชา ทางศิลปศาสตร์เป็นพ้นฐานและให้ความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์เป้าหมายของการศึกษา
คือการฝกอบรมเพ่อเข้ารับราชการ บางมหาวิทยาลัยจะเน้นความเป็นวิชาชีพ เช่น จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ และสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวคือ ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเน้น
การบริหารงานบุคคลและการคลัง สุโขทัยธรรมาธิราชเน้นการบริหารงานบุคคล การบริหารท้องถ่น

และการพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยสงขลาเน้นการบริหารทั่วไป กิจการสาธารณะและการปกครอง
ท้องถิ่น

๑ (Education for public administration in Thailand,” in Ledivina V.Cario, ed.,Public education
management in Asia and the Pacific (Manila : Philippines Institute for Development Studies, 1991),
p. 305-328.)

�������������������.indd 91 11/23/19 1:35 PM

92
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์




ทางด้านจานวนหน่วยกิตของหลกสูตรรฐประศาสนศาสตร์แต่ละมหาวิทยาลยไม่แตกต่าง


กันมากอยู่ ระหว่างต่าสุด คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จ�านวน ๑๓๗ หน่วยกิจและสูงสูดคือ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๑๔๘ หน่วยกิต ส่วนใหญ่สอนคณิตศาสตร์และสถิติเพียงบางวิชา
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และ เกษตรศาสตร์สอนสูงสุด ๖ หน่วยกิต ส่วนทางด้านจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และรามค�าแหงสอน เพียง ๓ หน่วยกิต ทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิ

ราชไม่สอนเลยยิ่งกว่าน้นหลักสูตรยังก�าหนดวิชาทาง วิทยาศาสตร์เอาไว้น้อยมากมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์สอน ๕ หน่วยกิต มหาวิทยาลัยสงขลาและสุโขทัยธรรมาธิราชสอน ๖ หน่วยกิต ส่วน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยรามค�าแหงเรียน ๓ หน่วยกิต
ทางด้านการศึกษาท่วไป ได้แก่ ภาษาและมนุษยศาสตร์น้น มหาวิทยาลัยรามค�าแหงและ



เกษตรศาสตร์สอนมากกว่ามหาวิทยาลัยอ่น ส�าหรับวิชาทางสังคมศาสตร์ท่สอนทุกมหาวิทยาลัย

ได้แก่ สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ จิตวิทยา กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การเมืองการปกครองไทย พฤติกรรม
ศาสตร์ เบื้องต้น ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเบื้องต้น
ส่วนทางด้านวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (ดูตารางที่ ๔.๑) มหาวิทยาลัยรามค�าแหงก�าหนดให้
เรียนวิชารัฐประศาสนศาสตร์เพียง ๒๔ หน่วยกิต มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ก�าหนดให้เรียน ๓๒
หน่วยกิต ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นให้เรียนมากว่านั้น เช่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและสงขลา
นครินทร์ให้เรียน ๘๔ หน่วยกิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้เรียน ๗๓ หน่วยกิต และมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ให้เรียน ๔๕ หน่วยกิต ในแง่ความช�านาญเฉพาะด้าน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแบ่งออก
เป็น ๒ สาขา ปัจจุบันหกลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระดับปริญญาตร ี
จัดให้เป็นวิชาเลือกมี ๓ กลุ่ม คือ (๑) การบริหารงานบคุคล (๒) การบริหารงานคลัง และ (๓) นโยบาย
และการวางแผนการบริการงานบุคคลของรัฐและการบริหารการคลังสาธารณะ แม้สาขาท้งสองน ้ ี

จะเป็นวิชาหลักแต่ก็มีประโยชน์ต่อการเลือกหางานทั้งภาครัฐและเอกชน

อุทัย เลาหวิเชียร วิเคราะห์ต่อว่ามหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งที่แบ่งรัฐประศาสนศาสตร์ เป็น
สาขา คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยแบ่งเป็น ๓ สาขา คือ การบริหารทั่วไป การจัดการ

รัฐบาล และการปกครองท้องถ่นและการบริหาร ส�าหรับสาขาการบริหารทั่วไปกับการจัดการรัฐบาล
ยากที่จะแยกออกจากกันได้ เพราะมีลักษณะที่เป็นการศึกษาทั่วไป มีหลายวิชาที่ปรากฏอยู่ทั้งสอง



สาขา เช่น องค์การและการบรหาร พฤตกรรมมนุษย์ในองค์การ กฎหมายปกครอง การประเมน
โครงการ การพัฒนาบุคคล ระบบงบประมาณ ส่วนท่แตกต่างกันมีเพียงสาขาการจัดการรัฐบาล

ก�าหนดให้เรียนวิชา เฉพาะมากว่า เช่น การบริหารการศึกษา การบริหารงานสาธารณสุข การบริหาร
งานสหกรณ์และการ บริหารงานต�ารวจ เน้อหาท่ให้เรียนน้ก็เพ่อให้นักศึกษามีโอกาสหางานในหน่วย





งานหลัก นอกจากน้น ยังสามารถตอบสนองต่อนักศึกษาท่สนใจการพัฒนาภูมิภาค ซ่งเป็นสาขา


ส�าคัญของการบริหารการพัฒนาส่วนการปกครองท้องถ่นและการบริหารก็เป็นสาขาท่มุ่งเตรียม


นักศึกษาเพื่อท�างานในองค์กร ปกครองท้องถิ่นและต�าแหน่งอื่น ๆ ในกระทรวงมหาดไทย อันที่จริง
สาขาการปกครองท้องถิ่นและการบริหารเป็นสาขาที่ส�าคัญมาก

�������������������.indd 92 11/23/19 1:35 PM

93
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์



ตารางที ๔.๑ หลกสูตรปรญญาตรทางรฐประศาสนศาสตรในประเทศไทย (จานวนหนวยกิต)







จฬ. มธ. มร. มสธ. มก. มอ.
วิชาทางรัฐประศาสนศาสตร์
– รัฐประศาสนศาสตร์ทั่วไป ๔๐ ๓๐ – ๔๕ ๗ ๖๐

– อาณาบรเิวณท่เน้นภายใน ๒๔ ๑๕ ๒๔ ๓๐ – ๒๔
รัฐประศาสนศาสตร์
– วิชาเลือกทางรัฐประศาสนศาสตร์ ๙ – – ๙ ๒๕ –

รวม ๗๓ ๔๕ ๒๔ ๘๔ ๓๒ ๘๔
วิชาอื่น

– การศึกษาทั่วไป ๑๘ ๒๔ ๔๖ ๒๗ ๕๐ ๕๐
– สังคมศาสตร์ ๓๖ ๖๓ ๔๘ ๒๑ ๓๓ ๑๘

– คณิตศาสตร์และสถิติิ ๓ ๓ ๓ ๖ ๖ –
– วิทยาศาสตร์ ๓ ๕ ๓ ๖ ๖ ๖

– วิชาเลือกอิสระ ๘ – ๑๕ – ๒๑ ๑๘
รวมวิชาอื่น ๖๘ ๙๕ ๑๑๕ ๖๐ ๑๑๖ ๙๒

รวมทั้งหมด ๑๔๑ ๑๔๐ ๑๓๙ ๑๔๔ ๑๔๘ ๑๗๖

๒ Uthai Laohavichien, “Esucation for public adminidtration in Thailand,”in Ledivina V.
Carino, ed., Public education management in Asia and the Pacific (Manila:Philippines Indtitute for
Development Studies, 1991),p. 327.

�������������������.indd 93 11/23/19 1:35 PM

94
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์


เม่อเทียบกับมหาวิทยาลัยสุโขททัยธรรมธิราช นักศึกษาต้องเลือกเรียน ๒๔ หน่วยกิต

จากสาขาท่สนใจ คือ การบริหารงานบุคคล การปกครองท้องถ่นและการพัฒนาชนบทและการบริหาร




ท่วไป ดังน้น เม่อเทียบกันระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราชและสงขลานครินทร์ แล้ว
เห็นชัดว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเน้นเครื่องมือและเทคนิค (Nuts and Bolts) และต้องการฝก

นักศึกษาให้ท�างานเป็นเจ้าหน้าท่หรือผู้เช่ยวชาญ ขณะท่สงขลานครินทร์สนใจเน้อหาวิชาเฉพาะและ




ต้งใจฝกฝนนักศึกษาเข้าท�างานในงานหลัก ขณะท่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเน้นท้งเทคนิค



และเน้อหาวิชาเฉพาะ ข้นอยู่กับการเลือกสาขาของนักศึกษา เม่อเทียบระหว่างมหาวิทยาลัย


ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์และรามค�าแหงแล้ว มีจุดอ่อนตรงขาดจุดเน้นจองสาขา เช่น รามค�าแหง
ให้เรียนกว้างเกินไป คือ เรียนต้งแต่ทฤษฎีองค์การไปจนถึงการบริหารรัฐวิสาหกิจ และต้งแต่เทคโนโลย ี



การบริหาร ไปจนถึงการบริหารงานต�ารวจ เน่องจากรามค�าแหงไม่มีหลักสูตรพ้นฐานทาง


รัฐประศาสนศาสตร์ เหมือนมหาวิทยาลัยอ่น อุทัย เลาหวิเชียรจึงลงความเห็นว่าหลักสูตร
รัฐประศาสนศาสตร์ของ รามค�าแหงน่าจะอ่อนที่สุด
แม้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก�าหนดให้เรียนเฉพาะเพียง ๑๕ หน่วยกิต แต่ทางปฏิบัต ิ

นักศึกษาต้องเรียนวิชารัฐประศาสนศาสตร์ท่วไป ๓๐ หน่วยกิต ท�าให้โครงสร้างหลักสูตรของ
ธรรมศาสตร์ดีกว่ารามค�าแหง ท�านองเดียวกัน แม้ว่าเกษตรศาสตร์ก�าหนดให้เรียนวิชารัฐประศาสนศาสตร์








เพยง ๗ หน่วยกต ทางปฏบตนกศกษากสามารถเลอกวชารฐประศาสนศาสตร์เป็นวชาเลอกได้





อีก ๒๕ หน่วยกิต

ตามท่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ วิชาคณิตศาสตร์และสถิติในระดับปริญญาตรีจดให้เรยน



น้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ตามจริงผู้ท่สมัครเรียนปริญญาโททาง
รัฐประศาสนศาสตร์ส่วนมากก็เพื่อต้องการเรียนวิชาเอกวิทยาการจัดการ



ภาพรวมของโครงสร้างหลักสตร โดยเฉพาะมหาวทยาลัยสงขลานครนทร์อย่ในอนดับหนง




ตามมาด้วยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์และรามค�าแหง
ตามล�าดับ เหตุท่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อยู่ในอันดับหน่งเพราะหลักสูตรลงตัวมากท่สุดระหว่าง



หมวดการศึกษาทั่วไป สังคมศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ วิชาเลือก คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์



หลักสูตรของรามค�าแหงอ่อนท่สุด เพราะให้น้าหนักกับหมวดวิชาศึกษาท่วไปและสังคมศาสตร์ และ
อ่อนในด้านรัฐประศาสนศาสตร์ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์กับธรรมศาสตร์มีความ

แตกต่างกันตรงจุดท่ุฬาลงกรณ์ก�าหนดให้เรียนรัฐประศาสนศาสตร์ (๗๓ หน่วยกิต) มากกว่า
ธรรมศาสตร์เกือบสองเท่า (๔๕ หน่วยกิต) ส่วนเกษตรศาสตร์ก�าหนดให้เรียน รัฐประศาสนศาสตร์
๓๒ หน่วยกิตยังน้อยกว่าธรรมศาสตร์อีก สรุปว่าสงขลานครินทร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งสู่
ความเป็นวิชาชีพ แม้ว่าจุฬาลงกรณ์จะเข้าใกล้กับรัฐศาสตร์มากกว่า ขณะที่สงขลานครินทร์มองรัฐ
ประศาสนศาสตร์ในแง่ของแนวทางการจัดการที่ไม่แยกภาค Generic Approach หลักสูตรที่คล้าย

กบสงขลานครนทร์มาก คอ มหาวทยาลยสโขทยธรรมาธราช ส่วนมหาวทยาลยธรรมศาสตร์









เกษตรศาสตร์และรามค�าแหงมองรัฐประศาสนศาสตร์ในแง่ของศิลปศาสตร์ตามแนวการศึกษาด้งเดิม

�������������������.indd 94 11/23/19 1:35 PM

READ  ขนลุก! คอมเมนต์ชาวเอเชีย ความคล้ายกันของภาษาไทยและ สันสกฤต Asian comments Similarity of Thai and San | คําสันสกฤต

95
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์


นักศึกษาต้องใช้เวลาเรียนวิชาศิลปะศาสตร์และสังคมศาสตร์มาก ในสังคมศาสตร์ท่เน้น คือ รัฐศาสตร์


หากนกศกษาตองการศกษาตอระดบบณฑตศกษาทางดานรฐประศาสนศาสตรกจะไมเกดความแตกตาง














แต่ถ้านักศึกษาต้องการศึกษาต่อทางรัฐศาสตร์ การศึกษาระดับปริญญาตรีของธรรมศาสตร์
เกษตรศาสตร์และรามค�าแหงจะให้พ้นท่ฐานดีกว่า แต่ส�าหรับนักศึกษาท่ต้องการท�างานภาครัฐหรือ



ธุรกิจ หลักสูตรของสงขลานครินทร์และจุฬาลงกรณ์จะดีกว่าธรรมศาสตร์เกษตรศาสตร์หรือรามค�าแหง
๒. ระดับบัณฑิตศึกษา
หลักสูตรบัณฑิตศึกษามี ๒ ระดับ คือ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต และหลักสูตร






ดษฎบณฑิตทางการบรหารการพฒนา หมายถงเฉพาะในเวลานน แต่ปจจบนหลักสตรปรญญาโท







และปรญิญาเอกทางรัฐประศาสนศาสตร์เปิดอยู่หลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยรามค�าแหง มหาวิทยาลัย
ราชภัฎสาวนดุสิต มหาวิทยาลยับูรพา มหาวทิยาลัย อุบลราชธานี หรือแม้แต่สถาบันพัฒนาบริหาร
ศาสตร์เอง ซ่งมีท้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาไทย หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มาหาบัณฑิตมีท ่ ี


สถาบันบัณฑิต พัฒน-บริหารศาตร์ มหาวิทาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตท่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาตร์เป็นปริญญา
วิชาชีพ (Professional Degree) มุ่งฝกอบรมนักศึกษาไปเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลง (Change

Agents) หรือนักบริหารการพัฒนา (Development Administrators) หลักสูตรท้งหมดมี ๔๕
หน่วยกิต ๒ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตมี ๒ แผน แผน ก. เน้นหนักทฤษฎีและระเบียบ
วิธีวิทยา เป้าหมายจริง ๆ เพื่อฝกอบรมนักศึกษาให้เป็นอาจารย์หรือนักวิจัย แผน ข. เน้นหนักความ
รู้และความสามารถในสาขาเฉพาะ แผน ข.มี ๗ สาขา คือ องค์การและการจัดการ การบริหารงาน
บุคคล การบริหารงานคลังสาธารณะ นโยบายสาธารณะและการบิหารโครงการ การพัฒนาเมือง
และการบริหาร การพัฒนาชนบทและการบริหาร และการบริหารงานต�ารวจ
โครงสร้างหลักสูตรดังกล่าว นักศึกษาต้องเรียนหมวดวิชาพื้นฐาน (Basic Courses) หมวด
วิชาแกน (Core Courses) หมวดวิชาเอก (Major Fields) และหมวดวิชาเลือก (Electives) นอกจากน ้ ี
นักศึกษาท่มีพ้นความรู้ทางภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ท่ยังไม่ดีพอต้องเรียนเพ่มโดยไม่นับหน่วยกิต







หมวดวิชาพ้นฐานออกแบบมาเพ่อให้นักศึกษามีความรู้เก่ยวกับบริบทของการบริหารและเป็น
พื้นฐาน ของการศึกษาวิชาแกน วิชาเอกและวิชาเลือกหมวดวิชาพื้นฐานประกอบด้วย
๑. การปฏิบัติการทางสถิติส�าหรับรัฐประศาสนศาสตร์
๒. ระบบสังคมและการเมืองไทย และ
๓. ระบบเศรษฐกิจไทย
หมวดวิชาแกนเป็นหลักสูตท่ให้นักศึกษาเข้าใจสภาพรวมของสาขาวิชา ประกอบด้วยวิชา

ต่าง ๆ คือ

�������������������.indd 95 11/23/19 1:35 PM

96
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๑. ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์

๒. ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์
๓. องค์การและการจัดการ
๔. การบริหารงานบุคคลภาครัฐ

๕. การบริหารงานคลังสาธารณะ และ
๖. นโยบายสาธารณะและการวางแผน

นักศึกษาสามารถเลือกสาขาเฉพาะจากสาขาต่าง ๆ ๗ สาขาคือ
๑. องค์การและการจัดการ

๒. การบริหารงานบุคคล
๓. การบริหารงานคลังสาธารณะ

๔. นโยบายสาธารณะและการบริหารโครงการ
๕. การพัฒนาเมืองปละการบริหาร

๖. การพัฒนาชนบทและการบิหาร และ
๗. การบริหารงานต�ารวจ



ย่งกว่าน้น นักศึกษาแผน ก. ต้องเสนอวิทยานิพนธ์ แผน ข. แม้เป็นแผนท่ไม่ต้องท�าวิทยานิพนธ์

แต่นักศึกษาเลือกท�าวิทยานิพนธ์แทนการเรียนได้ ๙ หน่วยกิต นอกจากนี้แล้วนักศึกษาทุกคนต้อง
ผ่านการสอบข้อเขียนพิสดาร

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตท่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นภาคนอกเวลา ปกต ิ


เรียนหลังเลิกงานและวันเสาร์ หลักสูตรน้ตามจริงแล้วไม่สาขาวิชาเฉพาะ เป้าหมายก็เพ่อให้นักศึกษา
มีความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์อย่างกว้างๆ วิชาแกนได้แก่
๑. การออกแบบและเทคนิคการวิจัย

๒. การบริหารงานคลัง
๓. สัมมนาการบริหารเปรียบเทียบและ

๔. ขอบข่ายและการบริหารการพัฒนา
นักศึกษาต้องเลือกเรียนวิชาเลือก ๖ หน่วยกิต หรือไม่ก็ ๑๕ หน่วยกิต และอาจเลือกเรียน
แทนได้ นักศึกษาทุกคนต้องสอบข้อเขียนพิสดาร

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี ๒ แบบ คือ เรียน
ปกติกับภาคค่า หลักสูตรปกติรับนักศึกษาธรรมดา ส่วนภาคค�่ารับผู้มีประสบการณ์ในการท�างาน

นักศึกษาต้องลงเรียนวิชาแกน ๒๑ หน่วยกิต วิชาเลือก ๑๕ หน่วยกิตและท�าวิทยานิพนธ์ ๑๒หน่วยกิต
นอกจากนี้นักศึกษาทุกคนต้องสอบผ่านการสอบข้อเขียนพิสดาร หมวดวิชาแกน ประกอบด้วย

�������������������.indd 96 11/23/19 1:35 PM

97
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๑. ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์

๒. องค์การและการจัดการ
๓. การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ
๔. ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์

๕. การวิเคราะห์ข้อมูลทางรัฐประศาสนศาสตร์
๖. การบริหารงานบุคคลภาครัฐ และ

๗. การบริหารงานคลังสาธารณะ
นักศึกษาต้องเลือกวิชาเลือกอีก ๑๕ หน่วยกิตจากกลุ่มวิชา ๓ กลุ่ม คือ รัฐประศาสนศาสตร์
เทคนิตการจัดการและรัฐประศาสน ศาสตร์ไทย วิชาแกนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครอบคลุม


รัฐประศาสนศาสตร์ท้งหมดจัดให้ท้งความรู้ หลักและระเบียบวิธีวิจัย ซ่งเพียงพอต่อการท�าวิจัยและ


การศึกษาอิสระ วิชาแกนของจุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัยคล้ายกันมากกับวิชาแกนของสถาบันบัณฑิต

พัฒนาบริหารศาสตร์ส่วนวิชาเลือก นักศึกษา เลือกได้ท้งเป็นกลุ่มและกระจายให้ครบ ๑๕ หน่วยกิต
หลักสูตรจึงมีข้อดีท่ยืดหยุ่นต่อการเตรียมตัวเป็น ผู้เช่ยวชาญเฉพาะสาขาหรือเป็นผู้รอบรู้เร่องท่วไป




ข้อดีอีกอย่าง คือ เน้นการจัดหลักสูตรและท�า วิทยานิพนธ์ตามบริบทของสังคมไทย จึงเหมาะกับคน
ที่เตรียมเป็นอาจารย์และนักวิจัย ส่วนข้อจ�ากัด อยู่ตรงที่มีเทคนิคและเนื้อหาวิชาเฉพาะน้อยเกินไป

นอกจากน้เวลาท�าวิทยานิพนธ์ก็อาจขาดความ เช่อมโยงระหว่างความเป็นวิชาชีพกับการปฏิบัติ การ


สร้างองค์ความรู้และการน�าไปใช้ในการท�างานมีความแตกต่างกันยากท่จะมีหลักสูตรใดท�าได้ครอบคลุม
ท้งสองด้านแต่โดยรวมแล้วหลักสูตรปริญญาโทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ดีกว่ามหาวิทยาลัยท ี ่

กล่าวมา (ดูสรุปการเปรียบเทียบหลักสูตร ปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์ระหว่างสถาบันบัณฑิต
พัฒนาบริหารศาสตร์กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ในตารางที่ ๔.๒)
นอกจากการสอนรัฐประศาสนศาสตร์ระดับปริญญาโทแล้ว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร



ศาสตรยังเปิดปริญญาเอกสาชาการบริหารการพัฒนาเป็นแห่งแรกในประเทศไทย วัตถประสงค์หลก
ของหลักสูตรนี้มี ๔ ข้อ คือ
๑. เพื่อสะสมองค์ความรู้ทางด้านการบริหารการพัฒนา

๒. เพื่อฝกอบรมอาจารย์ในการสอนการบริหารการพัฒนาและ รัฐประศาสนศาสตร์
๓. เพื่อเผยแพร่ความรู้การบริหารการพัฒนาแก่ข้าราชการในหน่วยงานพัฒนา
หลักสูตรดังกล่าวก�าหนดวิชาแกน ๙ หน่วยกิต วิชาระเบียบวิธีวิทยา ๙ หน่วยกิต และวิชา


เลอก ๖ หน่วยกิต วิชาเฉพาะ ๒๗ หน่วยกิตและวิทยานิพนธ์ ๓๐ หน่วยกต รวม ๘๑ หน่วกต นักศึกษา


ต้องสอบการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนและสอบวัดคุณสมบัติหลังเรียน

�������������������.indd 97 11/23/19 1:35 PM

98
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

ตารางที่ ๔.๒ เปรียบเทียบหลักสูตรปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์ของสถาบันบัณฑิต
พัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๓

หมวดวิชา NIDA ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
แผน ก. แผน ข.

หมวดวิชาพื้นฐาน ๖-๙ ๖-๙ – –
หมวดวิชาเสริมพื้นฐาน ไม่นับหน่วยกิต ไม่นับหน่วยกิต – –

หมวดวิชาแกน ๒๑ ๒๑ ๑๒ ๒๑
หมวดวิชาเอก – ๖-๙ – –

หมวดวิชาเลือกอิสระ ๙ – ๙ –
หมวดวิชาเลือก – – ๖ หรือ ๑๕ ๑๕

สอบข้อเขียนพิสดาร บังคับ บังคับ บังคับ บังคับ
หมวดวิชาแกน – – ๓ –

ทางรัฐศาสตร์
วิทยานิพนธ์ บังคับ (๙) เลือก (๙) เลือก (๙) สามารถ บังคับ
เลือกเรียนวิชา

ระดับ ๗๐๐ แทน
สอบปากเปล่า บังคับ บังคับ – –

วิชาแกน ๙ หน่วยกิต เลือกเรียนจากวิชาต่าง ๆ ได้แก่
๑. ทฤษฎีและแนวคิดในการพัฒนา

๒. การพัฒนาในประเทศไทย
๓. การศึกษาเปรียบเทียบตัวแบบการพัฒนา

๔. สังคมวิทยาการเปลี่ยนแปลง
๕. การบริหารการพัฒนา
วิชาทางด้านระเบียบวิธีวิทยา ได้แก่
๑. การวิเคราะห์ข้อมูล

๒. การสร้างมาตรวัด และ
๓. สัมมนาวิจัยสังคมศาสตร์

๓ Uthai Laohavichien, “Esucation for public adminidtration in Thailand,”in Ledivina V.
Carino, ed., Public education management in Asia and the Pacific (Manila:Philippines Indtitute for
Development Studies, 1991),p. 333.

�������������������.indd 98 11/23/19 1:35 PM

99
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

นักศึกษาทุกคนต้องเลือกเรียนวิชาเฉพาะ ๓ กลุ่ม จาก ๔ กลุ่ม รวม ๒๗ หน่วยกิต คือ กลุ่ม
วิชานโยบายสาธารณะ การพัฒนาชนบทและการบริหาร การบริหารการพัฒนาเมือง และการพัฒนา
ระบบบริหาร




การศึกษาในสาขารัฐศาสตร์น้น เร่มข้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




โดยทรงจัดต้ง “โรงเรียนฝกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน” ข้น เพ่อฝกหัดนักเรียนให้รับ การศึกษาเพ่อ
เข้ารับราชการตามกระทรวงต่าง ๆ ต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์ทรงสถาปนา “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ขึ้น โดย “คณะรัฐประศาสนศาสตร์” เป็น ๑ ใน




๔ คณะแรกต้งของมหาวิทยาลัย หลังจากน้น ได้เปล่ยนช่อเป็น “คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์”


และโอนไปสังกัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองและในท่สุดก็กลับมาจัดต้งใหม่อีกคร้งใน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในป พ.ศ. ๒๔๙๑ หลังจากน้น สาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์


ก็ได้เปิดสอนในหลายมหาวิทยาลัย ดังต่อไปน้ (นับเฉพาะหลักสูตรปริญญาตรี ข้อมูล ณ วันท่ ๑

มีนาคม ๒๕๕๖)
มหาวิทยาลัยของรัฐในภาพรวมแล้วน้นการเรียนการสอนรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ


และมหาวิทยาลัยในก�ากับของรัฐท่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยราชภัฎ การเรียนการสอนรัฐศาสตร์
และรัฐประศาสนศาสตร์มักเปิดในคณะรัฐศาสตร์ หรือคณะสังคมศาสตร์ หรือคณะรัฐศาสตร์

และรัฐประศาสนศาสตร์ และจากภาพรวมแล้วมหาวิทยาลัยท่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครนคร
และ มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นมานาน จะมีการเรียนการสอนทั้งรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์

ส่วน มหาวิทยาลัยในเขตภูมิภาค หรือมหาวิทยาลัยท่ก่อต้งใหม่มักมีการเรียนการสอนแต่ด้าน

รัฐประศาสน ศาสตร์ ปัจจุบัน ภายในการศึกษาด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์นั้น ได้มีการ





แยกสาขาวิชาท่ ศึกษาให้หลากหลายและครอบคลุมย่งข้น จึงมีหลักสูตรต่างๆ ท่เก่ยวข้องเกิดข้น

ภายในคณะรัฐศาสตร์ ขึ้นเป็นอย่างมาก เช่น การบริหารงานยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น เป็นต้น
มหาวิทยาลัยราชภัฎจะไม่มีความแตกต่างหลากหลายในการจัดการเรียนการสอน กล่าวคือมีเพียง
แต่ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ท่เป็นสาขาในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปัจจุบันมี มหาวิทยาลัย

ราชภัฎเพียง ๘ มหาวิทยาลัยเท่าน้นท่มีการเรียนการสอนรัฐศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎในภาค


เหนือ ๒ มหาวิทยาลัย ภาคอีสาน ๓ มหาวิทยาลัย และภาคกลาง ๓ มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเอกชนมีการเรียนการสอนรัฐศาสตร์เพียง ๓ มหาวิทยาลัย นอกจากน้น


มีการเรียนการสอนรัฐประศาสนศาสตร์ ท่น่าสนใจคือมหาวิทยาลัยเอกชนมักมีคณะ
รัฐศาสตร์ แต่กลับไม่มี การเรียนการสอนด้านรัฐศาสตร์ แต่กลับมีการเรียนการสอนในวิชา
รัฐประศาสนศาสตร์แทน

�������������������.indd 99 11/23/19 1:35 PM

100
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๔.๓ วิธีการสอนรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย

การสอนรฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยมีหลายวธี แต่ละวิธเหมาะกับระดบการศึกษา




ต่างกัน อุทัย เลาหวิเชียร ได้ศึกษาและวิเคราะห์วิธีสอนรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย สรุปได้
๔ วิธี คือ
๑) การบรรยาย (lecturing) เป็นวิธีการสอนท่เก่าแก่ท่สุด มีประโยชน์มากส�าหรับการศึกษา


ระดับปริญญาตรีในประเทศไทยท่ห้องเรียนค่อนข้างใหญ่ มีจ�านวนตามเกณฑ์ ๑๐๐-๒๐๐ คน ส�าหรับ

มหาวิทยาลัยรามค�าแหงมีนักศึกษามากกว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๑๐-๒๐ เท่า ตามจริงอาจารย์มีโอกาส
เลือกวิธีการสอนไม่มาก เพราะขนาดห้องเรียนเป็นตัวก�าหนด แต่อย่างไรก็ตาม การบรรยายเหมาะ
สมกับวิชาระดับต้น ๆ
โมลิเตอร์ (Molitor) อธิบายว่าวิธีบรรยายเป็นวิธีที่รอบคลุม เป็นระบบ ให้ความคิดเบื้อง
ต้น ซึ่งจ�าเป็นแก่นักศึกษาที่จะรับเอาไปใช้กับการท�างาน การอ่านและการสัมมนา วิธีบรรยายเป็น


วิธีท่ใช้สอนทางรัฐประศาสนศาสตร์มานาน อาจเป็นเพราะมีนักศึกษามาก งบประมาณน้อยและอาจ
ปรับเปลยนยาก นอกจากน้อาจเป็นเพราะอาจารย์ชอบสอนตามตาราซงเป็นสงทหายากในประเทศไทย











การจดบันทึกเพ่อใช้แทนต�าราจึงจ�าเป็น เพราะท้งอาจารย์และนักศึกษาหาเอกสารต�าราไม่ค่อยได้


มาก ถึงกระน้น อาจารย์ก็ผลิตเอกสารของตน โดยเฉพาะหลักสูตรระยะสั้นท่เป็นการปฏิบัติและ



ระดับบัณฑิตศึกษาท่มีการสรุปเน้อหาการสอน ช่วงระยะเวลาท่สอนน้น มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ม ี



การแลกเปล่ยนกันระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ โดยท้งช่วงไว้ส�าหรับการตอบค�าถาม เว้นแต่ท ่ ี



รามค�าแหงซ่งสอนทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะการสอนวิชาแกน ซ่งท�าในรูปการส่อสารทางเดียว

อุทัย เลาหวิเชียร อธิบายอีกว่าจากการสัมภาษณ์อาจารย์ เห็นตรงกันว่าการบรรยายเป็น







ส่งท่หลีกเล่ยงไม่ได้ส�าหรับหมวดวิชาพ้นฐานท่สอนนักศึกษาเข้าใหม่และนักศึกษาปสองช่วงท่เร่มต้น
นี้ ปกตินักศึกษาจะไม่มีพื้นฐานในวิชาที่สอนเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ต้องช่วยอย่างมาก ฉะนั้น
ไม่มีวิธีอื่นที่สามารถทดแทนการบรรยายได้ นอกจากนี้ อาจารย์หลายคนยังแสดงความเห็นว่าการ




บรรยายเป็นวิธีท่มีประโยชน์มากท่สุดในการสอนท่เก่ยวกับเคร่องมือเทคนิคและเทคโนโลยี เช่น การ

ออกแบบองค์การ การพัฒนาองค์การ สถิติ เทคนิคเชิงปริมาณระเบียบวิธีวิจัย การวิเคราะห์นโยบาย

การสอนวิชาเหล่าน้อันท่จริงต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาในการบรรยายและถาม











คาถาม อาจารยบางคนอธิบายว่าการบรรยายเทาทตนสงเกตนนอาจทาใหจืดชดและนาเบอ หากวา







อาจารย์สอนเหมือนอ่านหนังสือ กรณีน้นักศึกษาอาจไม่หวังอะไรจากการบรรยายซ่งในท่สุดอาจ

ท�าให้เขาไม่เข้าห้องเรียน แต่อาจารย์ส่วนใหญ่เห็นว่านักศึกษาชอบการบรรยายเพราะต่างไปจาก
ต�าราหรือเป็นการบรรยายเสริมต�ารา













ระดบบณฑตศกษาจะใช้วธบรรยายน้อยลง ทสถาบนบณฑตพฒนบรหารศาสตร์ช่วงการ


บรรยายจะมีเฉพาะการสอนหมวดวิชาพ้นฐาน เพราะท่จริงแล้วไม่จ�าเป็นต้องบรรยาย เน่องจาก



ห้องเรียนมาขนาดเล็ก การสอนโดยท่วไปนักศึกษาสามารถถามข้นมาเม่อใดก็ได้จึงเป็นการอภิปราย


มากว่า ท�านองเดียวกัน ท่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้องเรยนระดับมหาบณฑิตศกษายงเล็กกว่าอีก





�������������������.indd 100 11/23/19 1:35 PM

101
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์


การสอนจึงเต็มไปด้วยการอภิปรายเท่าท่สัมภาษณ์อาจารย์ ส่วนใหญ่แล้วเห็นตรงกันว่าใช้การบรรยาย
ทั้งหมดไม่ได้ เพราะไม่ให้โอกาสนักศึกษาคิดด้วยตัวเองและมีส่วนร่วมในการเรียน อาจารย์บางคน
เห็นว่าการบรรยายไม่เพียงจืดชืด บ่อยทีเดียวที่ไม่สอดคล้องกับโลกของความเป็นจริง อาจารย์ท่าน
หนึ่งเขียนวิจารณ์ว่าการบรรยายมักมีแต่ทฤษฎี หรือไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ เนื้อหาเหล่านี้เพียงแค่ดู



ในต�าราก็จะเห็น เม่อมองระดับบัณฑิตศึกษา อาจารย์บางท่านเห็นว่าควรเลิกวิธีบรรยายท้งหมด
เพราะปลูกฝังนักศึกษาให้มีนิสัยฟังและจดอย่างเดียวแทนที่จะคิดและโต้ตอบในการเรียน
๒) การบรรยายและการอภิปราย (lecturing and discussion) อาจารย์หลายท่านใช้วิธี
อภิปรายผสมกับการบรรยาย โดยเฉพาะการเรียนปริญญาตรีในช้นปหลัง ๆ และระดับบัณฑิตศึกษา









ผ้สนจะบรรยายและกระต้นนกศกษาให้ถามและนาไปส่การอภปราย โดยเฉพาะทจฬาลงกรณ์



มหาวิทยาลัย ชั้นปสูงๆ นักศึกษาค่อนข้างน้อย จึงใช้การบรรยายและอภิปรายกันมาก ระดับบัณฑิต
ศึกษาท่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปกติอาจารย์บรรยายเพียง

ส่วนน้อย เวลาส่วนใหญ่เป็นการอภิปราย โดยการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ บางครั้ง
อาจารย์มอบหมายให้ไปอ่านหนังสือก่อน นักศึกษาต้องอ่านก่อนเข้าชั้น จากนั้นผู้สอนจะตั้งค�าถาม
เพ่อการอภิปราย และจบด้วยการสรุปประมาณ ๑๐-๑๕ นาที อุทัย เลาหวิเชียร เขียนว่าจาก


ประสบการณ์ของท่าน วิธีน้มีประโยชน์มากในระดับบัณฑิตศึกษาและจะได้ประโยชน์มากหาก











นกศกษาสวนใหญมความสามารถสง แตจะใชไมไดผลหากวานกศกษาไมอานมากอน อาจารยหลาย








ท่านให้สัมภาษณ์ว่าความส�าเร็จของวิธีน้ข้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้สอนในการน�าอภิปราย ผู้สอน


ทมประสบการณ์จะร้วธกระต้นให้เกดการอภปราย ควบคมนกศกษาพยายามครอบงาคนอน และ













เวลาเดียวกันก็รู้จักกระตุ้นให้นักศึกษาที่ไม่กล้าพูดได้แดงออก อาจารย์หลายท่านอธิบายว่าวิธีนี้จะ





ใช้กบวชาทมทฤษฎและแนวคด ซงต้องการให้เกดการอภปรายเพือประยกต์เข้ากบความเป็นจรง










อย่างไรก็ตาม วิธีน้ใช้ไม่ได้กับการสอนสถิติ การประเมินผลโครงการ การประเมินผลบุคคล ซ่งเหมาะ


กับการบรรยายมากกว่า

๓) การสัมมนา (seminars) เป็นวิธีท่มีประโยชน์มากส�าหรับห้องเรียนท่มีนักศึกษาจ�ากัด

โมลิเตอร์ ให้ความเห็นว่าเป้าหมายหลักของการสัมมนา คือ การแก้ปัญหาระบบการสอนท่นักศึกษา


เป็นฝายฟังฝายเดียว หรือสอนแต่ทฤษฎีและส่งท่เป็นนามธรรมอย่างเดียว การสัมมนาต้องการให้

นักศึกษาแสดงออกและสัมผัสกับความเป็นจริง การสัมมนาไม่ค่อยได้ใช้ในการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์
ระดับปริญญาตรี นิยมใช้กันมากในระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์และ
ธรรมศาสตร์ ส่วนใหญ่ก�าหนดหัวข้อสัมมนาให้นักศึกษาตั้งแต่ต้นเทอม นักศึกษาต้องอ่านงานตาม
หัวข้อสัมมนาและน�าเสนอต่อหน้าชั้นเพื่ออภิปราย ลีเมนส์ (Leemans) อธิบายว่า การสัมมนาควร
มาจากความคิดท่ต้องการจัดความรู้ตามหัวข้อท่ก�าหนดและนักศึกษามีความสามารถรวบรวมข้อมูล


สร้างความคิดและโต้เถียงเชิงวิชาการในหัวข้อดังกล่าว ความส�าเร็จของการสัมมนาขึ้นอยู่กับความ
สามารถของนักศึกษา ทว่า อาจารย์ไทยเห็นว่าไม่เหมาะกับระดับปริญญาตรี ตามธรรมดานักศึกษา



จะลงทะเบยน ๑๘-๒๑ หน่วยกต ซงไม่มีทางทจะทาวิจยและน�าผลงานมาเสนอในการสมมนาได้






�������������������.indd 101 11/23/19 1:35 PM

102
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

ที่ส�าคัญกว่านั้น คือ นักศึกษาไทยไม่คุ้นเคยกับการมีส่วนร่วมในการเรียน แม้ว่าจะรู้เรื่องที่เรียนเป็น
อย่างดีก็ตาม ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงใช้การสัมมนาในการสอนระดับปริญญาตรี เว้นแต่มีบางวิชาที่
จุฬาลงกรณ์และรามค�าแหง แม้รามค�าแหงเป็นมหาวิทยาลัยเปิด แต่ก็สามารถจ�ากัดการลงทะเบียน
เรียนรายวิชาสัมมนาได้ อาจารย์ผู้สอนให้สัมภาษณ์ว่านักศึกษาคงเห็นประโยชน์จากการสัมมนาตรง


ท่กระตุ้นให้เขารู้จักคิดและถกเถียงอย่างมีเหตุผล นักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าเขาได้เรียนรู้อะไรมาก
จากการสัมมนา หากว่าเขามีความรู้จากการบรรยายพอแล้ว การสัมมนาจะช่วยให้เขาโต้ตอบและ
แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน

๔) กรณีศึกษา (case studies) เป็นวิธีท่ได้รับการเสนอแนะให้ใช้สอนมากท่สุดในทาง

รัฐประศาสนศาสตร์ มอลิเตอร์ เห็นว่ากรณีศึกษาควรมีเหตุการณ์ สถานการณ์และกรณีการบริหาร



ต่าง ๆ ให้มากท่สุด ข้อเท็จจรงเหล่านจะช่วยส่อให้นักศึกษาเข้าใจการบันทึกเร่องราวในรายละเอียด



อย่างไรก็ตาม จากการส�ารวจพบว่า ระดับปริญญาจรีไม่มีการใช้กรณีศึกษาและระดับบัณฑิตศึกษา



ก็ยังใช้น้อยมาก เพราะช้นเรียนระดับปริญญาตรีมีขนาดใหญ่ และปัญหาท่ใหญ่กว่าน้น คือ ขาด

วัตถุดิบท่จะน�ามาสร้างเป็นกรณีศึกษา กรณีศึกษาในประเทศไทยมีน้อยมาก จะมีก็เฉพาะผู้สอนรวม
กลุ่มกันสร้างขึ้น

วิธีท่กล่าวมาเป็นวิธีทีใช้สอนรัฐประศาสนศาสตร์อยู่ในประเทศไทย ส่วนวิธีที่ยังไม่ได้ใช้ ได้แก่
การแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) การมอบหมายให้กลุ่มจัดท�าโครงการ (Group Project
Assignments) งานภาคสนาม (Field Work) และการฝกงาน (Supervised Internships)





สาหรบการสื่อการสอน ระดบปรญญาตรีจะใช้ส่อการสอนเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะ



มหาวิทยาลัยรามค�าแหงและสุโขทัยธรรมาธิราช ซ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดท้งคู่ ย่งมหาวิทยาลัยสุโขทัย
ธรรมาธิราชมีทั้งต�าราและสื่อ เช่น โทรทัศน์ เทปและรายการวิทยุ ส่วนระดับบัณฑิตศึกษา งานที่
มอบให้อ่านมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นภาษาอังกฤษ แม้จะมีสื่อการสอนเป็นภาษาไทยอยู่บ้าง แต่




ก็มีเน้อหาเช่อมกับสากล โดยเฉพาะตะวันตกและสหรัฐอเมริกา ท้งน้เน่องจากวรรณกรรม





รัฐประศาสนศาสตรไทยหายาก ทฤษฎี แนวทาง ตัวแบบหรือต�าราหลัก ๆ สวนใหญอาศัยขอมูลจาก
สังคมไทยน้อยมาก

�������������������.indd 102 11/23/19 1:35 PM

103
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๔.๔ คุณลักษณะของนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ที่พึงประสงค์

อุทัย เลาหวิเชียร ได้แบ่ง คุณลักษณะของนักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ออกเป็น ๒ ระดับ

คือ ระดับปริญญาตรี และระดับ บัณฑิตศึกษา
ในระดับปริญญาตรี อุทัย เลาหวิเชียร เห็นว่า มีนักศึกษาอยู่ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มแรกกลุ่มนี้
ตามปกติมีน้อยมาก เป็นกลุ่มที่ตั้งใจศึกษาต่อระดับปริญญาโททาง รัฐประศาสนศาสตร์ ส่วนกลุ่ม



ท่สอง เป็นกลุ่มท่วางแผนท�างานภาครัฐหรือธุรกิจ กลุ่มหลังน้ต้องการปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์

เป็นเป้าหมาย (Terminal Degree) ดังน้น หลักสูตรช้นปริญญาตรีจึงควรเตรียมนักศึกษาให้มีความรู้ ทกษะ


ค่านิยมและพฤติกรรมที่เพียงพอต่อการท�างานเป็นผู้บริหารจากหลักคิดที่กล่าวนี้ อุทัย เลาหวิเชียร
เห็นว่า มหาวิทยาลัย ที่ผลิตคนได้ตามความต้องการของประเทศ คือ จุฬาลงกรณ์สงขลานครินทร์
และสุโขทัยธรรมาธิราช

ส่วนระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่อยากได้นักศึกษาท่มีประสบการณ์ในการ
ท�างานนอกจากนี้ มหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ต้องการนักศึกษา
ที่มีพื้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ทั้งนี้เป็นเพราะต้องการพัฒนานักวิชาชีพ
ให้มีความหลากหลาย มีโลกทัศน์กว้างขวาง สามารถท�างานและประสานงานร่วมกับผู้อ่น โดยอาศัย

พ้นฐานความรู้ทางด้านการบริหารไปผสมผสานกับความรู้เดิมของตน อีกท้งสร้างนวัตกรรมและ


ความรู้ ใหม่ ๆ ให้กับ รัฐประศาสนศาสตร์
รัฐประศาสนศาสตร์ เป็นศาสตร์ท่ว่าด้วยการบริหารรัฐกิจ ดังนั้นการเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์

ที่ดี จึงต้องเป็นนักบริหารที่ดีด้วย โดยจะต้องเป็นนักบริหารที่มีลักษณะเป็นมืออาชีพ

ค�าว่า“มืออาชีพ” ในภาษาอังกฤษตรงกับค�าว่า “Professional” หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญใน



วิชาชีพหรือมืออาชีพซ่งก็คือผู้ท่มีความช�านาญและเช่ยวชาญในอาชีพของตน มีความรอบรู้อย่างด ี


ในอาชีพของตน ในทางวิชาการผู้ท่มีความเช่ยวชาญในศาสตร์ของตนเรียกว่า “Professor” หรือใน
ภาษาไทยเรียกว่า “ศาสตราจารย์” การที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติ

หน้าท่ตามวิชาชีพของตนหรือตามอาชีพของตนอย่างไม่มีข้อผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องใดๆ หรือ


ปฏิบัติงานในต�าแหน่งหน้าท่น้นจนรู้เทคนิค วิธีการท�างานท่ดีท่สุด แต่ต้องค�านึงถึงหลักความถูกต้อง


กฎกติกาของสังคม หลักคุณธรรม หลักศีลธรรมอันดีในสังคมนั้นๆ เช่น อาชีพครู อาจารย์ มีการ
ก�าหนดเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพด้านการปฏิบัติงาน เช่น ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการ เก่ยวกับการ




พัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยค�านึงถึงผลท่จะเกิดข้นกับ ผู้เรียนมุ่งม่น


พัฒนาผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ดีแก่ผู้เรียน ร่วมมือกับผู้อ่นใน สถานศึกษา
และในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาและ สร้างโอกาส ให้ผู้เรียน
ได้เรียนรู้ได้ทุกสถานการณ์ เป็นต้น
๔ ( Esucation for public adminidtration in Thailand,”in Ledivina V. Carino, ed., Public
education management in Asia and the Pacific, p.343-345)

�������������������.indd 103 11/23/19 1:35 PM

104
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

อาชีพ แพทย์ มีการก�าหนดจรรยาบรรณระดับสากลที่เรียกว่า “ค�าปฏิญญาเจนีวา” ดังนี้
“ข้าพเจ้าจะอุทิศ ตนเพื่อให้บริการเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าจะเคารพครูบาอาจารย์

และ ระลึกถึง พระคุณของท่าน ข้าพเจ้าจะประกอบวิชาชีพด้วยความรับผิดชอบและค�านึงถึงศักด์ศร ี
ข้าพเจ้า จะ ค�านึงถึงสุขภาพของผู้ปวยเป็นข้อแรก ข้าพเจ้าจะรักษาความลับของผู้ปวยอย่างแน่วแน่

ข้าพเจ้าจะ ผดุงไว้ซึ่งเกียรติยศและธรรมเนียมที่ปฏิบัติตามแบบอย่างที่ดีของวิชาชีพ ข้าพเจ้าจะถือ
เพื่อนร่วม วิชาชีพ ประดุจพี่น้อง ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ศาสนา เชื้อชาติ พรรคการเมืองหรือกฎเกณฑ์

ของสังคม มาแทรกระหว่าง หน้าท่กับผู้ปวยข้าพเจ้าจะคงความเคารพนับถืออย่างสูงสุดต่อชีวิตมนุษย์
ตั้งแต่ ปฏิสนธิ แม้จะมีการคุกคาม ข้าพเจ้าจะไม่น�าความรู้ทางการแพทย์มาใช้ในทางที่ผิดต่อเพื่อน


มนุษย์ ข้าพเจ้าขอให้ปฏิญญาดังกล่าวข้างต้นน้อย่างจริงจัง เปิดเผยด้วยเกียรติของข้าพเจ้า” นอกจากน้ยง

มีวิชาชีพอื่นๆ อีก ที่ผู้ประกอบวิชาชีพนั้นต้องยึดถือ จรรยาบรรณหรือหลักในการประกอบวิชาชีพ
ของตน ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล วิศวกร นักสิ่งแวดล้อม โปรแกรมเมอร์ นักการเมือง นักวิจัย พ่อค้า
แม่ค้า เป็นต้น จากประเด็นที่ได้กล่าวถึงความเป็นมืออาชีพของวิชาชีพต่างๆ ผ่านจรรยาบรรณของ



แต่ละวิชาชีพท่ผู้เขียนได้ กล่าวอ้างถึงเปรียบให้เห็นว่านักบริหารมืออาชีพน้นก็ควรมีลักษณะท่ไม่

















แตกตางกน โดยประพจน แยม ทม ไดกลาวถงลกษณะของนกบรหารมออาชพวาตองเปนผใฝรู และ



มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้น�าการเปลี่ยนแปลง มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีความสามารถในการท�างานร่วมกับ
ผู้อื่นมีความรับผิดชอบต่อ ผลงาน (Accountability) เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีความกล้าหาญ
ทางจริยธรรม มีค่านิยมท่พึ่ง ประสงค์ มีจิตส�านึกเพ่อส่วนรวมและมีจิตใจประชาธิปไตย จรรยาบรรณ


วิชาชีพ องค์กรวิชาชีพและการมีส่วนร่วมในองค์กรวิชาชีพ พร้อมส�าหรับการพัฒนา สมรรถภาพและ
บุคลิกภาพของนักบริหารสมัยใหม่
นอกจากนี้ โจเซฟ เอ แรลิน (Raelin) ยังได้น�าเสนอลักษณะของการบริหารแบบมืออาชีพ
โดยอาจสรุปได้ดังนี้
๑) การบริหารต้องเชื่อมโยงเข้ากับแผนหรือนโยบายขององค์การ โดยแผนหรือนโยบายนั้น
ต้องมาจากการระดมความคิดของคนทั้งองค์การ ไม่ใช่มาจากผู้บริหารแต่เพียงฝาย เดียว โดยส่วน

ใหญ่มักจะได้ยินประโยคท่ว่า “เป็นนโยบายขององค์การ” ซ่งผู้ปฏิบัติงานอาจยังไม่รู้เลยว่าตนเอง

เข้าไปร่วมก�าหนดตอนไหน ซึ่งอาจท�าให้เกิดปัญหา ขึ้นมาได้ ดังนั้นผู้บริหารควรท�าความเข้าใจต่อ
นิยาม ของ “แผน” หรือ “นโยบาย” เสีย ใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและถือปฏิบัติโดยไม่ผิดพลาด
๒) การบริหารต้องท�าควบคู่ไปพร้อมกันระหว่างเป้าหมาย (Ends) และวิธีการ (Means) โดย
การมีส่วนร่วมและรับรู้ร่วมกันของคนในองค์การ
๓) ส่งเสริมการบริหารโดยวัตถุประสงค์ (Management by Objective : MBO) กล่าวคือ
ลดการบริหารแบบสายการบังคับบัญชาแต่เป็นการหันมาร่วมกันก�าหนดวัตถุประสงค์ หรือมาตรฐาน
ของงานแต่ละงานท้งในส่วนของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา เพ่อให้วัตถุประสงค์ของงาน



บรรลุร่วมกันเม่อวัตถุประสงค์ของงานบรรลุ วัตถุประสงค์ ขององค์การก็ย่อมบรรลุเช่นกัน (ต้องมอง
ความอยู่รอดขององค์การเป็นที่ตั้งหรือมา ก่อนความอยู่รอดของต�าแหน่ง)

�������������������.indd 104 11/23/19 1:35 PM

105
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๔) เน้นการกระจายอ�านาจ (Decentralization) ซ่งเป็นการสนับสนุนการลดการบริหาร

แบบสายการบังคับบัญชา ควรใช้หลักการควบคุมแบบอ่อนนุ่มบ้าง

๕) เน้นการเพ่มคุณค่าแก่งานของผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน (Job enrichment) กล่าวคือ

การ ให้ งานที่ท้าทายหรือให้ความรับผิดชอบที่สูงขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจแก่
ผู้ปฏิบัติงานต่อความมั่นคงหรือความยั่งยืนในหน้าที่การงาน

๖) พึงระลึกถึงหลักคุณธรรมและจริยธรรมเสมอเม่อต้องเข้าสู่การบริหาร โดยท่วไปแล้ว




การ เข้าสู่กระบวนการบริหารเปรียบเสมือนการได้มาซ่งอ�านาจ มนุษย์โดยท่วไปเม่อ ได้มาซ่งอ�านาจ



มักหลงระเริงกับอ�านาจและหลงลืมท่จะนึกถึงความถูกต้อง น่นก็คือหลักคุณธรรมและจริยธรรม


น่นเอง ผู้เขียนเองมีความเช่อม่นว่ามนุษย์ทุกคนรู้ผดชอบช่วดี รู้ว่าอะไรควรและอะไรไม่ควรรู้ว่าอะไร



คือสิ่งที่ถูกและอะไรคือสิ่งที่ผิดจะเห็นได้ว่า
ลักษณะของการบริหารแบบมืออาชีพทั้ง ๖ ข้อที่สรุปมาจากแนวคิดของโจเซฟ เอ แรลิน
นั้น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากได้น�าไปปฏิบัติ จริงต่างๆ และค�าจ�ากัดความง่ายๆ ที่ทันสมัยก็คือ
“การท�างานให้ส�าเร็จ” การบริหารบางครั้งเรียกว่า การบริหารจัดการ นิยมใช้ในองค์กรขนาดใหญ่
โดยเฉพาะระบบราชการ หมายถึง การด�าเนินงาน หรือการปฏิบัติงานใดๆ ของหน่วยงานของรัฐ

และ/หรือ เจ้าหน้าท่ ของรัฐ (ถ้าเป็นหน่วยงานภาคเอกชน หมายถึงของหน่วยงาน และ/หรือ บุคคล)
ที่เกี่ยวข้องกับคน สิ่งของและหน่วยงาน
เฮอร์เบิร์ต เอ. ไซมอน (Herbert A. Simon) กล่าวถึงการบริหารว่า หมายถึง กิจกรรมที่
บุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ร่วมกันด�าเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
ปเตอร์ เอฟ. ดรัคเกอร์ (Peter F. Drucker) กล่าวว่า การบริหาร คือ ศิลปะในการท�างาน


ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับผู้อ่น การท�างานต่างๆ ให้ลุล่วงไปโดยอาศัยคนอ่นเป็นผู้ท�าภายในสภาพ




องค์การท่กล่าวน้น ทรัพยากรด้านบุคคลจะเป็นทรัพยากรหลักขององค์การท่เข้ามาร่วมกันท�างาน
ในองค์การ ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นผู้ใช้ทรัพยากร ด้านวัตถุอื่นๆ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ เงินทุน
รวมท้งข้อมูลสนเทศต่างๆ เพ่อผลิตสินค้าหรือ บริการออกจ�าหน่ายและตอบสนองความพอใจให้กับสังคม


เฟรดเดอร์ริค ดับบลิว. เทเลอร์ (Frederick W. Taylor) ให้ความหมายการบริหารไว้ว่า

งานบริหารทุกอย่างจ�าเป็นต้องกระท�าโดยมีหลกเกณฑ์ ซ่งก�าหนดจากการวิเคราะห์ศึกษาโดยรอบคอบ









ท้งน้ เพ่อให้มีวิธีท่ดีท่สุดในอันท่จะ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตมากย่งข้นเพ่อประโยชน์ส�าหรับ

ทุกฝายที่เกี่ยวข้อง อนันต์ เกตุวงศ์ (๒๕๒๓: ๒๗) ให้ความหมายการบริหาร ว่าเป็นการประสาน
ความพยายามของมนุษย์ (อย่างน้อย ๒ คน) และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อท�าให้เกิดผลตามต้องการ
ติน ปรัชญพฤทธิ์ มองการบริหารในลักษณะที่เป็นกระบวนการโดยหมายถึง กระบวนการ

น�าเอาการตัดสินใจ และนโยบายไปปฏิบัติ ส่วนการบริหารรัฐกิจหมายถึงเก่ยวข้องกับ การน�าเอา
นโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ

�������������������.indd 105 11/23/19 1:35 PM

106
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

ธงชัย สันติวงษ์ กล่าวถึงลักษณะของงานบริหารจัดการไว้ ๓ ด้าน คือ

๑) ในด้านท่เป็นผู้น�าหรือหัวหน้างาน งานบริหารจัดการ หมายถึง ภาระหน้าท่ของบุคคลใด


บุคคลหนึ่งที่ปฏิบัติตนเป็นผู้น�าภายในองค์การ





๒) ในด้านของภารกจหรอสงทต้องทางานบรหารจดการ หมายถง การจดระเบยบ







ทรัพยากร ต่างๆ ในองค์การ และการประสานกิจกรรมต่างๆ เข้า ด้วยกัน
๓) ในด้านของความรับผิดชอบ งานบริหารจัดการ หมายถึง การต้องท�าให้งาน ต่างๆ
ส�าเร็จ ลุล่วงไปด้วยดีด้วยการอาศัยบุคคลต่างๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้น จากค�านิยามของการบริหารของ
นักวิชาการต่างๆ ผู้เขียนขอกล่าวสรุปว่า การบริหารเป็นศิลปะในการท�างานร่วมกับบุคคลอ่น



โดยใช้ทรัพยากรองค์การท้งหลายรวมถึงการ ค�านึงถึงสภาพแวดล้อมขององค์การเพ่อให้บรรลุเป้า
หมายขององค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น คุณสมบัติของผู้สนใจที่จะศึกษาต่อสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ หรือรัฐประศาสนศาสตร์
ได้แก่

๑. ควรมีพ้นฐานความรู้และชอบศึกษาในกลุ่มสาระฯ วิชาสังคมศึกษา โดยเฉพาะสาระ
การ เรียนรู้ด้านหน้าที่พลเมือง และกฎหมาย หรือ ความรู้ทั่วไปทางรัฐศาสตร์ นั่นเอง


๒. สนใจและติดตามข่าวสารบ้านเมองโดยเฉพาะข่าวการเมือง ข่าวเก่ยวกับการบริหาร
ราชการแผ่นดิน ข่าวเศรษฐกิจการเมือง และนโยบายของรัฐบาล โดยสามารถวิเคราะห์วิจารณ์
เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล

๓. ชอบและสนใจวิชาด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ (Bureaucracy) เพ่อการพัฒนา
ประเทศ (Development Administration) โดยเฉพาะองค์กรที่มิได้มุ่งแสวงหาก�าไร (Non-Profit
Organization) แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ส�าเร็จการศึกษาสาขาวิชานี้สามารถน�าความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือ
ด้านการบริหารไปปรับใช้ในองค์กรธุรกิจที่แสวงหาก�าไรได้เช่นกัน




๔. ต้องพร้อมท่จะเรียนรู้สหวิทยาการ เน่องจากสาขาวิชาน้เก่ยวข้องสัมพันธ์กับสาขา

วิชาอ่นๆ มากมาย เช่น เศรษฐศาสตร์การเงิน-การคลัง การบัญชี การบริหารและการจัดการ กฎหมาย
ปกครอง การพัฒนาสังคม การสื่อสารองค์กร จิตวิทยา และรัฐศาสตร์สาขาอื่นๆ
๕. ควรมีความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สถิติ และภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดี


๖. ต้องมีอุดมการณ์ท่จะท�างานเพ่อประโยชน์ของสาธารณชน โดยไม่ใช้กลไกของระบบ
ราชการมากอบโกยผลประโยชน์เข้าพวกพ้อง และเข้าใจดีถึงทฤษฎีการพัฒนาประเทศ ความเสมอภาค
และความยุติธรรมทางสังคม

�������������������.indd 106 11/23/19 1:35 PM

107
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๔.๕ เปาหมายของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ยุคใหม่

เดิมเป้าหมายของรัฐประศาสนศาสตร์ คือ การศึกษาเพ่อไปปกครองหัวเมืองนักรัฐประศาสน

ศาสตร์จึงต้องมีความรู้ทุกด้าน โดยมีความรู้พื้นฐาน คือ กฎหมายปกครองต่อมาเมื่อได้รับอิทธิพล
จาก ตะวันตกจึงหันมาศึกษาหลักการบริหารและความรู้ทางการบริหารอื่น ๆ ของตะวันตก แต่ด้วย


เหตุท่ประเทศไทยเป็นประเทศด้วยพัฒนา คติของการศึกษาเพ่อการเป็นนักบริหารการพัฒนา
(Development Administrators) จึงยังเป็นคติหลักของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ยุคใหม่
กระท่งปัจจุบันแม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะลดความส�าคัญลงไป แต่นักรัฐประศาสน

ศาสตร์ก็ยังต้องสนใจการพัฒนาอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ต้องเพิ่มการรับนโยบายของรัฐไปปฏิบัติ






เนองจากรฐบาลสมยใหม่ต้องเล่นการเมอง (Politicalization of Government) เพอหาเสยง


สนับสนุนรวมท้งต้องสนใจปัญหาใหม่ ๆ ของการปฏิรูปภาครัฐ และบริหารประชาธิปไตย เช่น

การปฏิรูประบบราชการ การบริหารองค์การอิสระและองค์การภาครัฐอ่นท่ไม่ใช่ระบบราชการ


การบริหารเพื่อการมีส่วนร่วม และการบริหารท้องถิ่น เป็นต้น
ก�าหนด หลักสูตรการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทย อุทัย เลาหวิเชียร (“Esuca-
tion for Public Adminidtration in Thailand,” ในวรเดช จันทรศร และณัฐฐา วินิจนัย
ภาค,บรรณาธิการ,๔ ทศวรรษรัฐประศาสนศาสตร์ รวมบทความทางวิชาการ ๒๔๙๘-๓๕๓๕ (กรุงเทพฯ
: เอส แอนด์ จี กราฟ ฟิค,๒๕๓๙),pp.๙๕๑-๙๖๑) วิเคราะห์ไว้ว่าดูได้จากเป้าหมายของการพัฒนา
ประเทศ ตัวอย่าง อาจสรุป จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ ได้ดังนี้ คือ
๑. ขจัดความยากจนและการว่างงาน

๒. กระจายรายได้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น
๓. ปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิต

๔. ความเป็นธรรมในระบบการเมืองที่กระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม
๕. ป้องกันอันตรายจากภายในและภายนอก

อุทัย เลาหวิเชียร เห็นว่าระบบการบริหารภาครัฐในประเทศไทยต้องตอบสนองต่อ การ
พัฒนาข้างต้น สรุปได้ ๑๐ ข้อ คือ
๑. มีความสามารถแปลงความต้องการของประชาชนเป็นนโยบายและ แผนงาน

๒. สนใจแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคและไม่ยุติธรรม
๓. สามารถเพิ่มมาตรฐานการด�ารงชีวิตและเพิ่มโอกาสแสดงออก

๔. มีโครงการพัฒนาที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ
๕. มีความสามารถท�าหน้าที่ในระบบราชการอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล

๖. ระบบราชการต้องช่วยประชาชนในชนบทแสดงความต้องการและปกป้องผลประโยชน์
ของประชาชน

�������������������.indd 107 11/23/19 1:35 PM

108
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๗. มีเป้าหมาย นโยบาย แผนงานและวิธีการที่ชัดเจน

๘. มีทรัพยากรเพียงพอที่จะด�าเนินการตามโครงการพัฒนา
๙. สนใจสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มภายนอกระบบราชการ
๑๐. สนใจกระทรวงท่สร้างชาติ เช่น เกษตรกรรม การศึกษา สาธารณสุข และอุตสาหกรรม

โดยเน้นความสามารถในการพัฒนา


การบริหารประเทศไทยต้องตอบสนองต่อการพัฒนา จึงเรียกเจ้าหน้าท่ท่ท�างานน้ว่า


“นักบริหารการพัฒนา” (Development Adminstrators) ซ่งท�างานด้านกลยุทธ์การบริหาร
ต่าง ๆ ที่ ส�าคัญ ได้แก่
๑. นักบริหารการพัฒนาต้องท�าให้ได้ดีท้งการบริหารภายนอกและการบริหาร ภายใน

องค์การ เพราะการพัฒนาต้องเกี่ยวข้องทั้งสองด้าน โดยเฉพาะภายนอกนั้น นักบริหารการ พัฒนา

ต้องสนใจผู้รับบริการ ได้รับการยอมรับจากผู้รับบริการ มีความสัมพันธ์ท่ดี เข้าใจพลวัตของ กระบวนการ




พัฒนา จูงใจและริเร่มให้เกิดการเปล่ยนแปลงในระบบด้งเดิม ท้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและ
การเมือง
๒. นักบริหารการพัฒนามุ่งม่นท่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการของหน่วยงาน

















เขาใจการมสวนรวมเปนกระบวนการสรางและพฒนาสถาบน และมหนาทกอใหเกดการเปลยนแปลง


๓. นักบริหารการพัฒนาต้องตระหนักถึงบทบาทของประชาชนในโครงการพัฒนา

๔. นักบริหารการพัฒนาต้องมีคุณสมบัติของการเป็นผู้น�า มีสติปัญญา ความซ่อสัตย์

มีบารมี สามารถสร้างความประทับใจและความอบอุ่น รวมท้งการจัดองค์การและการวิเคราะห์
สามารถจัดการกับความไม่แน่นอน และมีความสามารถตัดสินใจ
สรุปแล้ว คุณสมบัติของนักการบริหารการพัฒนาของไทยไม่ต่างไปจากที่อื่น เพียงแต่ระบบ
ราชการไทยยังขาดคนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ โดยเฉพาะคนที่มีความสามารถพิเศษและประสบการณ์
ในการบริหารภายนอก การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์จงต้องเพ่มคุณสมบัตด้านนส�าหรบประเทศไทย






ถือว่านักบริหารการพัฒนาเป็นนักสังคมศาสตร์ประยุกต์ จึงต้องมีความรู้ทางด้านการบริหารท่วไป

และการจัดการ ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์ นโยบายสาธารณะ พฤติกรรมองค์การ และหน้าท ี ่

ต่าง ๆ ทางการจัดการ ประเด็นสุดท้าย คือ นักบริหารการพัฒนาต้องเตรียมงานส�าหรับการเปล่ยนแปลง
ซึ่งต้องพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาและน�าการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กร จึงต้องเรียนวิชาต่าง ๆ ได้แก่
ทฤษฎีการพัฒนา ปัญหาและกลยุทธ์ในการพัฒนา บทบาทของนักบริหารพัฒนา นอกเหนือจาก

ความรู้แล้ว นักบริหารพัฒนายังต้องการเคร่องมือและเทคนิควิเคราะห์ปัญหา การบริหารด้วย
นักบริหารพัฒนาเป็นนักปฏิบัติ จึงต้องการเครื่องมือก�าหนดและแก้ปัญหา รัฐบาลในประเทศก�าลัง

พัฒนาเล่ยงไม่พ้นท่จะต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านองค์การ การปฏิรูปการบริหารและ การปรับปรุง

องค์การวิชาที่เสนอให้เรียน คือ การออกแบบองค์การ ซึ่งช่วยให้เข้าใจโครงสร้างองค์การ นอกจาก


น้นักบริหารการพัฒนายังต้องเปล่ยนแปลงและแก้ปัญหาทางด้านพฤติกรรม วิชาท่ควรเรียน จึงได้แก่

�������������������.indd 108 11/23/19 1:35 PM

109
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

การพัฒนาองค์การ ซึ่งสอนเทคนิคที่ช่วยผู้บริหารจัดการกับการเปลี่ยนแปลง ยิ่งกว่านั้นก็ควร เรียน

การพัฒนาและการประเมินผลบุคคลเพ่อใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานปละฝกอบรม ส่วนทางด้าน




















นโยบายสาธารณะและวทยาการจดการซงยงใชจากดอยในประเทศไทยนน กนบวาเปนวชาทจาเปน



ส�าหรับนักบริหารการพัฒนา หน้าท่อีกอันหน่งของนักบริหารการพัฒนา คือ การบริหารโครงการ
ดังนั้น วิชาที่ควรเรียนจึงได้แก่ การบริหารโครงการ การพัฒนาโครงการและการวางแผนโครงการ

ด้านหน่งทควรพิจารณาสาหรับการออกแบบหลกสตรการบริหารพฒนา คอ ด้านค่านิยมและ







มาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากค่านิยม ปทัสถาน ปรัชญา ความรับผิดชอบ และจริยธรรมเป็น





สงทนกบรหารการพัฒนาทใช้เปนแนวทางในการตัดสนใจ เช่น นักบรหารการพฒนา ต้องช่วยคนจน







ู้

ผเสียเปรียบและถูกกดข่ ประชาชนเหล่าน้มักไม่มีใครช่วยและไม่ร้วิธีแสดงความต้องการ หากนโยบาย



สาธารณะไม่ยุติธรรมก็เป็นหน้าท่ของผู้บริหารท่ต้องเสนอให้เปล่ยนแปลงค่านิยมและปทัสถาน


เหล่านี้ ไม่สามารถใส่เข้าไปในหลักสูตรเป็นวิชาใดวิชาหนึ่งได้ จึงต้องสอดแทรกเข้าไปในวิชาต่าง ๆ
ทั่วทั้ง หลักสูตร
สรุปท้ายบท



บทน้ได้น�าเสนอผลการวิเคราะห์การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยเน้อหาท้งหมด
สรุปมาจากผลงานของ อุทัย เลาหวิเชียร ซ่งได้ศึกษาหลักสูตรและการเรียนการสอนรัฐประศาสนศาสตร์

ในประเทศไทยเอาไว้ตั้งแต่เมื่อทศวรรษ ๑๙๙๐ การศึกษาของอุทัย เลาหวิเชียรนี้ เป็นพื้นฐาน ของ
การพัฒนาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ของประเทศไทย อาจสรุปได้สั้น ๆ ว่า การเรียนการสอน
รัฐประศาสนศาสตรไทยมีมาตั้งแตสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งพัฒนาจากการเรียนในแนวกฎหมายปกครอง


และการศึกษาของยุโรปในตอนต้นและเปล่ยนมาเป็นแนวทางของสหรัฐอเมริกาจนปัจจุบัน


กล่าวได้ว่า การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ไทยทุกวันน้เป็นแนวทางผสมผสานซ่งค่อนไปทางด้านการ

จัดการและได้รับอิทธิพลจากแนวคิดการจัดการภาครัฐเป็นกระแสหลัก โดยเฉพาะการน�าเครื่องมือ
และเทคนิค ของภาคธุรกิจเข้ามาปรับปรุงและปฏิรูประบบราชการ นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจาก

แนวทางการบริหารประชาธิปไตยอีกกระแสหน่ง ท�าให้ต้องสนใจการมีส่วนร่วมและการปกครอง
ท้องถิ่น ส�าหรับ ประเทศไทย อุทัย เลาหวิเชียร เห็นว่ามีลักษณะเฉพาะ คือ ต้องตอบสนองต่อการ
พัฒนา หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ควรมุ่งผลิตนักบริหารการพัฒนา ซ่งมีความรู้และความสามารถ

ทั้งภายในและภายนอกองค์การโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสังคมในมิติต่าง ๆ

READ  อนุสัญญาภาษีซ้อน | ภาษีซ้อน คือ

�������������������.indd 109 11/23/19 1:35 PM

110
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

ค�าถามท้ายบทที่ ๔

๑. การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นมาอย่างไร จงอธิบาย


๒. การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ของประเทศไทยแบ่งได้ก่ระยะ และมีสาระส�าคัญอย่างไรบ้าง

๓. การศึกษาแบบ Core Belief ของประเทศไทยเกิดข้นในสมัยใดและได้รับอิทธิพลจาก

มหาวิทยาลัยใดในต่างประเทศ ท่านคิดว่าเน้อหาเหล่าน้เป็นเน้อหาทางรัฐประศาสนศาสตร์โดยตรง


หรือไม่ เพราะเหตุใด
๔. การศึกษาการบริหารการพัฒนาในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร
จงอธิบาย

๕. หลักสูตรการเรียนการสอนรัฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยนิยมจัดกันอย่างไร
จงอธิบาย

๖. ท่านคิดว่าหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ที่เป็นอยู่มีจุดอ่อนอย่างไร และจะแก้ไขอย่างไร
จงอธิบาย






๗. การสอนรฐประศาสนศาสตร์ในประเทศไทยมวธการอย่างไร วธการสอนทเป็นอย่ควร



เพิ่มเติมประการใดหรือไม่จงวิเคราะห์

�������������������.indd 110 11/23/19 1:35 PM

111
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

เอกสารอ้างอิงประจ�าบท

อัมพร ธารงลักษณ์, สถานภาพของวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ในประเทศไทย (ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๐–

ปัจจุบัน) วารสารการเมือง การบริหาร และกฎหมาย ปที่ ๘ ฉบับที่ ๑, คณะรัฐศาสตร์และ
นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
อุทัย เลาหวิเชียร, “ปรัชญาของหลักสูตรมหมบัณฑิตทางรัฐประศาสนศาสตร์ในอดีตและปัจจุบัน,”

บทความใช้ประกอบการสัมมนา เร่อง การปรับปรุงหลักสูตรปริญญาโทของคณะ
รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ณ โรงแรมเมอร์ลิน พัทยา ชลบุรี
วันที่ ๒๘-๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๐.
Public education management in Asia and the Pacific (Manila : Philippines Institute
for Development Studies, 1991),p. 305 – 328.

Uthai Laohavichien, “Esucation for public adminidtration in Thailand,”in Ledivina
V.Carino, ed., Public education management in Asia and the Pacific, p.337-343
Uthai Laohavichien, “Esucation for public adminidtration in Thailand,” ใน วรเดช

จันทรศร และณัฐฐา วินิจนัยภาค,, ๔ ทศวรรษรัฐประศาสนศาสตร์ รวมบทความทางวิชาการ
๒๔๙๘-๓๕๓๕ (กรุงเทพฯ : เอส แอนด์ จี กราฟฟิค,๒๕๓๙), หน้า ๙๕๑-๙๖๑

�������������������.indd 111 11/23/19 1:35 PM

บันทึกช่วยจ�า

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

�������������������.indd 112 11/23/19 1:35 PM

แผนการจัดการเรียนรู้ ประจ�าบทที่ ๕
เรื่อง รัฐประศาสนศาสตร์กับการบริหารและการพัฒนา

ก. เนื้อหาสาระที่ศึกษา

รัฐประศาสนศาสตร์กับการบริหารการพัฒนา
๑. แนวคิดทฤษฎีการพัฒนาการเมืองในต่างประเทศ

๒. แนวคิดทฤษฎีการพัฒนาการเมืองในประเทศไทย
๓. การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ

๔. การบริหารและการพัฒนา

ข. วัตถุประสงค์ของการศึกษา

เมื่อได้ศึกษาบทที่ ๕ จบแล้ว ผู้ศึกษามีความสามารถได้
๑. อธิบายแนวคิดทฤษฎีการพัฒนาการเมืองในต่างประเทศได้

๒. อธิบายแนวคิดทฤษฎีการพัฒนาการเมืองในประเทศไทยได้
๓. อธิบายการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบได้

๔. อธิบายการบริหารและการพัฒนาได้

ค. กระบวนการเรียนรู้

๑. อาจารย์ผู้สอนยกตัวอย่างงานวิจัยตามความสนใจของนิสิต และเกร่นนาเก่ยวกับ



รัฐประศาสนศาสตร์กับการบริหารการพัฒนาว่ามีความหมายอย่างไร

๒. อาจารย์ผู้สอนกล่าวเปิดประเด็นซักถามผู้เรียนให้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เก่ยวกับการ
วิจัย โดยการตอบปากเปล่า เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ตื่นตัวอยู่เสมอ
๓. ค�าถามใดที่ผู้เรียนตอบแล้วไม่ชัดเจนพอ ผู้สอนควรอธิบายประเด็นนั้น ๆ เพิ่มเติมเพื่อ
ให้ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ถูกต้อง







๔. ก่อนสอนทุกครง อาจารย์ผ้สอนกระต้นให้ผ้เรียนเกิดความสนใจ มความอยากรู้อยากเหน




๕. อาจารย์ผู้สอนเสนอแนะให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพ่มเติมจากหนังสืออ่น ๆ หรืองานวิจัยอ่น ๆ
๖. เม่อศึกษาแต่ละบทจบแล้ว อาจารย์ผู้สอนมอบหมายงานให้ผู้เรียนทุกคนไปทาคาถาม



ท้ายบทแล้วน�ามาส่งในสัปดาห์ต่อไป

๗. อาจารย์ผู้สอนอธิบายสรุป “ความรู้เบ้องต้นเก่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์” อีกคร้ง เพ่อ



เป็นการทบทวนเนื้อหาสาระ แล้วผู้สอนสอบถามผู้เรียนในประเด็นที่ได้เรียนมาแล้ว เพื่อเป็นการ
ประเมินผู้เรียนว่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด
�������������������.indd 113 11/23/19 1:35 PM

ง. แหล่งการเรียนรู้

๑. ห้องสมุดมหาวิทยาลัย

๒. หนังสือหรือตาราเก่ยวกับรัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และ

วารสารอื่น ๆ เป็นต้น
๓. เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

จ. สื่อการเรียนการสอน

๑. เอกสารประกอบการสอนวิชา ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์
๒. บอร์ดความรู้, หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, Internet, Website, งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และ
วารสาร เป็นต้น

๓. ใบงาน/งานที่มอบหมายอื่น ๆ

ฉ. การวัดผลและประเมินผล

๑. ด้านความรู้ : ประเมินจากการตอบค�าถาม/แสดงความคิดเห็น
๒. ด้านทักษะ : ประเมินด้วยการสังเกตการน�าเสนอผลงานเดี่ยว/งานกลุ่ม

๓. ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม : ประเมินการสังเกตพฤติกรรม/การร่วมกิจกรรม/
การแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน
๔. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา : ประเมินผล
การน�าเสนอรายงานเป็นทีม และพฤติกรรมการท�างานเป็นทีม







๕. ด้านทกษะการวเคราะห์เชงตวเลข การส่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศท่ต้อง
พัฒนา : ประเมินผลการค้นคว้า การอ้างอิง การท�ารายงาน เน้นข้อมูลเชิงตัวเลขและค�าอธิบาย

�������������������.indd 114 11/23/19 1:35 PM

บทที่ ๕
รัฐประศาสนศาสตร์กับการบริหารการพัฒนา

ขอบข่ายหนึ่งในหลาย ๆ ขอบข่ายของรัฐประศาสนศาสตร์ที่แม้จะไม่ถูกกล่าวถึงในเชิงของ
ขอบข่ายหลักเมื่อเปรียบเทียบกับขอบข่ายที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ แต่เป็นขอบข่ายหนึ่งหรืออาจเรียก
ได้ว่าเป็นขอบข่ายเดียวที่มีชื่อของรัฐประศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างโจ่งแจ้ง นั่นก็คือขอบข่าย
รัฐประศาสนศาสตร์ เปรียบเทียบ (หรือบางต�าราเรียกว่าการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ – ซ่งข้อเขียน






ช้นน้จะใช้ค�าดังกล่าวเฉพาะท่อ้างอิงจากแนวคิดของนักวิชาการท่านน้นๆเท่าน้น) ท้งน้การจะพยายาม





เข้าใจว่าขอบข่ายน้หมายถึงอะไรจึงน่าจะกล่าวถึงเป็นจุดเร่มต้น อย่างไรก็ดีส�าหรับผู้เร่มศึกษาน่าจะ

มีความสนใจหรือ คลางแคลงใจอยู่บ้างว่าเหตุใดจะต้อง “เปรียบเทียบ” และย่งรัฐประศาสนศาสตร์













“จะเปรยบเทยบไปทาไม” ผ้เขยนจึงขอกล่าวถึงประเดนนเป็นจดเรมต้นเป็นการทดแทน สาหรบ
ค�าถามที่ว่าท�าไมต้องเปรียบเทียบนั้น การศึกษาวิชาต่าง ๆ โดยการเปรียบเทียบนั้น เป็นวิธีการหนึ่ง

ซ่งจะส่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจท่กว้างขวางลึกซ้ง และก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าการศึกษาใน




แบบเฉพาะตัว แทบทุกสาขาวิชาได้มีการศึกษา และจัดสอนโดยวิธีการเปรียบเทียบไว้ท้งส้น เช่น

วิชาการเมืองและการปกครองเปรียบเทียบ วรรณคดีเปรียบเทียบ กฎหมายเปรียบเทียบ ดังน้น
การศึกษาการบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบก็คือการศึกษาการบริหารรัฐกิจบนพ้นฐานของการเปรียบ

เทียบนั่นเอง ส่วนจะศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ อธิบายว่ามีวัตถุประสงค์อย่างน้อย ๓ ประการ คือ
(๑) วัตถุประสงค์ด้านวิชาการ (Academic – นั่นก็คือ การเปรียบเทียบข้อคล้ายคลึงและความแตก
ต่างของโครงสร้าง กระบวนการและพฤติกรรมของหน่วยราชการ และข้าราชการเพ่อจะทดสอบ


สมมติฐานของทฤษฎี และสร้างเป็นองค์ความรู้ต่อไป) (๒) เพ่อเสริมสร้างความเป็นปัญญาชนในการ
จะเข้าใจและวิเคราะห์ปรากฏการณ์ หรือพฤติกรรมของหน่วยงาน และข้าราชการ (Intellectual)
และ (๓) เพื่อจะน�าเอาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในระบบการบริหารงานของตน (Practical)

ทฤษฏีท่ว่าด้วยการพัฒนามีประโยชน์ไม่เพียงช่วยในการอธิบายถึงปรากฏการณ์การพัฒนา




ท่เกิดข้นในโลกน้เท่าน้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อการก�าหนดนโยบายการพัฒนาประเทศอีกด้วย ทฤษฏ ี
ที่ว่าด้วยการพัฒนามีอยู่เป็นจ�านวนมาก เพราะฉะนั้นในการท�าความเข้าใจและการน�ามาใช้ในการ


อธิบายจ�าเป็นต้องตระหนักว่า ทฤษฏีแต่ละทฤษฏีมีท้งความสามารถในการอธิบายท่ดีสมเหตุสมผล


ขณะท่บางทฤษฏีก็อาจมีข้อจ�ากัดบางอย่างในการอธิบาย ดังน้น ทฤษฏีใดทฤษฏีหน่งเพียงทฤษฏ ี

เดียวไม่อาจใช้อธิบายปรากฏการณ์การพัฒนาของประเทศต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน เนื่องจากปัจจัย


ต่างๆ ท่เก่ยวข้องในการพัฒนามีเป็นจ�านวนมาก จึงอาจต้องใช้หลายทฤษฏีมาช่วยอธิบายจึงจะท�าให้
เห็นภาพและเข้าใจปรากฏการณ์เหล่านั้นได้
�������������������.indd 115 11/23/19 1:35 PM

116
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาถึงทฤษฏีการพัฒนา สิ่งที่ส�าคัญเป็นอย่างยิ่งคือการท�าความเข้า

ใจทฤษฏีท่ถือกันเป็นแม่บท (Grand Theory) เพราะจะท�าให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการในเชิงความคิดว่า
ด้วยการพัฒนาที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ รวมทั้งยังช่วยให้เข้าใจได้ว่าทฤษฏีการพัฒนาแม่บทเหล่า
นี้ยังมีอิทธิพลต่อทฤษฏีย่อยๆ อีกหลายทฤษฏีที่เกิดขึ้นมาในระยะหลัง

ทฤษฏีการพัฒนาในยุคแรกนั้นผูกพันอยู่กับความหมายของการพัฒนา ว่าการพัฒนาในสมัย
แรกๆ น้นให้ความส�าคัญกับเร่องของเศรษฐกิจการพัฒนาจึงหมายถึงการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ


เป็นหลัก มีการเน้นถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผลผลิตมวลรวมประชาชาติ และการขยายตัว
ทางเศรษฐกิจ ดังนั้นทฤษฏีการพัฒนาในยุคแรกจึงเป็นทฤษฏีที่ว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไร

ก็ตาม เมื่อมีการน�าทฤษฏีเหล่าน้ไปประยุกต์ใช้ก็พบว่ามีปัญหา การพัฒนาตามแนวคิดทฤษฏีดังกล่าว
ก่อให้เกิดเป็นวิกฤตการณ์ต่างๆ ในสังคม จึงเป็นผลให้มีการตรวจสอบทบทวน และน�าเสนอเป็น

ทฤษฏีใหม่ท้งท่เป็นการโต้แย้งกับทฤษฏีเดิม และขยายความต่อเติมความคิดทฤษฏีเดิมเสียใหม่


ทฤษฏีเหล่านี้จึงมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ มีวิวัฒนาการมาเป็นล�าดับ


ทฤษฏีการพัฒนาช่วยหลงสงครามโลกครงท่สองน้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากประสบการณ์



การพัฒนาในประเทศโลกที่สาม ซึ่งได้แก่ ทฤษฏีว่าด้วยความทันสมัย ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการ

พัฒนาในประเทศต่างๆ ในโลก ทฤษฏีว่าด้วยข้นตอนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของวอลเตอร์


รอสตาว (Walter Rostow)ท่มีพ้นฐานส�าคัญอยู่บนประสบการณ์การพัฒนาของประเทศอุตสาหกรรม


ตะวันตกทฤษฏีวงจรอุบาทว์ท่อธิบายว่าท�าไมในประเทศท่ยากจนจึงมีการออมน้อย ทฤษฏีการเจริญ






เติบโตท่สมดุลกับการเจริญเติบโตท่ไม่สมดุลท่ว่าด้วยเร่องการผลักดันท่ย่งใหญ่(BigPush)ทฤษฏีน ้ ี
โอมาร์กซิสต์ตามแบบจ�าลองของพอล บาราน (PaulBaran)ท่พัฒนาจากแนวคิดว่าด้วยพลวัตในทาง

ประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ และทฤษฏีจักรวรรดินิยมของเลนิน (Lenin) และน�ามาใช้ในการอธิบาย
ถึงความล้าหลังทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา ทฤษฏีพึ่งพา


ท่ใช้พ้นฐานแนวคิดบารานมาใช้ในการเสนอกรอบความคิดในระบบทุนนิยมระหว่างประเทศ และ


ทฤษฏีอคติแห่งความเป็นเมือง ของไมเคิลลิปตัน (MichaelLipton) ฯลฯเป็นต้น แต่ในท่น้จะอธิบาย

โดยแยกทฤษฎีการพัฒนาเป็น ๓ ประเภท หลักๆ คือ ทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจ ทฤษฎีการพัฒนา
สังคม และทฤษฎีการพัฒนาการเมือง ดังรายละเอียดต่อไปนี้


๑ ชุษณะ รุ่งปัจฉิม, ประมวลสาระชุดวิชาการเปล่ยนแปลงทางสังคมและการบริหารการพัฒนา หน่วยท ่ ี
๗-๑๐, (นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๗), หน้า ๒๘-๒๙.

�������������������.indd 116 11/23/19 1:35 PM

117
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๕.๑ แนวคิดทฤษฎีการพัฒนาการเมืองในต่างประเทศ


ทฤษฎีการเมืองเป็นแนวคิดการพัฒนาการเมือง ซ่งหลายๆ ทฤษฎีหลายแนวคิดท่มุ่งการ




พัฒนาการเมือง เพ่อพัฒนาการเมืองให้มีเสถียรภาพและมีความม่งคง ซ่งเป็นผลให้ประมีความเจริญ
ก้าวไปอย่างรวดเร็วซึ่งประกอบด้วยทฤษฎีดังต่อไปนี้
๕.๑.๑ ทฤษฏีการพัฒนาการเมืองตามแนวคิด Lucian W. Pye

Lucian W. Pye เป็นนักรัฐศาสตร์อเมริกันท่ส�าคัญและเป็นประธานคณะกรรมการการเมือง
เปรียบเทียบในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (Committee on Comparative Politics of the Social
Science Research Council) ที่ให้การสนับสนุนการศึกษาการพัฒนาการเมืองมาตั้งแต่แรกเริ่มใน




ช่วงต้นทศวรรษท่ ๑๙๖๐ ซ่ง Pye ได้พยายามศึกษาวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ท่เก่ยวข้องกับการ
พัฒนาการเมือง และพบว่ามีประเด็นที่ส�าคัญๆ มากมายและค่อนข้างจะสลับซับซ้อนกว่าที่เขาคาด
ไว้เสียอีก Pye จึงได้สรุปประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (มากกว่าที่จะให้นิยามหรือความหมายโดยตรง)

กับการพัฒนาการเมืองไว้ ๑๐ ประการคือ
๑. การพัฒนาการเมือง เป็นพ้นฐานทางการเมืองของการพัฒนาเศรษฐกิจ ในแง่น้การเมือง


ที่พัฒนาแล้วจะเปรียบเสมือนปัจจัยที่ส�าคัญที่จะเอื้ออ�านวยต่อความเจริญทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วย
ให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น



แต่ปรากฏว่าการพัฒนาการเมืองในแง่น้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากว่าแคบไป ท้งความ


เจริญทางเศรษฐกิจน้นอาจเกิดข้นได้ในระบบการเมืองท่แตกต่างกัน และจากข้อเท็จจริงท่ปรากฏ


ให้เห็นในหลายประเทศปัจจุบันว่าความเจริญทางเศรษฐกิจหาได้มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นในช่วงอายุของ

เราไม่ แม้ว่าจะมีการเปล่ยนแปลงทางการเมืองถึงขนาดท่เราอาจจัดได้ว่าเป็นพัฒนาการเมืองแล้ว

ก็ตาม

๒. การพัฒนาการเมือง เป็นการเมืองของสังคมอุตสาหกรรม น่นคือมีการมองกันว่าการ
เมืองในประเทศอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยหรือเผด็จการจะม ี
แบบแผนของพฤติกรรมของสมาชิกของสังคมในลักษณะท่มีเหตุมีผล รัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อ


ความสงบสุขและความกินดีอยู่ดีของประชาชน ซ่งเท่ากับเป็นการยอมรับว่าการเมืองเป็นเพียงเคร่อง

มือในการแก้ปัญหา หาได้เป็นเป้าหมายในตัวมันเองไม่ การเมืองของสังคมอุตสาหกรรมจึงนับได้ว่า



เป็นแบบอย่างท่ดีซ่งช้ให้เห็นถึงความส�าเร็จในการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดีได้ โดยเฉพาะใน
ปัญหาหลักคือ การแจกแจงความกินดีอยู่ดีให้กับสมาชิกอย่างเป็นธรรมกว่าในสังคมอื่นๆ

๒ Lucian W. Pye, Aspects of Political Development,(Boston : Little, Brown and Co.,
1996), pp. 35-44.

�������������������.indd 117 11/23/19 1:35 PM

118
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์


๓. การพัฒนาการเมือง เป็นความเป็นทันสมัยทางการเมือง เน่องจากแนวความคิดท่พยายาม

โยงการพัฒนาการเมืองกับการเมืองของสังคมอุตสาหกรรมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแนวความ


คิดท่ล�าเอียง ไม่ให้ความส�าคัญกับประเพณีและปทัสถานของสังคมอ่นๆ มาตรฐานของสังคม


อุตสาหกรรมหรือสังคมตะวันตกน้นไม่สามารถใช้วัดได้ในทุกระบบสังคม ซ่งจากข้อแย้งเหล่าน้จึงน�า



มาซ่งการวิเคราะห์สังคมอุตสาหกรรมลงไปอีกว่าท่เป็นสังคมเจริญก้าวหน้าได้น้นก็เน่องมาจากความ


เจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผลจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์เหล่าน้เองจะช่วยสนับสนุนให้มนุษย์ได้มองเห็นแง่มุม


ต่างๆ ของสังคมเศรษฐกิจ และการเมืองได้กว้างขวางย่งขึ้น อันจะน�าไปสู่การเรียกร้องให้มีกฎหมาย
ที่เป็นสากล สามารถให้ความยุติธรรมกับสมาชิกของสังคมโดยทั่วหน้ากัน มีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นอย่าง
มากมาย เช่น พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มอิทธิพล แต่ละกลุ่มต่างก็พยายามเข้าไปมี
ส่วนร่วมทางการเมือง โดยมุ่งหวังที่จะใช้อิทธิพลต่อการก�าหนดนโยบายของรัฐเพื่อให้นโยบายนั้นๆ


ออกมาในรูปของการเอ้อประโยชน์ต่อกลุ่มตนให้มากท่สุด และความเป็นทันสมัยทางการเมืองเหล่า
นี้เองจึงเป็นประเด็นที่ส�าคัญยิ่งต่อการพัฒนาทางการเมืองในความหมายนี้
๔. การพัฒนาการเมือง เป็นเร่องการด�าเนินงานของรัฐชาติ (Nation-State) ความคิดน ้ ี


เกิดจากความเห็นท่ว่าแนวปฏิบัติทางการเมืองท่เกิดข้นอันถือได้ว่ามีลักษณะท่พัฒนาแล้วน้นจะ




คล้องจองกับมาตรฐานของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในรัฐชาติยุคใหม่ กล่าวคือ รัฐชาติเหล่านี้สามารถที่
จะปรับตัวและด�ารงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคมได้ในระดับหนึ่ง ทั้งยังสร้างลัทธิชาตินิยมอัน




ถือได้ว่าเป็นเง่อนไขท่จ�าเป็นต่อการพัฒนาการเมือง ซ่งจะน�าไปสู่ความเป็นอันหน่งอันเดียวกันใน
ชาติ อีกนัยหนึ่งการพัฒนาการเมืองในแง่นี้ก็คือการสร้างชาติ (Nation-building) นั่นเอง
๕. การพัฒนาการเมือง หมายถึงเร่องราวของการพัฒนาระบบบริหารและกฎหมายแนว

ความคิดน้ต่อเนื่องมาจากความเห็นดีว่าการพัฒนาการเมืองเป็นเร่องการสร้างชาติ โดยแบ่งรูปแบบ


ของการสร้างชาติออกเป็น ๒ รูปแบบคือ การสร้างสถาบัน และการพัฒนาพลเมืองทั้ง ๒ รูปแบบนี้



จะคล้องจองกันในลักษณะหน่ง แนวความคิดน้มุ่งท่การพัฒนาสถาบันบริหารและพัฒนาเคร่องมือ


ของสถาบันน้ไปพร้อมๆกันด้วย น่นคือ การพัฒนากฎหมายเพ่อสร้างความสงบเรียบร้อยและ


ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม

๖. การพัฒนาการเมือง เป็นเร่องของการระดมพลและการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมองแนว

ความคิดน้อ้างว่าการฝกฝนและการให้ความส�าคัญกับสมาชิกของสังคมในฐานะเป็นราษฎร (Citizen)




ตลอดจนการส่งเสริมให้พวกเขาเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองน้นเป็นส่งท่ส�าคัญย่งต่อรัฐชาติใหม่ และ

ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่ส�าคัญยิ่งต่อการพัฒนาการเมือง
ประเดนทสาคญประการหนงในการศกษาการพฒนาการเมองในแง่นคอ เรามกจะผกพน
















ลักษณะการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองกับสิทธิในการออกเสียงเลือกต้งแบบประชาธิปไตยมากเกิน


ไปจนมองข้ามการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะอ่นๆ ซ่งเกิดข้นในระบบการเมืองอ่นๆ ด้วย



�������������������.indd 118 11/23/19 1:35 PM

119
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๗. การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย แนวความคิดนี้ค่อนข้างจะ









แคบคอ มองว่าการพฒนาการเมองมีอย่รปแบบเดียว คอ การสร้างประชาธปไตย ด้วยเหตน้จึงม ี

นักวิชาการหลายท่านวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นค�านิยามท่ล�าเอียง มุ่งท่จะยัดเยียดค่านิยมทางการเมือง

แบบตะวันตกให้กับประเทศด้อยพัฒนาซ่งควรจะสนใจว่าจะ “พัฒนา” ให้การเมืองของชาติก้าวหน้า



ได้อย่างไร มากกว่าท่จะสนใจว่าจะสร้างประชาธิปไตยอย่างตะวันตกได้อย่างไรในขณะท่ค่านิยมของ
ตนเองไม่เอื้อประโยชน์ให้เลย



๘. การพัฒนาการเมือง เป็นเร่องของความมีเสถียรภาพและการเปล่ยนแปลงท่เป็นระเบียบ
แนวทรรศนะน้มีความล�าเอียงในแง่ของค่านิยมแบบประชาธิปไตยน้อยลง คือมองว่าลักษณะการเมือง


ท่พัฒนาแล้วจะเกิดข้นในระบอบการเมืองใดก็ได้ท่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ




ท่เปล่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ นอกจากน้ยังมองว่าประชาธิปไตยน้นไม่เอ้อต่อการเปลี่ยนแปลงของ




สังคมท่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และไม่อาจก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองได้ การพัฒนาการเมือง
ในแง่น้จึงเป็นลักษณะของการด�าเนินชีวิตทางการเมืองท่ไม่วุ่นวายและเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน


นั่นเอง

๙. การพัฒนาการเมือง เป็นเร่องของการระดมพลและอ�านาจ แนวความคิดน้พัฒนามาจาก




ความเห็นเก่าๆ ท้งในเร่องของสถาบันและเสถียรภาพทางการเมือง โดยมองว่าสาเหตุส�าคัญท่จะก่อ
ให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและท�าให้สถาบันด�าเนินไปอย่างประสิทธิภาพได้ข้นอยู่กับความ

สามารถของระบบการเมืองเอง กล่าวคือ ถ้าระบบการเมืองใดสามารถท่จะระดมพลและอ�านาจ

เพ่อใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ สามารถท�าให้คนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

และระเบียบแบบแผนของระบบ และระบบเองก็สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ ท่มีอยู่



รวมท้งสามารถแจกแจงทรัพยากรเหล่าน้อย่างเป็นธรรมโดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนแล้ว
ระบบการเมืองนั้นถือได้ว่าพัฒนาแล้ว


๑๐. การพัฒนาการเมือง เป็นแง่หน่งของกระบวนการเปล่ยนแปลงทางสังคม ดังท่เราได้

กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การพัฒนาการเมืองน้นจะผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับการเปล่ยนแปลงทาง








เศรษฐกจสังคม การทด้านใดดานหนงของสงคมแปรเปล่ยนไปจนกระทบถงการเปลยนแปลงในด้าน





อื่นๆ ด้วย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ถือกวาเปนลักษณะหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งปวงของ


สังคม ฉะนั้นในการศึกษาการพัฒนาการเมืองจึงจ�าเป็นต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจ
สังคมพร้อมกันไปด้วย
นิยามของค�าว่าพัฒนาการเมืองทั้ง ๑๐ ประการเหล่านั้น Pye ไม่ได้พูดว่านิยามใดผิด หรือ













ถกมากกว่านยามอนๆ แต่เป็นเพยงเขาต้องการเน้นถงตวแปรทเกยวข้องกบการพฒนาการเมองท ี ่

ส�าคัญๆตามแนวทรรศนะของนักวิชาการในส�านักต่างๆ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้แต่ละทรรศนะจึงย่อมที่

จะต้องมีอคติอยู่บ้างเป็นธรรมดา เช่น มองเพียงแต่ว่าการเมืองท่พัฒนาแล้วเป็นการเมืองแบบ
ประชาธิปไตย (นิยามที่ ๗) เป็นต้น
�������������������.indd 119 11/23/19 1:35 PM

120
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์


ดังน้น Pye พร้อมด้วยสมาชิกคณะกรรมการการเมืองเปรียบเทียบในการวิจัยทางสังคมศาสตร์
จึงได้สรุปแนวความคิดของส�านักต่างๆ และสร้างลักษณะร่วม หรือสาระส�าคัญของความหมายของ
การพัฒนาการเมืองออกได้เป็น ๓ ประการ โดยเรียกรวมกันว่า Development Syndrome
อันประกอบด้วย

๑. Differentiation หมายถึง การที่องค์กรหรือหน่วยงานใดๆ มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน





ไป มหน้าทจากดและมความชานาญเฉพาะด้าน Coleman อ้างว่า Diferentiationหมายถง



“กระบวนการซึ่งบทบาท ส่วนต่างๆ ของสถาบันและสมาคมมีการแยกแยะและมีความช�านาญงาน



เฉพาะด้านเพ่มมากข้นในสังคมท่ด�าเนินการสู่ความเป็นทันสมัย” น่นคือ สังคมใดท่มีพัฒนาทางการ





เมืองมากจะย่งมีโครงสร้างทางการเมืองท่สลับซับซ้อนท�าหน้าท่อันจ�ากัดตามความช�านาญเฉพาะด้าน
แต่ลักษณะของการแยกแยะโครงสร้างย่อมๆ ออกเป็นหน่วยเล็กๆ จ�านวนมากนี้ไม่ใช่เป็นการก่อให้










เกดความแตกแยกหรอแตละหนวยเลกๆ จะดาเนินการเปนอสระเอกเทศแตประการใด หนวยเลกๆ


เหล่าน้ยังคงต้องประสานงานกับหน่วยใหญ่ของโครงสร้างเพ่อร่วมมือกันด�าเนินการให้บรรลุสู่จัด

ประสงค์หรือเป้าหมายที่องค์กรนั้นๆ วางไว้

เราจึงพบว่าในสังคมด้งเดิมจะมีความช�านาญงานเฉพาะด้านและระดับของความซับซ้อน

ขององค์กรน้อยกว่าสังคมสมัยใหม่ท่พัฒนาแล้วมาก ผู้ปกครองของสังคมด้งเดิมจะท�าหน้าท่ท้ง



นิติบัญญัติ บริหารบัญญัติ และตุลาการบัญญัติ คือเป็นทั้งผู้ออกกฎหมาย น�ากฎหมายมาบังคับใช้
และตัดสินความไม่มีองค์กรท่ท�าหน้าท่โดยเฉพาะ หรือถ้าเราจะน�าเอาโครงสร้างของสังคมศักดินาม


มาเปรียบเทียบกับสังคมสมัยใหม่ น้จะพบว่าในสังคมศักดินามีระดับของความซับซ้อนขององค์กร

ย่อมน้อยมาก ในสมัยก่อนรัชการที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของไทยนั้น เรามีองค์กรทางการเมือง
ซึ่งเทียบเท่ากระทรวงในปัจจุบันเพียง ๔ องค์กร คือ เวียง วัง คลัง และนา เท่านั้นแต่ปัจจุบันสังคม
เราได้วิวัฒนาการมีการแจกแจงหน้าท่ใหม่ๆ ท่เกิดข้นให้กับองค์กรซ่งต้งข้นมาใหม่เพ่อท่จะสนอง







ตอบต่อปัญหาและความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงมีกระทรวงต่างๆ มากมาย และ
แต่ละกระทรวงยังแยกหน่วยงานย่อยออกไปอีกมาก จึงนับได้ว่าสังคมปัจจุบันพัฒนามากกว่าสังคม
ในอดีตมาก

๒. Equality หมายถึง ความเสมอภาคเท่าเทียมกันซ่ง Coleman ได้แยกออกเป็น ๓ ประการ

คือ ประการแรก เป็นความเสมอภาคในฐานะท่เป็นราษฎรซ่งมีสิทธิในการเข้ามีส่วนร่วมทางการ

เมืองในลักษณะหรือรูปแบบต่างๆโดยเท่าเทียมกัน ประการที่สองคือ ความเท่าเทียมกันภายใต้กฎ
ระเบียบท่เป็นสากลอันเดียวกัน หมายความว่า ราษฎรท่ท�าผิดก็จะต้องได้รับโทษไม่มีบุคคลหรือกลุ่ม



บคคลใดทเป็นอภิสิทธชนอยเหนอกฎหมายได้ ประการทสามคอ ปทสถานทมหลักเกณฑ์อย่บนความ















สัมฤทธิผล กล่าวคือ การเข้าด�ารงต�าแหน่งทางการเมืองจะเป็นเร่องของความสามารถของบุคคล

ไม่ใช่เป็นเรื่องของชาติตระกูลสูงหรือต�่า หรืออาจกล่าวได้ว่าราษฎรในสังคมที่พัฒนาแล้วจะมีความ
เท่าเทียมกันในโอกาสบนเงื่อนไขของความสามารถนั่นเอง
�������������������.indd 120 11/23/19 1:35 PM

121
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์


๓. Capacity หมายถึง ความสามารถของระบบการเมือง ในการท่จะสนองตอบต่อข้อเรียก

ร้องจากเหล่าสมาชิก สามารถก�าจัดข้อขัดแย้ง แก้ไขความตึงเครียดท่เกิดข้นในสังคมและยังก่อให้


เกิดส่งใหม่ๆ หรือน�ามาซ่งการเปล่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสายด้วย จึงเห็นได้ว่าค�าว่าความสามารถของ



ระบบในแง่น้หาได้มีความหมายเฉพาะในเร่องของความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับส่งแวดล้อม







ท่แปรเปล่ยนไป แต่ยังหมายถึงความสามารถของระบบในการท่จะเปล่ยนแปลงส่งแวดล้อมบางอย่าง

เพ่อสนองตอบต่อความต้องการของระบบเอง ความสามารถในการสร้างส่งใหม่ๆ ปรับปรุงแก้ไขและ

สามารถด�าเนินการให้การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ นี้เอื้ออ�านวยต่อเป้าหมายใหม่ๆ ของระบบอีกด้วย
เราจึงพบว่ารัฐบาลของประเทศท่พัฒนาแล้วน้น จะมีประสิทธิภาพในการสนองตอบต่อความ



ต้องการของประชาชนในด้านต่างๆ ได้ดี สามารถท่จะน�านโยบายไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพโดย
ยึดหลักการของความเป็นเหตุเป็นผล และหลักการทางโลกในการบริหารงานด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพิจารณาตามหลักการ Development Syndrome ทั้งสามประการ
ข้างต้น เราจะพบว่าค�านิยามที่ได้สรุปมานั้นมีลักษณะที่บ่งบอกว่ามีอคติ กล่าวคือ
ประการแรก มีลักษณะเอนเอียงไปทางแบบของตะวันตก หรือประเทศในค่ายเสรีประชาธิปไตย




ซ่งเราจะพบว่าลักษณะร่วมประการท่สองท่ว่าด้วยความเสมอภาค โดยเน้นท่การเข้ามีส่วนร่วม

ทางการเมืองอันเป็นรูปแบบหน่งของการเมืองแบบประชาธิปไตย ถ้าเป็นเช่นน้เราอาจน�ามาสรุป

อย่างผิด ได้ว่าการเมืองในประเทศเผด็จการย่อมไม่ถือว่าเป็นการเมืองที่พัฒนา
ประการที่สอง มีนักวิชาการหลายท่านแย้งว่าลักษณะการแบ่งแยกเฉพาะด้านในโครงสร้าง
ทางการเมืองน้น หาได้มีเฉพาะในระบบการเมืองสมัยใหม่ไม่แต่มันเกิดมาก่อนแล้วในบางสังคม เช่น


ในจักรวรรดิโรมัน และจีนโบราณ ซ่งถ้าเรายึดหลักน้เป็นเกณฑ์เราก็อาจสรุปได้ว่าจักรวรรดิโรมัน

และจีนโบราณเป็นสังคมที่มีการพัฒนาการเมืองแล้ว ซึ่งนักวิชาการหลายท่านยังสงสัยอยู่ นอกจาก

น้ยังมีบางคนได้ตั้งข้อสงสัยไว้เหมือนกันว่ามีการแบ่งแยกโครงสร้างหรือมีระดับของความช�านาญ
งานเฉพาะด้านระดับใดที่เราอาจพูดได้ว่าสังคมนั้นพัฒนาแล้ว


ซ่งปัญหาท่ส�าคัญของการน�าเอา Development Syndrome มาวิเคราะห์ว่าสังคมใดๆ
มีการพัฒนาการเมืองแล้วหรือไม่นั้น ยังไม่ได้ปรากฏอยู่อีกประการหนึ่งคือ Colemanไม่ได้ชี้ชัดไป
เลยว่าลักษณะร่วมทั้งสามประการของ Syndrome นั้น ควรจะต้องมีพร้อมๆ กันในระดับใดๆ ใน

สังคมหน่งๆ จึงจะนับได้ว่าเป็นสังคมท่มีการพัฒนาการเมือง และในการท่สังคมหน่งมีระดับของ




ลักษณะร่วมในท้งสามประการสูงกว่าอีกสังคมหน่งเราก็อาจกล่าวในเชิงเปรียบเทียบไว้ว่า สังคม ก.ม ี


ระดับของการพัฒนาทางการเมืองสูงกว่าสังคม ข.แต่ถ้าเกิดสังคม ก.เกิดมี Capacityในระดับท่สูงกว่าสังคม
ข. แต่มี Differentiationในระดับเดียวกันในขณะที่มีระดับของ Equalityต�่ากว่า เราจะให้น�้าหนัก
กับลักษณะร่วมแต่ละตัวอย่างไร ถ้าเราให้น�้าหนักกับ Capacity ของระบบเราก็อาจสรุปได้ว่าสังคม

ก. มระดับของการพัฒนาการเมืองสูงกว่าสังคม ข. แต่ถ้าเราให้น้าหนักกับ Equality มากกว่า Capacity

ผลก็จะออกมาในรูปตรงกันข้ามทันที

�������������������.indd 121 11/23/19 1:35 PM

122
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๕.๑.๒ ทฤษฏีการพัฒนาการเมืองตามแนวคิด Gabriel Almond กับ Bingham Powell

สองนักรัฐศาสตร์ผู้ริเร่มน�าเอาการวิเคราะห์เชิงสังคมวิทยาคือ Structural Functional

Analysis มาใช้กับการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบก็ได้ให้ความหมายของค�าว่าพัฒนาการเมืองไว้ว่า

จะต้องประกอบด้วยปัจจัยที่ส�าคัญๆ ๓ ประการ ดังต่อไปนี้
๑. Differentiation หมายถึง ความแตกต่างแยกแยะในหน้าที่ต่างๆ และมีโครงสร้างที่มี
ความช�านาญงานเฉพาะด้านในลักษณะเดียวกันกับที่ Development Syndrom ได้กล่าวไว้


๒. วัฒนธรรมทางการเมืองท่เปนแบบโลก (Secularization of Political Culture) หมาย
ถึงวัฒนธรรมทางการเมืองท่มีลักษณะเชิงปฏิบัติ และหาข้อเท็จจริงได้ (Pragmatic, empirical

orientation) และมีลักษณะเฉพาะเจาะจง (Specificityorientation) มากกว่าที่จะอยู่ในลักษณะ
กระจาย (Diffuseness) จึงเห็นได้ว่า วัฒนธรรมทางการเมืองแบบโลกเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง

ของสังคมท่ทันสมัย ไม่เช่อในส่งงมงายโดยปราศจากการค�านึงถึงเหตุผลและข้อเท็จจริงสามารถ



แยกแยะบทบาททางการเมืองออกจากบทบาททางสังคมได้อย่างชัดเจน รวมท้งสามารถเข้าใจถึง

ผลกระทบท่ระบบการเมืองมีต่อตนเองด้วย ในการน้พวกน้จะมีความปรารถนาท่จะเข้าไปมีส่วนร่วม



ในลักษณะใดๆ เช่น อาจเข้ารวมกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีแนวทางเดียวกันเพื่อที่


จะใช้อิทธิพลต่อ Output หรือนโยบายท่ออกมาจากระบบทางการเมือง ดังน้นในสังคมท่มีวัฒนธรรม


ทางการเมืองแบบโลกจะเป็นผลให้เกิดกิจกรรมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ข้นในสังคม และท�าให้
พัฒนาการของโครงสร้างทางการเมืองในลักษณะของพรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์เป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการเอื้ออ�านวยต่อกระบวนการ Differntiation ในส่วนหนึ่ง
อันจะน�าไปสู่การพัฒนาการเมืองของระบบนั่นเอง
๓. ความเปนอิสระของระบบย่อย (Subsystem Autonomy) ปัจจัยนี้เป็นส่วนที่ต่อเนื่อง
มาจากปัจจัย Differentiation โดยมองว่าเมื่อสังคมพัฒนาไปจะเกิดหน้าที่ต่างๆ ขึ้นมากมายอันจะ
น�าไปสู่การปรับตัวของโครงสร้างเดิม โดยการสร้างระบบย่อยๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะสนองตอบหรือแก้ไข
ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา แต่เมื่อเกิดระบบย่อยขึ้นมาแล้ว ถ้าระบบย่อยเหล่านั้นไม่เป็นตัวของตัวเอง

กล่าวคือ ไม่สามารถด�าเนินการใดๆ ได้ถ้าไม่ได้รับค�าส่งหรือนโยบายจากองค์กรหรือหน่วยงานใด
เสียก่อน เราก็ถือว่าระบบย่อยนั้นขาดความเป็นอิสระในตัวเอง สังคมท่มีลักษณะ (Differentiation)

ในระดับสูง แต่ถ้ามีระบบย่อยที่ขาดความเป็นอิสระในตนเอง เราก็ไม่นับว่าเป็นสังคมที่พัฒนาแล้ว
เช่นเดียวกันกับหนังสือเล่มโตๆ แต่ปราศจากสาระ เราก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าหนังสือเล่มน้นเป็นหนังสือ

ที่ดี ฉันใดก็ฉันนั้น

๓ G. Almond and B. Powell, Comparative Politics : A. Development Approach,(Boston :
Little, Brown and Co., 1996), pp. 299-332.

�������������������.indd 122 11/23/19 1:35 PM

123
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์



ปัจจัยท่ส�าคัญท้ง ๓ ประการข้างต้นนจะเก่ยวข้องซ่งกนและกันอย่างใกล้ชิดและยังสามารถ





น�ามาเป็นมาตรการในการแบ่งระบบการเมืองตามล�าดับของวิวัฒนาการ ซึ่ง Almond กับ Powell
อ้างว่าระดับของความแตกต่างแยกแยะของโครงสร้างและระดับของวัฒนธรรมแบบโลกน้นจะน�ามา


ซึ่งระบบการเมือง ๓ ระบบ คือ
๑. ระบบดั้งเดิม หมายถึง ระบบการเมืองที่โครงสร้างทางการเมืองขาดความซับซ้อนและ
ประชาชนเชื่อในสิ่งที่ใช้เหตุผลทางโลก เช่น โชคลาง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปราศจากตัวตน เช่น โชค


ลาภและส่งศักด์สิทธ์ท่ปราศจากตัวตน เช่น ในหมู่บ้านชาวอัฟริกาบางเผ่า และในหมู่ชาวเอสกิโม




บางกล่ม มหวหน้าซ่งจะท�าหน้าทหรอสวมบทบาทหลายบทบาท กล่าวคอ หัวหน้าจะเป็นท้งผ้น�า








ทางเศรษฐกิจ การเมือง และทางศาสนา อาจจะมีการปรึกษาหารือกันว่าจะออกไปล่าสัตว์เมื่อไร ใช้



วิธีการใด จะไปท่ใดซ่งในการน้บรรดาผู้ชายวัยฉกรรจ์ซ่งเป็นลูกเผ่าอาจให้ความเห็นและมีส่วนใน

การตัดสินใจ ก่อนออกเดินทางก็อาจมีการท�าพิธีบวงสรวงขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหล่านี้เป็นต้น
๒. ระบบประเพณี หมายถึง ระบบการเมืองที่เริ่มมีความแตกต่างในโครงสร้าง หน้าที่และ
ในบทบาทที่ช�านาญเฉพาะด้านมากขึ้น ระบบนี้มีผู้น�าทางการเมือง เช่น พระมหากษัตริย์ ขุนนาง
เจ้าหน้าที่ ซึ่งจะท�าหน้าที่เฉพาะด้าน Almond และ Powell ได้แบ่งระบบการเมืองแบบประเพณี
ออกได้เป็นระบบย่อยอีกคือ
๒.๑ ระบบปิตาธิปไตย เช่น การปกครองของอียิปต์ในสมัยพระเจ้าฟาโรห์


๒.๒ ระบบราชการรวมศูนย์ ซ่งเป็นระบบท่เร่มมีการพัฒนาเป้าหมายทางการเมืองใน




ลักษณะท่มีอิสระกว่าเก่า บทบาททางการเมืองและบริหารได้พัฒนามากข้น และพยายามท่จะจัด

รปแบบของสงคมให้อย่ในลกษณะของรวมศนย์ ตวอย่างเช่น อาณาจักรจนดาในอเมรกาใต้ช่วง







ศตวรรษที่ ๑๖ ซึ่งโครงสร้างของอาณาจักรนี้ประกอบไปด้วยสมาชิกของชนชั้นสูง พระซึ่งมีอยู่เป็น
จ�านวนน้อย และปะชาชนธรรมดาซึ่งมีอยู่ในจ�านวนมาก อาณาจักรนี้แบ่งออกเป็นสี่เมือง มีถนนสี่
สายว่งจากแต่ละเมืองมุ่งเข้าสู่เมืองหลวง และจักรพรรด์จะเป็นผู้ก�าหนดส่งพระญาติไปปกครอง








จังหวัดท้งส่น้น ซ่งเจ้าเมืองท้งส่น้ต่างก็มีอ�านาจสูงสุดในการก�าหนดกฎหมายบริหารราชการและ

ตัดสินกรณีพิพาท แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิ์ด้วย


๒.๓ ระบบศักดินาเป็นระบบการเมืองท่แตกต่างจากอภิชนาธิปไตยในลักษณะท่ชนช้น


สูงเป็นเจ้าของท่ดินส่วนใหญ่ และท�าหน้าท่ในการก�าหนดนโยบายของรัฐ และแตกต่างจากระบบ

ปิรมิตตามทรรศนะของ Apterซึ่งมีหัวหน้าสาขาเป็นผู้ปกครองเมืองเล็กๆ โดยขึ้นตรงต่อผู้น�าสูงสุด
อีกทีหนึ่ง ทั้งนี้เพราะในระบบศักดินานั้น หัวหน้าสาขาจะเป็นผู้ด�าเนินงานของรัฐภายในเมืองที่ตน
ครอบครองอยู่เกือบทุกอย่างตามล�าพังคนเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็มีสัมพันธภาพกับหัวหน้าใหญ่
ในลักษณะของสัญญาว่าจะตอบแทนซึ่งกันและกันในลักษณะใดๆ

๔ G. Almond and B. Powell, Op. cit., pp. 215-298.
๕ David Apter, The political of Modernization,(Chicago : University of Chicago Press, 1965),
pp.91-92.
�������������������.indd 123 11/23/19 1:35 PM

124
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๓. ระบบสมัยใหม่ หมายถึง ระบบการเมืองท่โครงสร้างพ้นฐานทางการเมืองของสังคมม ี


ความแตกต่างซับซ้อนมาก ต่างก็ท�างานตามความช�านาญงานเฉพาะอย่าง เช่น มีกลุ่มผลประโยชน์









พรรคการเมอง สอสารมวลชนเกดขนมากมาย ลกษณะวฒนธรรมทางการเมองของบรรดาเหล่า


สมาชิกของสังคมมีความเป็นเหตุเป็นผลทางโลก เร่มเข้าใจถึงบทบาทของรัฐบาลว่าสามารถท่จะ
เปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมได้ Almond กับ Powell ได้จ�าแนกระบบการเมืองสมัย
ใหม่นี้ออกได้เป็น ๓ ระบบคือ

๓.๑ ระบบรัฐชาติแบบโลก ในท่น้หมายถึง เมืองเล็กหรืออาจเป็นเมืองขนาดใหญ่ท่ม ี


ความเป็นอิสระในตนเองและมีโครงสร้างทางสังคมที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อน เช่น รัฐชาติของกรีก
โบราณ

๓.๒ ระบบสมัยใหม่ท่มีการระดมสรรพก�าลัง ระบบการเมืองน้อาจจ�าแนกได้อีกเป็น

ระบบประชาธไตยซงมระบบยอยทเปนอสระในตนเองและประชาชนมวฒนธรรมทางการเมองแบบ












เข้ามีส่วนร่วม กับระบบอ�านาจนิยมซึ่งระบบย่อยถูกควบคุมโดยส่วนกลางและประชาชนมีลักษณะ
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบกึ่งไพร่ฟ้ากึ่งเข้ามีส่วนร่วม

๓.๓ ระบบสมัยใหม่ช่วงก่อนท่จะมีการระดมสรรพก�าลัง ซ่งระบบการเมืองแบบน้จะม ี


ระดับของความแตกต่างในโครงสร้างและระดับของวัฒนธรรมที่เป็นทางโลกต�่ากว่าแบบก่อน ซึ่งถ้า
จะแยกตามลักษณะของระบบการปกครองเราอาจกแยกออกได้เป็น ๒ ระบบคือ ระบบประชาธิปไตย
เช่น การปกครองของไนจีเรียก่อนเดือนมกราคม ๑๙๙๖ กับระบบอ�านาจนิยม เช่น การปกครอง
ของประเทศกาน่า เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า Almond กับ Powell ต้องการชี้ให้เห็นว่าพื้นฐานส่วนหนึ่งของการพัฒนาการ

เมืองก็คือความเป็นทันสมัยทางการเมืองของสังคมท่มีโครงสร้างแตกต่างซับซ้อนและมีวัฒนธรรม









แบบทางโลก ความแตกต่างระหว่างสงคมททนสมยกบสงคมทพฒนาทางการเมองจึงอยู่ท่ปัจจย







ประการท่สามคือ ปัจจัยเร่องความเป็นอิสระของระบบย่อย นั่นเองจากปัจจัยท้ง ๓ ประการ Almond
และ Powell น�ามาเป็นมาตรการในการจ�าแนกระบบการเมือง ทั้งนี้โดยอ้างว่าในระบบการเมืองใด
ท่มีลักษณะของปัจจัยท้ง ๓ ประการน้อยู่ในระดับสูงกว่าอีกระบบการเมืองหน่งจะถือว่าระบบการเมือง




นั้นมีการพัฒนากว่า

�������������������.indd 124 11/23/19 1:35 PM

125
ความรู้เบื้องต้นทางรัฐประศาสนศาสตร์

๕.๑.๓ ทฤษฏีการพัฒนาการเมืองตามแนวคิด C.H. Dodd


นักรัฐศาสตร์สาขาการเมืองเปรียบเทียบชาวอังกฤษก็เป็นอีกผู้หน่งท่พยายามให้ค�าจ�ากัด


ความของค�าวา “การพัฒนาการเมือง” ซึ่งเขาพบวามีความสัมพันธกันอยางใกลชิดกับค�าวา “ความ






เป็นทันสมัยทางการเมือง” (Political Modernization) ดอดด์ กล่าวว่าการพัฒนาการเมืองน้น
หมายรวมถึงลักษณะดังต่อไปนี้ ๖



๑. การเปล่ยนแปลงทางการเมืองเพ่อให้สัมฤทธิผลในเป้าหมายท่ระบุไว้แล้ว เช่น เสร ี
ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ หรือรัฐอิสลาม

๒. มีกระบวนการของการเปล่ยนแปลงโดยท่วๆ ไปในแวดวงการเมือง ซึ่งเก่ยวเน่องอย่าง



ใกล้ชิดกับส่วนอื่นๆ ของสังคมอันประกอบไปด้วย
๒.๑ การขยับขยายและการรวมศูนย์อ�านาจในการปกครองและมีความแตกต่าง

ซับซ้อน ตลอดจนความช�านาญเฉพาะด้านของโครงสร้างและหน้าท่ทางการเมือง ความแตกต่าง



ซับซ้อนเหล่าน้หาได้ก่อให้เกิดความแตกแยกไม่แต่จะน�ามาซ่งการประสานงานเป็นอันหน่งอันเดียวกัน
ของระบบ
๒.๒ จ�านวนพลเมืองที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองเพิ่มมากขึ้น
๒.๓ จ�านวนพลเมืองที่สังกัดตนเองกับระบบการเมืองเพิ่มมากขึ้น
๓. ระบบการเมืองนั้นมีความสามารที่จะ
๓.๑ แก้ปัญหาที่มีอยู่และเกิดขึ้นมาใหม่ได้


๓.๒ ริเร่มและคงไว้ซ่งนโยบายใหม่ๆ เพ่อการด�าเนินงานในสังคม และจัดต้งโครงสร้าง


ใหม่ๆ ขึ้นมาหรือปฏิรูปของเก่าเพื่อที่จะได้ด�าเนินการไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
๔. ความสามารถในการเรียนรู้ว่าจะปฏิบัติหน้าท่ทางการเมืองและจัดต้งโครงสร้างทางการ


เมืองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

๖ C.H. Dodd, Political Development,(London : The Mac Millan Press Ltd., 1992), p.15.

�������������������.indd 125 11/23/19 1:35 PM

[Update] | รัฐประศาสนศาสตร์ หมาย ถึง – Sathyasaith

รัฐประศาสนศาสตร์

รัฐประศาสนศาสตร์ คืออะไร

การบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ (Public administration)คือ การดำเนินการทั้งปวงของฝ่ายบริหาร ยกเว้นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ โดยมีจุดมุ่งหมายให้นโยบายของรัฐที่วางไว้บรรลุผล อาจมองได้ทั้งเป็นการปฏิบัติการและการเป็นสาขาวิชาแขนงหนึ่ง ในการบริหารและจัดการภาครัฐ จะไม่เหมือนการบริหารธุรกิจที่เน้นกำไรสูงสุด (profit maximize) แต่เป็นการเน้นการให้บริการที่ให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยลูกค้าก็คือ ประชาชนที่มาใช้บริการ และต้องเป็นการให้บริการต่อทุกคนอย่างเป็นธรรม

การศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับอะไรบ้าง

1.       นโยบายสาธารณะ

2.       การปฎิรูประบบราชการ

3.       องค์การกับการบริการสาธารณะ

4.       การบริหารทรัพยากรมนุษย์

5.       การคลังและงบประมาณ

6.       ธรรมาภิบาล

นโยบายสาธารณะ (public policy) หมาย ถึง แนวทางกิจกรรม/การกระทำ/การเลือกตัดสินใจของรัฐบาลซึ่งรัฐบาลได้ทำการตัดสิน ใจและกำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อชี้นำให้มีกิจกรรม/การกระทำต่างๆ เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมรการวางแผน การจัดทำโครงการ วิธีการบริหารหรือกระบวนการดำเนินงาน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยวิธีปฏิบัติงานที่ถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และความต้องการของประชาชน/ผู้ใช้บริการในแต่ละเรื่อง

การปฏิรูประบบราชการ คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของระบบราชการ ตั้งแต่ บทบาทของรัฐโครงสร้างอํานาจในระดับต่างๆโครงสร้างรูปแบบองค์การ ระบบการบริหาร และวิธีการทํางาน ระบบงบประมาณระบบบริหารบุคคล กฎหมาย กฎระเบียบ วัฒนธรรมและค่านิยมการปฏิรูประบบราชการเพื่อทําให้ราชการมีสมรรถนะสูง เป็นระบบที่มีคุณภาพ และคุณธรรม  เป็น ระบบราชการที่ทันสมัย ทันการณ์ มีความเป็นสากลตลอดจนเป็นกลไกการบริหาร และจัดการประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ และการปฏิรูประบบราชการจะเป็นระบบที่สร้างให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีนิสัยการทํางานอย่างผู้รู้จริง ทําจริง มีผลงาน ขยัน มีความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต กล้าคิด กล้าทํา สร้างสรรค์ ปฏิบัติงานอย่าง มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาของประชาชน

องค์การ มีความหมาย  3 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

1. องค์การทางสังคม 2. องค์การทางราชการ 3. องค์การทางเอกชน

องค์การ คือ การรวมตัวกันของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการทำกิจกรรม หรือ งานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอาศัยกระบวนการจัดโครงสร้างของกิจกรรมหรืองานนั้น ออกเป็นประเภทต่าง ๆ เพื่อแบ่งงานให้แก่สมาชิกในองค์การดำเนินการปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย

 

 ลักษณะขององค์การ

1. องค์การคือกลุ่มของบุคคล (Organization as a Group of People) เป็นกลุ่มของบุคคลที่มีเป้าหมายร่วมกัน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ

2. องค์การคือโครงสร้างของความสัมพันธ์ (Organization as a Structure of Relationship) เป็นความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ

3. องค์การเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของการจัดการ (Organization as a Function of Management) เป็นรูปของการจัดกิจกรรม หรืองานต่าง ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าไว้ด้วยกัน โดยกำหนดหน้าที่ (authority) ความรับผิดชอบ (Responsibility)

4. องค์การคือกระบวนการ (Organization as a Process) ลำดับ ขั้นตอน ความต่อเนื่อง การดำเนินงาน ก่อให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้อง และประหยัด มีขั้นตอนดังนี้

 

การกำหนดเป้าหมาย (Determination of objectives)

การแบ่งงาน (Division of activities)

การจัดบุคคลเข้าทำงาน (Fitting individuals into activities)

การสร้างความสัมพันธ์ (Developing relationships)

5. องค์การเป็นระบบอย่างหนึ่ง (Organization as a System) ส่วนรวมของสิ่งใด ๆ ที่ประกอบด้วยส่วนย่อย ๆ ที่จัดเรียงลำดับมีความเกี่ยวข้องกัน

 

เป้าหมายขององค์การ (Organization Goal) คือ จุดหมายปลายทางที่กำหนดขั้นเพื่อให้การจัดสรรทรัพยากร และกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อทิศทางสุดท้ายที่กำหนดไว้ในองค์การนั้น ๆ เช่น กำไรสูงสุด

 

ความสำคัญในการกำหนดเป้าหมายขององค์การ

1. ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติกิจกรรมขององค์การ

2. เป็นการอำนวยความถูกต้องตามระเบียบแบบแผน

3. เป็นมาตราฐานที่สมาชิกในองค์การและนอกองค์การสามารถวัดความสำเร็จได้

 

วัตถุประสงค์ขององค์การ (Organization objectives)

1. วัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจหรือกำไร (Economic or Profit objectives) กำไรสูงสุด ผลตอบแทนจากการลงทุน

2. วัตถุประสงค์เกี่ยวกับการให้บริการ (Service objectives) เพื่อสนองต่อความต้องการของประชาชน

3. วัตถุประสงค์ทางด้านสังคม (social objectives) สนองความต้องการของประชาชน ความรับผิดชอบทางสังคม

 

ประเภทขององค์การ

1. องค์การแบบปฐมภูมิ และองค์การแบบทุติยภูมิ

องค์การแบบปฐมภูมิ (Primary Organization) องค์การที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ครอบครับ เพื่อน

องค์การแบบทุติยภูมิ (Secondary Organization) องค์การที่เกิดขึ้นด้วยบทบาท หน้าที่ เหตุผล เช่น ธุรกิจ

2. องค์การแบบมีรูปแบบ และองค์การแบบไร้รูปแบบ

องค์การแบบมีรูปแบบ (Formal Organization) คือองค์การที่มีโครงสร้างอย่างมีรูปแบบ มีกฏเกณฑ์ ระเบียบแบบแผน หรือองค์การทางราชการ หรือการบริหารจากบนลงล่าง (Top-down Management) หรือการบริหารแบบแนวดิ่ง (Vertical) องค์ประกอบที่สำคัญขององค์การแบบมีรูปแบบ

 

1. การแบ่งระดับชั้นสายการบังคับบัญชา (Hierarchy)

การบริหารระดับต้น (Lower Management)

การบริหารระดับกลาง (Middle Management)

การบริหารระดับสูง(Top Management)

2. การแบ่งงาน (Division of Labor)

3. ช่วงการควบคุม (span of Control)

4. เอกภาพในการบริหารงาน (Unity of Command)

องค์การแบบไร้รูปแบบ (Informal Organization) หรือองค์การที่ไม่เป็นทางการ ไม่มีโครงสร้าง ไม่มี ระเบียบแบบแผน ไม่มีการกำหนดหน้าที่ ไม่มีสายบังคับบัญชา

READ  การรู้เท่าทันสื่อ (Media literacy) | media literacy การ รู้ เท่าทัน สื่อ

ข้อดี        1 งานบางอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

2. ส่งเสริมขวัญและกำลังใจ

3. เป็นทางออกที่บำบัดความไม่พอใจ

4. ลดภาระของหัวหน้างานลงได้บ้าง

ข้อเสีย    1 เกิดการต่อต้านกับองค์การมีรูปแบบ

2. เกิดการแตกแยกเป็นกลุ่ม ทำให้เสียแบบแผน

 

ทฤษฎีองค์การ (Organization Theory)

การวิเคราะห์ถึงความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติรอบตัว อย่างมีระบบและแบบแผนในเชิงวิทยาศาสตร์

1. ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory) – Frederick Taylor แนวคิดการบริหารงานแบบวิทยาศาสตร์ – Max weber แนวคิดระบบราชการ เป็นสังคมในยุคสังคมอุตสาหกรรม มีโครงสร้างที่แน่นอน มีระเบียบแบบแผน มุ่งให้ผลผลิตมีประสิทธิภาพ (efficient and effective Productivity) มองมนุษย์เหมือนเครื่องจักร (Mechanistic) ในองค์การ

2. ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) – Hugo Munsterberg ผู้เริ่มต้น วิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม เน้นสภาพสังคมที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน มองมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีความรู้สึก มีจิตใจ (Organic) นำความรู้ด้าน มนุษย์สัมพันธ์มาใช้

3. ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) เน้นสังคมเศรษฐศาสตร์ (Socioeconomic) มอง มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก มีจิตใจ นำความรู้ด้านมนุษย์สัมพันธ์มาใช้ นำสิ่งแวดล้อมมาพิจารณา ใช้แนวความคิด เชิงระบบ คำนึงถึงความเป็นอิสระ และสิ่งแวดล้อมภายใน และภายนอก

การจัดการ คือ กระบวน การบริหารที่มีประสิทธิภาพ ที่ทำให้องค์การธำรงอยู่และเกิดสัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยการรู้ จักใช้เทคนิควิธีต่าง ๆ ที่จะนำองค์การไปสู่เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายขององค์การ

การจัดการ นิยมใช้ในวงการธุรกิจ

การบริหาร นิยมใช้ในวงการรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายไม่แตกต่างกัน

ส่วนประกอบขององค์การ คือ บุคคล (Man) เงิน (Money) เครื่องจักร (Machine) และวัสดุ (Materials)

เทคนิค และวิธีการต่าง ๆ ในจัดการส่วนประกอบขององค์การ เช่น เทคนิคการจัดการสารสนเทศ อาจเกี่ยวกับ บุคคล การเงิน การผลิต เป็นต้น ขึ้นอยู่กับผู้บริหารที่จะรู้จักนำไปใช้ประโยชน์ โดยมีการจัดการข้อมูลและขั้นตอนวิธีการที่ดี ที่จะได้มาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดขององค์การ

 

ความสำคัญของการจัดการ

1. มีกระบวนการจัดการที่ดี จะทำให้องค์การประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

2. การจัดการเป็นเทคนิคที่ทำให้สมาชิกในองค์การเกิดจิตสำนึกร่วมกัน ในการปฏิบัติงาน มีความตั้งใจ

3. การจัดการเป็นกำหนดขอบเขตการทำงานของสมาชิกในองค์การ

4. การจัดการเป็นการแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดในการปฏิบัติงาน

 

การจัดการเป็นศาสตร์และศิลปะ

การจัดการเป็นศาสตร์ (Management is a Science) เพราะ ความรู้ที่ได้มาเป็นระบบ เป็นหลักการ กฎ ทฤษฎี หลังจากได้พิสูจน์ ทดสอบ และนำไปใช้แก้ปัญหาได้แล้ว และนำความรู้ต่าง ๆ นี้มาพัฒนาต่อไป เช่น วิชารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) , การบริหารธุรกิจ (Business Administration) เป็นต้น

การจัดการเป็นศิลปะ (Management is also an art) เพราะ การนำเอาความรู้ประยุกต์ใช้งานหรือเป็นเทคนิค ในการพัฒนา องค์การให้เกิดผลตามที่องค์การต้องการ โดยให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่จริง

ศาสตร์ ให้มีความรู้ วิชาการ ศิลปะสอนให้รู้จักการปฏิบัติ

ศาสตร์ และศิลปะเป็นสิ่งประกอบให้เกิดผล และต้องมีการพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ และนำมา ประยุกต์ใช้ นำมาแก้ปัญหาในการจัดการบุคคล เงิน เครื่องจักร และวัสดุ ขององค์การให้ดำเนินไปได้ด้วยดี

 

การจัดการกับระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศจะต้องมีปริมาณและคุณภาพที่เพียงพอ จึงจะเป็นประโยชน์ต่อองค์การดังนี้

1. การกำหนดเป้าหมาย เป็นจุดหมายหรือเป้าหมายที่องค์การจะต้องทำให้สำเร็จ

2. การวางแผนและการตัดสินใจ เป็นการวางขั้นตอน วิธีการดำเนินการหรืองานต่าง ๆ โดยเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร

3. การจัดและปรับปรุงโครงสร้างองค์การ เป็นการกำหนดหนทาง การทำงาน การบังคับบัญชา ความรับผิดชอบ

4. การบริหารงานบุคคล เป็นการวางแผนบุคคล การสรรหาและเลือกสรร การพัฒนา ต้องอาศัยข้อมูลของบุคคล

5. การอำนวยการและการสั่งการ เป็นการชักจูงให้คนงานปฏิบัติงานอย่างดีที่สุด เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องหาวิธี

6. การควบคุม เป็นการบังคับให้กิจกรรมต่าง เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้

 

 

  การบริหารงานบุคคล (Personnel Management) รือการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) เป็น กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งกำลังคนที่เหมาะสมที่สุดกับงาน และใช้ทรัพยากรกำลังคนนั้นให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเป้าหมายที่ กำหนดไว้ รวมถึงการบำรุงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพให้มีปริมาณเพียง พอ
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management : HRM) แต่ก่อนใช้คำว่า การบริหารงานบุคคล (Personnel Management : PM) ซึ่งจริงๆ แล้วสองคำนี้เหมือนกันและสามารถใช้แทนกันได้ เนื่องจากมีลักษณะหน้าที่งานอย่างเดียวกัน เพียงแต่ HRM จะมีความหมายครอบคลุมมากกว่าและเพื่อให้เหมาะสมกับการที่จะเข้าไปดูแลมนุษย์ก่อนที่จะเข้ามาสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่เริ่มต้น จึงใช้คำว่า HRM แทน PM นั่นเอง
2 ความแตกต่างระหว่าง Personnel Management กับ Human Resource Management
กล่าวคือ

       การบริหารงานบุคคล (Personnel Management) เป็นกระบวนการบริหารบุคคลที่อยู่ใน
องค์การ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกคนที่ดีที่สุดในตลาดแรงงานด้วยวิธีการต่างๆ เข้ามาสู่องค์การ แล้วใช้คนให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จนกระทั่งคนนั้นพ้นออกไปจากองค์การ ซึ่งเมื่อคนออกไปจากองค์การแล้วมีการให้ Compensation Bonus เงินสะสม บำเหน็จบำนาญ ก็ถือว่าเป็นอันจบสิ้นกระบวนการ

      ประสิทธิภาพของคนทำงานจะต้องมี
– กำลังขวัญ (Moral) เช่น การทำงานอย่างมีความสุข ค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ความ
ปลอดภัยในการทำงาน เป็นต้น

– แรงจูงใจ (Motivation) เช่น การให้ค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น ทำมากได้มาก ทำดีมีโอกาสก้าวหน้า การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง 

        การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) เป็น เรื่องเกี่ยวกับการวางแผน การกำหนดคุณลักษณะ และคุณสมบัติของประชากร เริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รัฐต้องดูแลรักษา ใช้งาน และให้ประโยชน์แก่ทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย คือ ก่อนเข้าทำงานและหลังพ้นจากงานเป็นภารกิจของรัฐนั่นเอง

       HRM มองการบริหารงานบุคคลในแนวลึก หมายความว่า HRM ไม่ ได้เริ่มสร้างหรือเปลี่ยนนิสัยคนเมื่อเข้ามาอยู่ในองค์การ แต่จะเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องดูแลตั้งแต่ในสถาบันครอบครัวตั้งแต่เกิด โดยทำการบริหารคนตั้งแต่ตอนแรกที่เขายังไม่ได้เป็นบุคลากร เป็นเพียงแค่ทรัพยากรบุคคล กำลังคน เป็นมนุษย์ที่มีค่า ซึ่งหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นพนักงานขององค์กรธุรกิจ

      แนวคิดในแนวกว้างของ HRM สิ่งที่เน้นมากที่สุดคือ การดำเนินหน้าที่ต่างๆ (เหมือนกับ PM) จำเป็นต้องพิจารณาภาวะแวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ (การแข่งขันในตลาดโลก) สังคม (โครงสร้างประชากร) กฎหมายที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ HRM ยังเน้นกลยุทธ์ของการบริหารในแต่ละหน้าที่ (Function) ว่าจะต้องปรับให้สอดคล้องซึ่งกันและกันกับสภาวะแวดล้อม ตัวอย่างเช่น

– เมื่อมีการปรับลดขนาดขององค์การลง (Downsizing) กลยุทธ์ของ HRM ควรมุ่งเน้น
ในด้านการกำจัดคนให้ออกไปจากองค์การ (Decruitment) และการฝึกอบรมและการพัฒนา (Training and Development) เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงานที่เหลืออยู่ และสามารถทำงานแทนพนักงานที่ถูก Layoffs ได้ (เทคนิคการจัดการที่เรียกว่า Learning Organization คือ องค์การแห่งการเรียนรู้)

– การฝึกอบรม (Training) และการพัฒนา (Development) เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของ HRM ในภาวะวิกฤติ ซึ่งจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การแข่งขันต่างๆ เป็นต้น
– การบริหารค่าตอบแทน (Compensation) ต้องคำนึงว่าทำอย่างไรที่จะประหยัดต้นทุนได้ โดยที่กำลังขวัญของพนักงานไม่เสีย

– การประเมินผลงาน (Performance Appraisal) เน้นการประเมินผลงานตามผลงานจริงๆ แล้วจ่ายค่าจ้างตามผลงานนั้นๆ หรือการจ่ายค่าจ้างแบบ Pay for Performance มิใช่จ่ายแบบ Pay for Position
ทุกๆ องค์การเอาตัวรอดด้วยการลดขนาดขององค์การ (Downsizing) โดยการ Layoffs คนจำนวนมาก ทำให้คนที่เหลืออยู่ต้องทำงานมากขึ้น และสามารถทำงานแทนคนอื่นได้ ซึ่งการลดขนาดขององค์การก่อให้เกิด

– Job Enlargement เป็นการเพิ่มงานในระดับแนวนอน (Horizontal) เช่น เมื่อก่อนเคยทำงานเพียง 1, 2, 3 หน้าที่ แต่ตอนนี้เพิ่มเป็น 4, 5, 6 หน้าที่ เป็นต้น

– Job Enrichment เป็นการเพิ่มงานในแนวดิ่ง (Vertical) หรือเป็นการเพิ่มงานจากข้างบนลงมาข้างล่าง หมายความว่า เมื่อมีการลดขนาดขององค์การ หัวหน้างานอาจจะหายไปประมาณ 2 – 3 ระดับ โดยเฉพาะในระดับกลางๆ พวก First Line และพวก Middle จะ ถูกลดหายไป งานนั้นจึงตกมาที่ตัวคนงานข้างล่าง ซึ่งเมื่อก่อนคอยทำตามคำสั่งอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ต้องคิด ต้องวางแผนการทำงาน ปฏิบัติงานเอง และประเมินผลเอง ทำให้ภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มงานในแนวดิ่งนั้นเป็นงานชนิดเดียวกัน แต่เพิ่มคุณค่าตรงที่ต้องวางแผนและประเมินผลเอง

      สาเหตุที่องค์การหันมาใช้ Human Resource Management เพราะ แนวคิดที่พยายามบริหารงานบุคคลเพื่อให้คนที่อยู่ในองค์การเป็นคนที่มีคุณภาพ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานที่มีประสิทธิภาพนั้น องค์การไม่ต้องการคนที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีต่อองค์การ เป็นผู้นำที่สามารถตัดสินใจได้ และเป็นคนที่มีพฤติกรรมที่สามารถจะเข้ารวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานได้เป็น อย่างดีเข้ามาทำงานในองค์การ
จะเห็นได้ว่า HRM เน้นอย่างมากในเรื่องของกลยุทธ์ ในขณะที่ PM ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก
ฑ กลยุทธ์ขององค์การสมัยใหม่ เช่น

– TQM (Total Quality Management) เน้น เรื่องของการให้บริการได้อย่างทันท่วงที และถูกต้องตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเทคนิคนี้นิยมให้ลูกค้าเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน
– Empowerment เป็นการมอบอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจให้ลูกน้อง
– Downsizing เป็นการลดขนาดขององค์การ ซึ่งทำให้เกิด Job Enrichment และ Job Enlargement
– Learning Organization เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ พยายามทำให้คนมีประสิทธิ-ภาพสามารถทำงานแทนกันได้
– Pay for Performance การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่บนพื้นฐานของการประเมินผลงาน
– Green Marketing (การตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อม) เป็นการจัดกิจกรรมหรือโครงการที่ใช้กลยุทธ์การตลาดซึ่งติดต่อสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

      การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 จะตั้งอยู่บนรากฐานของ
1. นโยบายการเปิดประตู (Open – door Policy)
2. การไม่เลิกจ้าง (No Layoffs)
3. การพัฒนางานอาชีพ (Career Development)
4. มีความยุติธรรม (Equality)

            ความหมายของ HRM
1. เป็นศิลปะ
2. เป็นกระบวนการ
3. เป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับคน
เ วัตถุประสงค์ของ HRM
1. เพื่อให้ได้คนดีและมีประสิทธิภาพ
2. เพื่อใช้คนอย่างมีประสิทธิภาพ
3. เพื่อก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการทำงาน
4. เพื่อพัฒนาและบำรุงรักษาบุคคลไว้ในองค์การ
5. เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน

       หลักในการบริหาร HRM
1. ทำให้เกิดความเป็นธรรมในสภาพการจ้าง
2. มีสภาพการทำงานที่ดี
3. ให้ความสำคัญแก่พนักงาน
4. ให้พนักงานได้มีส่วนร่วม
5. ยอมรับและเชื่อมั่นในความสามารถของพนักงาน

      แนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management Functions) มี 4 แนวคิด ดังนี้

     แนวแรก HRM Function มีดังนี้
1. กำหนดความต้องการขององค์การและหน่วยงาน โดยพิจารณาจาก
– ปริมาณบุคลากรที่มีอยู่ และที่ต้องการเพิ่ม
– คุณภาพของบุคลากร
– ค่าตอบแทน

2. การตอบสนองความต้องการ โดยวิธีการ
– การสรรหา (Recruitment)
– การคัดเลือก (Selection)

3. การรักษา พัฒนา และบริการ โดยวิธีการ
– การพัฒนา (Development)
– การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal)
– สวัสดิการและผลตอบแทนอื่นๆ (Fringe Benefit)
– แรงงานสัมพันธ์ (Labour Union)

     แนวที่สอง HRM Function มีดังนี้
1. Procurement (การจัดหาบุคคล)
2. Development (การพัฒนากำลังคน)
3. Motivation (การจูงใจ)
4. Maintenance (การบำรุงรักษาพนักงาน)

     แนวที่สาม HRM Function มีดังนี้
1. Procurement (การจัดหาบุคคล)
2. Development (การพัฒนากำลังคน)
3. Compensation (การจ่ายค่าตอบแทน)
4. Maintenance (การบำรุงรักษาพนักงาน)
5. Labour Relation (การมีส่วนร่วมในแรงงานสัมพันธ์)

     แนวที่สี่ HRM Function มีดังนี้
1. Staffing (Getting People)
2. Training and Development
3. Motivation (Simulating People)
4. Maintenance (Keeping Them)

      หน้าที่ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีดังนี้คือ
1. กำหนดกลยุทธ์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HRM Strategy)
2. การวางแผนกำลังคน / การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (HR Planning)
3. การสรรหา คัดเลือก การบรรจุแต่งตั้ง (Recruitment + Selection and Placement) ถือว่าเป็นกระบวนการจัดหาบุคคลเข้ามา (Procurement)
4. การฝึกอบรมและการพัฒนา (Training and Development)
5. การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal)
6. การบริหารค่าตอบแทน สวัสดิการและผลประโยชน์ (Compensation, Benefit and Service)
7. วินัย (Discipline)
8. สุขภาพและความปลอดภัย (Safety and Health)
9. แรงงานสัมพันธ์ (Labour Relation)
10. ระบบข้อมูล การตรวจสอบ และการวิจัยทรัพยากรมนุษย์

      หน้าที่ทั้งหมดดังกล่าวของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นหน้าที่ของหัวหน้างานทุกฝ่ายใน
องค์การที่ต้องรับผิดชอบ โดยยิ่งมีตำแหน่งสูงมากขึ้นเท่าใด การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ก็มีมากขึ้นเท่านั้น

      การบริหารทรัพยากรทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของระบบคุณธรรม (Merit System) และความ
ยุติธรรม โดยตระหนักถึงสิทธิ (Right) คุณค่า (Value) และจริยธรรม (Ethic)

      การดำเนินการของนายจ้างที่ให้พนักงานที่ติดเชื้อ HIV ออกจากงานโดยจ่ายเงินชดเชยให้ เป็นการดำเนินการที่นายจ้างสามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายและหลักจริยธรรมต่อพนักงาน
แผนกทรัพยากรมนุษย์มักทำหน้าที่เป็น Staff ขององค์การ ซึ่งงานในการบริหารทรัพยากรมนุษย์นั้น Line Manager จะทำงานประสานกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน หรือการตัดสินใจต่างๆ แต่ในทุกประเด็น Line Manager ทุกระดับต้องรับผิดชอบเหมือนกันหมด

     การ ตัดสินใจในการคัดเลือกขั้นสุดท้ายว่าจะรับหรือไม่ จะต้องให้หน่วยงานฝ่ายที่ต้องการพนักงานเป็นผู้ที่ตัดสินใจ นั่นคือ จะอยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้างานโดยตรง
จาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำให้มีนักคิดเป็นจำนวนมากเชื่อว่าประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่นำเอาวิธีการ บริหารงานบุคคลมาใช้ การบริหารงานบุคคลของจีนในสมัยนั้น ได้แก่ การที่ผู้บริหารประเทศได้จัดให้มีวิธีการสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อชิง ตำแหน่งสำคัญในราชการ ซึ่งการสอบแข่งขันในทางความสามารถก็กลายเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในวงการทหาร ของประเทศต่างๆ และรวมถึงวิธีการบรรจุ การเลื่อนขั้นด้วย

     ใน การบริหารทรัพยากรมนุษย์นั้น เมื่อได้รับทราบนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินงานแล้ว ก็ต้องจัดวางแผนให้ถูกต้องเหมาะสม จากนั้นก็จัดหาบุคคลและเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมพอดีกับความต้องการของลักษณะ งานที่แบ่งไว้ (Put the right man on the right job)

      แผนกทรัพยากรมนุษย์มีหน้าที่เฉพาะ ดังนี้
1. ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์
2. ให้คำปรึกษา แนะนำ ให้แง่คิดในการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับฝ่าย Line
3. รับผิดชอบ ควบคุม ดูแล ให้การบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็นไปโดยรูปแบบเดียวกันทั้งองค์การ
4. ส่งเสริมสัมพันธภาพอันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง, ผู้บริหารกับพนักงาน, พนักงานกับพนักงาน และระหว่างองค์การกับชุมชน
5. รับผิดชอบหน้าที่ที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทั้งหมด โดยประสานกับฝ่าย Line

     การแบ่งส่วนงานของฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์
     การแบ่งส่วนงานของฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์โดยถือเอาหน้าที่เป็นเกณฑ์ ได้แก่
1. แผนกจ้าง (Employment Division) มีหน้าที่สำคัญ คือ คัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรับหรือไม่นั้น จะเอื้อให้แก่ฝ่าย Line คือ หัวหน้าโดยตรง

2. แผนกฝึกอบรม (Training Division) เริ่ม โดยการปฐมนิเทศและฝึกอบรมให้สามารถปฏิบัติงานได้สำหรับพนักงานใหม่ ส่วนบุคคลที่เป็นพนักงานของบริษัทอยู่แล้ว ก็มีความจำเป็นที่ต้องรับความรู้เพิ่มเติม หรือพนักงานบริหารที่จะเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นก็ต้องผ่านหลักสูตรอบรมเช่นกัน วัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคนด้วยการเพิ่มพูนความรู้ จัดให้มีวิธีการทำงานที่ดีและช่วยแก้ปัญหาอันเกิดจากวิธีปฏิบัติงาน

3. แผนกค่าจ้างและเงินเดือน (Wage and Salary Division) มีหน้าที่กำหนดระบบค่าจ้างของพนักงานทั้งองค์การ จะวิเคราะห์งาน (Job Analysis) แล้วตีราคางาน (Job Evaluation) รวมถึงการประเมินตำแหน่งด้วย

4. แผนกสุขภาพและความปลอดภัย (Health and Safety Division) มีจุดประสงค์ คือ การดำรงรักษาไว้ซึ่งสมรรถภาพในการปฏิบัติงานของคนงาน

5. แผนกประโยชน์และบริการพนักงาน (Employee Benefit and Service Division) มีบทบาทในการสร้างขวัญ และทัศนคติที่ดีของคนงาน

6. แผนกแรงงานสัมพันธ์ (Labour Relation Division) งานแผนกนี้เกิดขึ้นเพราะการรวมกลุ่มของฝ่ายคนงานในรูปของสมาคมแรงงาน แผนกนี้มีหน้าที่เจรจาต่อรองกับคนงานในเรื่องข้อพิพาทต่างๆ เช่น
– Boycott การต่อต้านของสมาชิกสหภาพแรงงาน โดยไม่ใช้หรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ขององค์การ
– Lockout การปิดงาน คือ การที่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกจ้างทำงานชั่วคราว เนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน
– Picketing การ เดินขบวนของสมาชิกสหภาพแรงงานนอกบริเวณโรงงาน ที่สหภาพกำลังมีข้อขัดแย้งหรือพิพาทอยู่กับนายจ้าง โดยตั้งแถวหน้าโรงงานห้ามมิให้ลูกจ้างอื่นๆ เข้าไปทำงาน

      แนวคิดทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์

1.       Douglas McGregor
ได้แบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 จำพวก ดังนี้
1. ตามทฤษฎี X เป็นแนวสมมุติฐานที่มองตัวบุคคลในแง่ร้าย เป็นแนวความคิดที่สอดคล้องกับหลักการบริหารงานตามหลักวิทยาศาสตร์ของ Taylor ตามแนวทฤษฎีนี้มองว่ามนุษย์ขี้เกียจ, ขาดความรับผิดชอบ, ชอบเลี่ยงงาน, ชอบ อู้งาน ไม่ค่อยมีความทะเยอทะยานที่จะไต่เต้า ชอบทำงานตามคำสั่งอย่างเดียว และไม่ต้องการตัดสินใจหรือรับผิดชอบงานใดๆ เป็นต้น ดังนั้นการบริหารบุคคลประเภทนี้ต้องควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด โดยมีกฎข้อบังคับ และระเบียบที่วางไว้เป็นกรอบ
2. ตามทฤษฎี Y เป็น การมองตัวบุคคลในแง่ดี โดยถือว่าคนจะทำงานได้ดีย่อมเกิดจากความรับผิดชอบของเขาเอง การที่ผู้ปฏิบัติงานจะให้ความร่วมมือในการทำงานเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับ ปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลักษณะงาน, ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน, ความสามารถของผู้บังคับบัญชา เป็นต้น
พวกในทฤษฎี Y ใช้คำเรียกว่า Carrot Approach เพราะเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ
ผู้บังคับบัญชาไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมมาก ส่วนพวกทฤษฎี X ใช้ศัพท์เรียกว่า Stick Approach หมายถึง การที่คนขี้เกียจไม่รับผิดชอบ ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะต้องควบคุมอยู่ตลอดเวลา
คนเราทุกคนนั้นบางครั้งก็อยู่ในทฤษฎี X บางครั้งก็อยู่ในทฤษฎี Y

 2. Abraham Maslow
ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ (The need hierarchy) Maslow ได้จัดลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ระดับ จากต่ำสุดไปถึงสูงสุด คือ
1. ความต้องการทางกายภาพ หรือความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการขั้นต่ำสุดของมวลมนุษย์ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) ซึ่งแสดงออกมาในรูปของความปรารถนาที่จะได้รับความคุ้มครองให้รอดพ้นจากอันตราย ปรารถนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
3. ความต้องการความผูกพันในสังคม (Social Needs) คือ การที่บุคคลแต่ละคนต้องการที่จะได้ร่วมเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม ต้องการมีความสัมพันธ์หรือคบหาสมาคมกับบุคคลอื่นๆ ต้องการให้เป็นที่ยอมรับจากเพื่อนฝูง ต้องการมิตรภาพและความรัก
4. ความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง (Esteem Needs) เป็น ความต้องการที่จะให้ผู้อื่นนิยมนับถือตน ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องนั้นรวมถึงความเชื่อมั่นในตัวเอง ความสำเร็จ ความสามารถ ความรู้ การนับถือตนเอง ความต้องการที่จะได้เป็นที่รู้จักแก่คนโดยทั่วไป
5. ความต้องการที่จะประสบผลตามความปรารถนา (Self – Actualization) เป็น ความต้องการของมนุษย์ที่อยู่ในลำดับสูงที่สุด ความต้องการเหล่านี้คือ ความต้องการของบุคคลแต่ละคนที่จะให้ความรู้ความสามารถของตนเป็นที่ประจักษ์ แก่คนทั้งหลาย

3. William Ouchi
นำเสนอทฤษฎี Z (Theory Z) ซึ่ง เป็นทฤษฎีที่เน้นทักษะที่จำเป็นระหว่างบุคคล และปฏิกิริยาระหว่างกลุ่ม โดยจะเน้นในด้านการตัดสินใจและความรับผิดชอบของกลุ่ม นอกจากนี้ยังเน้นลักษณะเฉพาะบุคคล (Specialization) ด้วย
 4. Theory A
ทฤษฎี A คือ ตัวแทนทัศนะการจัดการของสหรัฐอเมริกา ซึ่งองค์การจะเน้นการจ้างงานระยะสั้นเน้นความรับผิดชอบและการตัดสินใจเฉพาะ บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยไม่มีส่วนร่วมจากพนักงาน การประเมินผลงานและการเลื่อนตำแหน่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีการควบคุมอย่างเป็นทางการ (Formalized) และเส้นทางอาชีพ
จะเป็นแบบวชาญเฉพาะด้าน (Specialization)

การคลังและงบประมาณ

ความสำคัญ

1.  ปัจเจกบุคคล   ตัวบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาล เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม

2.  รัฐบาล  การบริหารบ้านเมืองโดยใช้กลไลตลาดในการบริหารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3.  สังคม  มีหน้าที่ต้องใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดการคุ้มค่ามากที่สุด

ความหมาย

1.Science   

-หน้าที่ทางเศรษฐกิจ 

-มาตรการทางการคลังการรับและรายจ่าย

-เป้าหมาย การกำหนดเป้าหมายให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของระบบเศรษฐกิจ

2.Art

      – การกำหนดนโยบาย เช่นนโยบายการคลัง

–          การปฎิบัติตามนโยบาย 

 

ลูกโป่งเศรษฐกิจ  (อ.ป๋วย อึ่งภากรณ์) แบ่งได้ 3 ส่วน

 

1. Fiscal policy   นโยบายการคลัง

2. Monetary Policy  นโยบายการเงิน

3.  International Trade Policy   การค้าระหว่างประเทศ

 

กิจกรรมทางการคลัง  (ลูกโป่งพองออก)

 

1. Buying and Selling   รัฐบาลไม่ซื้อก็ขาย  หรือรัฐบาลมีการซื้อแสดงว่าสภาวะเศรษฐกิจดี

2. Subsidizing and Taxing  รัฐบาลให้ความช่วยเหลือประชาชนในรูปของโครงการต่าง ๆ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ( OTOP)

3. Lending and Borrowing  การให้ความช่วยเหลื่อในรูปของเงินกู้ต่าง ๆ เช่นกองทุนหมู่บ้าน

 

เป้าหมายพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

 

1) EC. Growth  มุ่งเน้นให้เกิดการเจริญเติบโตในประเทศ

– GNP  ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ  หมายถึงมูลค่าของสินค้าและบริการที่ประเทศสามารถผลิตได้ในระยะเวลา 1 ปี

-GDP  ภาพรวมของการลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนของชาวต่างชาติและคนไทย

 

Y= C+I+G+(X-M)

               

                C =  การใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค

                I  = การใช้จ่ายของธุรกิจในสินค้าประเภททุน (Capital  goods)

G = การใช้จ่ายของรัฐบาลทั้งหมดในการซื้อสินค้าและบริการ

                X = มูลค่าการส่งสินค้าออก

                M= มูลค้าการนำส่งสินค้าเข้าประเทศ

 

  เมื่อประเทศมีการผลิตสินค้าและบริการมาก ประชาชนมีการกินดีอยู่ดี มีมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น  แสดงว่าประเทศมีการเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ  ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติจะเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 

2.)  EC. Stability เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องมีการบริหารแบบค่อยเป็นค่อยไป

    – Prosperity   or Boom  ยุครุ่งเรือง การดำเนินการผลิตและบริโภคไม่เกิดปัญหามากนัก ประชาชนในประเทศอยู่กันสุขสบาย

    – Recession or Decline ยุคทดถอย   เกิดภาวะเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานเยอะมาก

   – Depression                  ยุคตกต่ำ  ภาวะเงินเฟ้อลดลง แต่อัตราการว่างงานยังมากอยู่เป็นช่วยที่ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหาทั้งการผลิต การบริโภคและการลงทุน

   – Recovery                              ยุคเริ่มฟื้นตัว

3.)  EC Justice  ความยุติธรรมหรือความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ

-Human Rights    มนุษย์มีสิทธิเท่าธรรมกันโดยชอบธรรม

– Citizen Rights   สิทธิเป็นพลเมืองซึ่งจะได้รับ สิทธิตามพื้นฐานของรัฐ เช่นการศึกษา  ด้านสาธารณะ ด้านความปลอดภัย

4.)  EC Freedom เสรีภาพทางเศรษฐกิจ  เสรีภาพในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการในการดำเนินการภายในระบบเศรษฐกิจของสังคมซึ่งจำแนกได้ดังนี้

– ส่วนบุคคล

– ความคิดและการแสดงออก

– สังคมและเศรษฐกิจ

– การรวมกลุ่ม

– ทางการเมือง

– การปฎิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

 

ถ้ารัฐบาลอยากให้บรรลุตามเป้าหมาย 4 ประการ รัฐต้องเน้นปฎิบัติด้านใด ด้านหนึ่งเป็นหลัก

 

หน้าที่ทางเศรษฐกิจ

 

1.)  Resources Allocation    คือ การจัดสรรทรัพยากรของสังคม ซึ่งได้แก่ที่ดิน ทุน แรงงาน ซึ่งมีอย่างจำกัดทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าและ บริการ  เพื่อตอบสนองทางสังคมแต่ความต้องการสินค้าและบริการมีจำนวนมาก  ซึ่งการจัดสรรทรัพยากรต้องใช้แนวทางการวิเคราะห์ ตามแบบทฤษฎีต่าง ๆ

 ทฤษฎีสินค้าสาธารณะ

 

1.  Exclussion Principle

2.  Rival Consumpltion  ความพึงพอใจในการบริโภคน้อยลง

 

 

                                                                        Exclude      Non-Exclude

                                                       

       1                       2

 

 

        3                      4

 


 

                                        Rival

 

                                        Non-Rival

 

1.  Rival

2.  Exclude

3.  Non- Rival   เอกชนเป็นผู้ให้บริการ เช่น  BUC หรือสินค้าสาธารณะ เช่นทางด่วน

4.  Non-Exclude

 

 

2.) Income  Distribution    การคลังมีหน้าที่ในการกระจายรายได้และความมั่นคงของสังคมให้กับประชาชน

 

3)  EC .Stability  การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 

     -การว่างงาน  รัฐต้องเข้ามาประกันการว่างงานให้กับประชาชน ให้มีการว่างงานน้อยที่สุด

–          Inflation รัฐต้องเข้ามาควบคุมสภาวะทางเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อ  มี 3 ระดับ ซึ่งจะมีผลต่อราคาสินค้าและบริการ

-ภาวะเงินเฟ้อ อย่างอ่อน ช่วง 1-3 %

-ภาวะเงินเฟ้อ  ปานกลาง  ช่วง 5%

-ภาวะเงินเฟ้อ   รุ่นแรง    ช่วง 7%

ซึ่งรัฐจะใช้ทฤษฎีเข้ามาแก้ไขระบบภาวะเงินเฟ้อ  คือทฤษฎีการคลัง

 

ทฤษฏีการคลัง

 

ทฤษฎีการคลังตามหลักนักเศรษฐศาสตร์แบ่ง 4 ทฤษฎี

1. แนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก (Classic) นักเศรษฐศาสตร์ Ricardo, Mill Marshall นักทฤษฎียุคนี้ไม่สนใจเกี่ยวกับการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะการว่างงานเป็นปัญหาที่เกิดในระยะสั้น  รัฐใช้กลไกทางตลาดในการบริหารหรือเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น”  เพื่อรักษาดุลภาพและ ผลประโยชน์

2.แนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ (John Meynard Keynes)  เห็น ว่าระบบเศรษฐกิจขาดข้อบกพร่อง มีแนวโน้มขาดเสถียรภาพเกิดการลงทุน เกิดการชะลอตัว ทำให้เกิดการว่างงาน ความต้องการในการบริโภคสินค้าหรือบริการก็จะลดลง รัฐเข้ามาแทรกแซงเพื่อกระตุ้นทำให้เกิดการผลิตและการลงทุน ถ้ารัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงแล้ว ภาวเศรษฐกิจก็จะเกิดปัญหาด้านเสถียรภาพมากขึ้น นโยบายของรัฐเรียกว่า

“นโยบายด้านทิศทางลม”

3.แนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์สำนักการเงิน (Monetarist)  ซึ่งมองว่าการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น

4. แนวความคิดของนักเศรษฐศาตร์สมัยใหม่

รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงโดยมีเงื่อนไข 6ประการ ของ ( Joseph E.Sligliks)

 

1.  ความล้มเหลวของการแข่งขันทางการตลาด

2. สินค้าสาธารณะ

3.  ผลกระทบจากภายนอก เช่น โรงงานปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลองทำให้เกิดมลภาวะเป็นพิษและประชาชนเดือดร้อน

4. สภาพตลาดไม่สมบูรณ์ เป็นตลาดที่มีการผลิตสินค้าบริโภคและการบริการน้อย ตลาดไม่มีการแข่งขัน ประชาชนขาดความรู้ในการเลือกผลิตภัณฑ์มาใช้

5. ความล้มเหลวของระบบข่าวสาร

6. สภาวะการว่างงาน ภาวะเงินเฟ้อและการขาดความสมดุลในระบบเศรษฐกิจ

4).  EC. Growth  การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ (GNP)

   Integration  การประสานและการขัดแย้งระหว่างเป้าหมายและหน้าที่ต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจของรัฐ

 

ระบบเศรษฐกิจ

 

1. หน่วยเศรษฐกิจ  ทำหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยเศรษฐกิจประกอบด้วยหน่วยใหญ่ 5 หน่วย ได้

             1.1   Household   (ครัว เรือน) เป็นหน่วยเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยบุคคลเพียงคนเดียว หรือหลายบุคคลร่วมกัน มีการตัดสินใจร่วมกันในการใช้ทรัพยากรหรือปัจจัยทางด้านการเงินเพื่อเกิด ประโยชน์สูงสุด

            1.2  Government Agency   (ส่วนองค์การรัฐบาล ) คือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วยหลายหน่วยงาน เช่นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร  องค์การของรัฐที่มีหน้าที่หลายประการ เช่น การเรียกเก็บภาษี รักษาความสงบเรียบร้อย ตัดสินข้อพิพาทระหว่างหน่วยเศรษฐกิจต่าง ๆ

            1.3    Business Unit  (ธุรกิจ)  คือ กลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ในการนำปัจจัยการผลิตต่าง ๆ มาผลิตเป็นสินค้าและบริการ โดยการนำไปขายให้กับผู้บริโภค ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือผู้ขายและผู้ผลิต มีเป้าหมายแสวงหากำไรสูงสุดจากประกอบการ

            1.4  Monetary Institution  (สถาบันเงินตรา)

            1.5  International  Factors (ปัจจัยระหว่างประเทศ)

ประเภทของระบบเศรษฐกิจ  แบ่งได้ 3 ระบบ

1.  Capitalism    ระบบ เศรษฐกิจแบบเสรีนิยม หรือทุนนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและปัจจัยการผลิตเกือบทุก ชนิด เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งรัฐจะมีบทบาทน้อยที่สุด

2. Socialistic   ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีกรรมสิทธิ์หรือเป็นเจ้าของ และรวมถึงอำนาจการผลิตสินค้าและการบริการ

3.Mixed Economic System  ระบบ เศรษฐกิจแบบผสม เป็นการผสมผสานระหว่างระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและสังคมนิยม โดยเอกชนจะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินบางส่วน ธุรกิจที่ดำเนินการจะเป็นระบบการแข่งขัน ผู้บริโภคมีเสรีภาพในการเลือกใช้บริการ โดยอาศัยกลไกราคาเป็นหลัก รัฐจะเข้ามาควบคุมดำเนินการในกรณีที่มีการเอารัดเอาเปรียบหรือเกิดปัญหาการ ผูกขาด

 

 

 

 

 

A                                                                         B                                                       C

IDEAL SOCIEY                                  INSTITUTIONAL                            DISTRIBUTION               

            (Input)                                                   ARRANGEMENT                                                   (Output)                         

    Economic  Institutions

              IDEAL SOCIEY                 (Input

 

                                                                                                                                                           

                                                            2                                                                                              5             7  

                                                                           

Well Being

Ideology and

National Goals

Governance and

Political Institution

                                           

                                            1                                                              4                                             

         Social Institution

 

 


 

6                                                                                             3

                        8

                                                                            7                                             

                                                                                                                                                        

ระบบการคลัง

 

หน้าที่และความรับผิดชอบระบบการคลัง

 

1.งานรายได้   ระบบการคลังมีหน้าที่สำคัญในการจัดหารายได้ให้แก่รัฐบาลในรูปการจัดเก็บภาษีอากร เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน อากรขาเข้า  รวมถึงการขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ เช่นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ  ค่าปรับซึ่งการจัดเก็บรายได้ของรัฐควรจะจัดเก็บให้เกิดประสิทธิภาพ และเต็มเม็ดเต็มหน่วย  โดยรัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด  หน่วยงานทีมีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี เช่นกรมสรรพาพร กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต หน่วยงานต่างๆ อยู่ภายในของกระทรวงการคลัง

 

2. งานจัดสรรงบประมาณรายจ่าย   เมื่อ รัฐบาลมีการจัดเก็บรายได้มาแล้ว รัฐบาลมีงบประมาณที่จะนำไปใช้ในการจัดสรรทรัพยากรทางการบริหาร เพื่อให้นโยบายของรัฐดำเนินลุล่วงไปด้วยดีตามที่รัฐได้แจ้งไว้กับประชาชนโดย ความรับผิดชอบของสำนักงบประมาณที่ดูแลงบประมาณรายจ่าย โดยมีกองคลังของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ทำหน้าที่พิจารณางบประมาณ

 

3. งานด้านการเบิกจ่ายและบริหารเงินสด   รัฐบาลมีการสำรองเงินสดให้กับหน่วยงานต่าง ๆ  เพื่อ ให้เกิดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และถ้าหากประมาณเงินสดมีไม่เพียงพอ รายได้น้อยกว่ารายจ่ายทำให้ขาดดุลทางด้านงบประมาณ รัฐบาลก็มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล  หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลบริหารเงินสด การเบิกจ่ายและการบริหารเงินกู้ของรัฐคือกรมบัญชีกลาง

 

4. งานด้านการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ  เป็น หน่วยงานที่มีความสำคัญต่อรัฐบาลในการวางแผนการจัดทำงบประมาณด้านการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศจะต้องสอดคล้องตามนโยบายด้านเศรษฐกิจ  หน่วยงานที่ดูแลคือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

5.งานด้านการตรวจสอบ เป็นหน่วยงานที่ดูแลการใช้จ่ายงบให้เป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ ที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยใช้กลไกของการตรวจสอบภายนอกระบบการคลังที่สำคัญได้แก่ รัฐสภา ประชาชน สื่อมวลชน  การตรวจสอบระบบการคลังอาจตรวจสอบได้ 3 ลักษณะ

5.1 ตรวจสอบความถูกต้อง

5.2 ตรวจสอบประสิทธิภาพ

5.3 ตรวจสอบประสิทธิผล

 

                G.Receipt 

 

1.Revenue 

–          Tax   (ภาษี)

–          Non-Tax ไม่ใช่ภาษี

-การขายสิ่งของและบริการ  เช่นแสตมป์ ,ค่าปรับ,ค่าธรรมเนียม

-รัฐพาณิชย์ เช่นรัฐวิสาหกิจ ที่ทำรายได้ให้กับรัฐ เช่นสลากกินแบ่งรัฐบาล โรงงานยาสูบ

2. Non – Revenue

–          เงินกู้

–          เงินคงคลัง

 

TAX

 

1).   ความ หมาย หมายถึง สิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากประชาชน เพื่อนำใช้ทำประโยชน์ของสังคมส่วนรวมโดยมิได้ให้เป็นสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้ เสียภาษี ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากประชาชนลักษณะการบังคับเก็บจากรายได้ สิ่งของ ผลประโยชน์ หรือบริการจากผู้เสียภาษี

    คำนิยาม เกี่ยวกับภาษีอากร

1.  ภาษีอากร มีลักษณ์การบังคับจัดเก็บจากประชาชนผู้เสียภาษีในรูปของภาษีทางตรง (Direct Tax)  และภาษีทางออ้ม(Indirect Tax)

2.  ภาษีอากร มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาล เพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจการของรัฐบาลเพื่อพัฒนาประเทศ

3.  ภาษีอากร เป็นเครื่องมือทางการคลังในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และมาตรการกระตุ้น

 4. ภาษีอากรไม่มีผลตอบแทนโดยตรงต่อประชาชนผู้เสียภาษี ถือเป็นหน้าที่ตามกฏหมายที่พึง

ปฎิบัติ

5.ภาษีอากรไม่จำเป็นที่ต้องเรียกเก็บเป็นเงินสดเสมอไป

 

2.) วัตถุประสงค์

– รายได้

– ควบคุม

                – จัดสรร+กระจายรายได้

        -ชำระหนี้

-สนับสนุนนโยบายทางธุรกิจ

   3.)  อำนาจในการจัดเก็บ

-Resident  Rule บุคคลที่อยู่ในประเทศไทยเกิด 180 วันมีหน้าที่ในการเสียภาษี

-Source  Rule   แหล่งที่ก่อให้เกิดรายได้จากทรัพย์สินภายในประเทศ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเช่น สนามกอล์ฟ

-Nationality  Rule   ประชาชนที่มีสัญชาติไทย ที่ได้รับการปกป้องจากประเทศ

4)  หลักการจัดเก็บภาษี  (Principle of Taxation )   10  ประการ

4.1 หลักความยุติธรรม (Equity)  ภาษี ที่ดีต้องเก็บอย่างยุติธรรม คือ ต้องเก็บให้ทั่วถึงโดยไม่มีการเลือกปฎิบัติและเก็บตามกำลังความสามารถของผู้ เสียภาษี ผู้มีรายได้น้อยเสียภาษีน้อยและผู้มีรายได้มากก็จะเสียภาษีมาก ซึ่งเป็นไปตามหลักความยุติธรรม

4.2 หลักความแน่นอน  (Certainty) ภาษีที่ดีจะต้องมีความแน่นอนชัดเจน  เช่นเสียเท่าไร อาศัยฐานอะไรและในอัตราเท่าไร

4.3 หลักความสะดวก  (Convenience)   ภาษี ที่ดีต้องสะดวกในการจัดเก็บ คือ จะต้องเก็บง่ายและประชาชนต้องเข้าใจง่าย ไม่สลับซับซ้อน ซึ่งรวมถึงแบบฟอร์มต่าง ๆ และข้อกำหนดต่าง ๆ  ทำให้ผู้เสียภาษีง่ายต่อกา

ปฎิบัติ

4.4 หลักความประหยัด (Economy)   ภาษีที่ดีต้องประหยัด คือ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บน้อยแต่เก็บภาษีได้มาก

4.5 หลักความเป็นกลางในทางเศรษฐกิจ (Neutrality) ภาษี ที่ดีต้องไม่มีความลำเอียงในทางเศรษฐกิจ คือไม่มีการไปแทรกแซงการทำงานกลไกตลาด ภาษีที่ดีควรมุ่งก่อให้เกิดรายได้ต่อรัฐและปล่อยให้การตัดสินใจของธุรกิจภาค เอกชนเป็นไปตามกลไกตลาด

4.6 หลักการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ คือภาษีต้องเอื้ออำนายต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รัฐสามารถใช้ภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมนโยบาย การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

4.7หลักการยอมรับได้ของสังคม (Acceptability)  การเก็บภาษีต้องได้การยอมรับจากสังคม

4.8 หลักการบังคับใช้ได้ (Enforceability)

4.9หลักความยืดหยุ่นได้ (Flexibility) หลักภาษีที่ดีต้องมีความยืดหยุน ต้องสอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ

4.10 หลักการอำนวยรายได้ ภาษีที่ดีต้องก่อให้เกิดรายได้ต่อรัฐต้องมีการขยายฐานตามสภาวะทางเศรษฐกิจ

 

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษี

 

1. )Tax   Officer   เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ซึ่งรัฐจะต้องเขามาดูแลด้านคุณภาพของข้าราชการไทย ไม่ให้มี

Corruption

                                ประเภทของ Corruption ของ (Heidenhaimer) ข้าราชการไทย แบ่งได้เป็น 3 สี

 

1.1White Corruption คือสังคมถือว่าเรื่อง  Corruption  เป็นเรื่องปกติ

o      ทองไหล

o      เงินลอย

     2.2 Gray Corruption  คือคนในสังคมบางส่วนยอมรับเรื่อง Corruption  และบางส่วนไม่ยอมรับ

     -บ้านต้องเช่า

     -ข้าวต้องซื้อ

3.3 Black Corruption  คือคนในสังคมไม่ยอมรับการ Corruption

   -ดาวไถ

  -ใจถึง

               

2.  Tax  Law  กฎหมายทางด้านภาษี เช่นประมวลรัษฎากรหรือกรมสรรพาสามิต

3.  Tax Payer 

4. Technology 

5. Others

-สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

-การเมือง

-สังคม

 

5.)Equity  หลักความเสมอภาค

-Absolute Equity  คือความเสมอภาคแบบสมบูรณ์  เป็นความเสมอภาคในการใช้ของสาธารณะที่เท่าเทียมกัน

–          Relative  Equity  คือบุคคลใดได้ประโยชน์จากรัฐบาลมากก็ต้องย่อมเสียภาษีมากเช่น ค่าน้ำ,ค่าไฟ

ข้อดี

–          เกิดความเป็นธรรม

–          ทำให้หน่วยงานมีรายได้และสามารถนำรายได้มาลงทุนต่อไป

–          สอดคล้องกับความสมัครใจ

ข้อเสีย

–          ผู้ด้อยโอกาสไม่สามารถได้รับการบริการเช่น คนต่างจังหวัด คนพิการ

 

6.) Tax Base   สิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษี แบ่งการจัดเก็บได้ 3 ประเภท

–  Income   คือรายได้จากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ฐานภาษีมากจากรายได้

–          Consumption  ฐานภาษีมาจากการบริโภค เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีศุลกากรหรือภาษีสรรพาสามิต

–          Property  ภาษีทรัพย์สิน เช่นภาษีมรดก

7)   Tax Rate   อัตราภาษี

 

ธรรมาภิบาล ( good governance) คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม นอกจากนี้ยังหมายถึงการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานนี้ มีความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ หาได้มีความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึง ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ อาทิ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก เป็นต้น

ธร รมาภิบาล เป็นหลักการที่นำมาใช้บริหารงานในปัจจุบันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุเพราะ ช่วยสร้างสรรค์และส่งเสริมองค์กรให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ อาทิ พนักงานต่างทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ทำให้ผลประกอบการขององค์กรธุรกิจนั้นขยายตัว นอกจากนี้แล้วยังทำให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ศรัทธาและเชื่อมั่นในองค์กรนั้น ๆ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น องค์กรที่โปร่งใส ย่อมได้รับความไว้วางใจในการร่วมทำธุรกิจ รัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและประชาชน ตลอดจนส่งผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เป็นต้น

                    ดำเนินการบริหารจัดการโดยยึดหลักการ  6  หลัก  ได้แก่  หลักนิติธรรม  หลักคุณธรรม  หลักความโปร่งใส  หลักความมีส่วนร่วม  หลักความรับผิดชอบ  และหลักความคุ้มค่า  โดยมีสาระสำคัญ  ดังนี้

                    1.     หลักนิติธรรม  ได้แก่  การตรากฎหมาย  กฎข้อบังคับต่าง ๆ  ให้ทันสมัยและเป็นธรรม  เป็นที่ยอมรับของสังคม  และสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมาย  กฎข้อบังคับเหล่านั้น โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมายมิใช่ตามอำเภอใจ  หรืออำนาจของตัวบุคคล

                    2.     หลักคุณธรรม  ได้แก่  การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม  โดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ  ยึด ถือหลักนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตัวอย่างแก่สังคมและส่งเสริมสนับสนุน ให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกันเพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์  จริงใจ  ขยัน  อดทน  มีระเบียบวินัย  ประกอบวิชาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ

                    3.     หลักความโปร่งใส ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนได้

                    4.     หลักความมีส่วนร่วม ได้แก่  การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็น  การไต่สวนสาธารณะ  การประชาพิจารณ์  การแสดงประชามติหรืออื่น ๆ 

                    5.     หลักความรับผิดชอบ ได้แก่ การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและกระตือรือร้นในการแก้ปัญหาตลอดจนการ เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง  และความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทำของตน

                   

6.

    

หลักความคุ้มค่า

ได้แก่

 

การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด

 

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด

 

ใช้ของอย่างคุ้มค่า

 

สร้างสรรค์สินค้าบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่ง

ขันได้ในเวทีโลกและ

รักษา

พัฒนา

รัพยากร

ธรรมชาติ

ให้สมบูรณ์ยั่งยืน


สัมภาษณ์พิเศษ \”พิชญ์ -ประภัสร์\” ถกเดือด \”แผนหัวลำโพง\” หรูหราหมาเห่า ประชาชนไม่ได้อะไร : Matichon TV


สัมภาษณ์พิเศษ \”พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ประภัสร์ จงสงวน\” ถกเดือด \”แผนหัวลำโพง\” หรูหราหมาเห่า ประชาชนไม่ได้อะไร เพราะรัฐไม่เคยถามประชาชน ไม่เคยเห็นหัวประชาชน
00:00 ไฮไลท์
02:50 อ.พิชญ์ ตกใจ เลิกวิ่งรถเข้าหัวลำโพง มาได้ไงเร็วมาก
04:58 อ.พิชญ์ ตกลง ที่ดินการรถไฟ เพื่อวัตถุประสงค์อะไรแน่
07:50 ประภัสร์ โครงการเร่งด่วน มีวาระแอบแฝง
15:50 อ.พิชญ์ แฉจ้างมหาวิทยาลัยไปศึกษา แต่ตั้งโจทย์ผิด
19:57 อ.พิชญ์ ไม่ตอบโจทย์คนเมืองเลย
30:12 ประภัสร์ หนี้การรถไฟ 6 แสนล้านมาจากไหน ?
36:00 อ.พิชญ์ ก่อนจะเปลี่ยนแปลงหัวลำโพง เปลี่ยนแปลง รฟท ก่อนไหม
MatichonTV Matichoninterview ThePolitics
สมัครเป็นสมาชิกของช่องนี้เพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ
https://www.youtube.com/channel/UC3S5gtXjd522gCtjOkYRUwg/join
Official Matichon TV
ติดตามข่าวสารได้ใน
Web : http://www.matichon.co.th/default.php
Facebook : https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon
Instagram : https://instagram.com/matichononline
Twitter : https://twitter.com/MatichonTV

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

สัมภาษณ์พิเศษ \

กระทรวงแรงงานเผย 3 สาขาปริญญาตรี จบแล้ว \”ตกงาน\” สูงที่สุดในประเทศ


กระทรวงแรงงานเผย 3 สาขาปริญญาตรี จบแล้ว \”ตกงาน\” สูงที่สุดในประเทศ

กระทรวงแรงงานเผย 3 สาขาปริญญาตรี จบแล้ว \

เรียนต่อไหนดี : เปิดเงินเดือน 21 คณะยอดฮิต


สวัสดีครับคลิปนี้ \”เรียนต่อไหนดี\” จะมาเปิดเงินเดือน 21 คณะยอดฮิต
คิดจากค่าเฉลี่ยเงินเดือนของนักศึกษาที่จบปี 2563 จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ
อาจจะเป็นประกอบการตัดสินใจของน้องๆได้ครับ 🥰
ติดตามเรียนต่อไหนดีได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลย
Fb : เรียนต่อไหนดี
IG : https://www.instagram.com/reantornhaid
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCbxnvT3bKLLcnoQA_9K2Q
เรียนต่อไหนดี เงินเดือนเด็กจบใหม่ dek65

เรียนต่อไหนดี : เปิดเงินเดือน 21 คณะยอดฮิต

12 คณะยอดนิยมในไทย จบแล้วทำอะไร? | เพียง Add LINE @thaifranchise


แจกฟรี! แผนธุรกิจ 300 กิจการ | เพียง Add LINE @thaifranchise | https://bit.ly/3m8rpQ8
ปัจจุบันมีคณะและสาขาที่เปิดสอนมากมายก่อนจะเลือกเรียนนั้นเราควรรู้จักตัวเองก่อนว่าชอบหรือต้องการอะไรเพื่อให้การเรียนนั้นมีความสุขและสามารถจบออกมาทำงานได้ในแบบที่ตัวเองตั้งใจ วันนี้เราจึงนำ12 คณะยอดนิยมที่เด็กๆในเมืองไทยนิยมเรียนกัน คลิก! https://bit.ly/34PxRF4
0:00 intro
1:01 1.คณะทันตแพทยศาสตร์
2:11 2.คณะสัตวแพทยศาสตร์
3:11 3.คณะสหเวชศาสตร์ / เทคนิคการแพทย์
4:17 4.คณะพยาบาลศาสตร์
5:22 5.คณะเภสัชศาสตร์
6:13 6.คณะวิทยาศาสตร์
7:36 7.คณะสาธารณสุขศาสตร์
8:24 8.คณะวิศวกรรมศาสตร์
9:12 9.คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
10:08 10.คณะคุรุศาสตร์ /คณะศึกษาศาสตร์
10:41 11.คณะนิเทศศาสตร์
11:35 12.คณะนิติศาสตร์
แฟรนไชส์ ไทยแฟรนไชส์ เรียนจบ ทำงาน คณะยอดนิยม
ติดต่องานสปอนเซอร์ ธุรกิจ SMEs ธุรกิจแฟรนไชส์ ผลิตวีดีโอโฆษณา อีเว้นท์
sale@thaifranchisecenter.com
0898955665 (คุณเก๋)
อัพเดทและติดตามข่าวสารได้ที่
Line : @thaifranchise
Twitter : @thaifranchise
Website : http://www.thaifranchisecenter.com
Instagram : http://instagram.com/thaifranchise
YouTube : http://youtube.com/user/ThaiFranchise
Blockdit : http://blockdit.com/thaifranchisecenter
Podcast : http://soundcloud.com/thaifranchisecenter

12 คณะยอดนิยมในไทย จบแล้วทำอะไร? | เพียง Add LINE @thaifranchise

ทำไม \”ฝ่ายประชาธิปไตย\” ถึง \”แพ้\” มาโดยตลอด, สุกิจ ทรัพย์เอนกสันติ, นสสท., 25 พ.ย. 64


สด… (คืนวันพฤหัส) ศุกร์ที่ 26 พ.ย. 64, เวลา 1:00 น. (ตีหนึ่ง เวลาไทย)
หัวข้อ: ทำไม \”ฝ่ายประชาธิปไตย\” ถึง \”แพ้\” มาโดยตลอด, (Why Thailand’s ProDemocracy Movement Always Lose)
กรุณากดติดตาม (SUBSCRIBED) ด้วยครับ
https://youtu.be/ynZ_4PB1FLU
เชิญฟังคลิปอื่นๆของ “นสสท.” ได้จาก https://www.youtube.com/channel/UCRkHDudaQiIZqjK4Ms2TUQ/videos
หัวข้อ: ทำไม \”ฝ่ายประชาธิปไตย\” ถึง \”แพ้\” มาโดยตลอด, (Why Thailand’s ProDemocracy Movement Always Lose)
วิทยากร: สุกิจ ทรัพย์เอนกสันติ
องค์กร: นสสท., (แนวร่วมสหพันธ์สาธารณรัฐไท) FRTA, (Federal Republic of Thailand Alliance)
25 พ.ย. 64

ทำไม \

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่Economy

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ รัฐประศาสนศาสตร์ หมาย ถึง

related posts

Leave a Comment