[Update] | ปรัชญาทางการเมือง – Sathyasaith

ปรัชญาทางการเมือง: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

กลับหน้ากระดานสนทนา
.::รัฐศาสตร์ ::.

แนวข้อสอบวิชาปรัชญาการเมือง

 

ผู้ตั้งคำถาม :

geeshock

วันที่ Post :

 จำนวน Post:

17

ครั้ง

User:

geeshock

โพสต์: 

17

 

ครั้ง

id Post

1144243

วันที่ Post :

ผมรบกวนขอแนวข้อสอบวิชาปรัชญาการเมืองหน่อยครับ ตกหลายรอบแล้ว 

User:

ชินเชน

โพสต์: 

199

 

ครั้ง

id Post

1144344

วันที่ Post :

81310

 

ปรัชญาการเมือง

 

POLITICAL PHILOSOPHY

 

สอบวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555

เวลา 13.30-16.30 น.

 

 

 

 

 

หน่วยที่ 1

แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษาปรัชญาการเมือง

โดย รองศาสตรจารย์ ดร.สมบัติ จันทวงศ์

……………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.              คำว่า “ปรัชญา” หมายถึง

–                   ความรักในปัญญา หรือ การแสวงหาปัญญา

–                   “ธรรมชาติ เป็นสาระสำคัญของปรัชญา”

–                   คือ
ความพยายามที่จะทดแทนความเห็นดด้วยความรู้หรือความจริงอันเกี่ยวกับธรรมชาตินั่นเอง

2.              คำว่า “ธรรมชาติ” หมายถึง

–                   คุณลักษณะที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง “มี” หรือ “เป็น” หรือ “กระทำ”

–                   ธรรมชาติเป็นสิ่งที่จะต้องถูกค้นพบ
การค้นพบธรรมชาติหมายถึงการแยกแยะปรากฏการณ์ทั้งหลายออกเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นธรรมชาติและปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ
ปรัชญาเมธี คือ ผู้ที่แสวงหาและแยกแยะปรากฏการณ์ดังกล่าวออกจากกัน

3.              ลักษณะสำคัญของปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ คือ

–                   ปฏิเสธโครงร่างของปรัชญาการเมืองคลาสสิก

4.              ฐานะของ “ปรัชญาการเมือง”ในปัจจุบันมีลักษณะ

–                   ตกต่ำลง

–                   

5.              เราเรียกความคิดเห็นทางการเมืองที่มุ่งผลไปในทางปฏิบัติ
ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องรักษาการเมืองอย่างที่เป็นอยู่เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการเกิดของระบบใหม่
ว่า

–                   อุดมการณ์ทางการเมือง

6.              ข้อใดต่อไปนี้ “ไม่น่าจะไม่ใช่” แนวทางการตีความงานเขียนทางปรัชญาการเมือง

–                   แนวทางสังคมวิทยา

–                   

–                   

–                   

7.              แนวทางการศึกษา “ปรัชญาการเมืองในประเทศไทยในอดีต” เป็นเช่นไร

–                   เป็นการศึกษา
ที่ผู้สอนมักถ่ายทอดสิ่งที่ตนเรียนรู้มาจากตำราภาษาต่างประเทศไปสู่นักศึกษาในรูปของประวัติความคิดเป็นส่วนใหญ่
ทำให้ผู้ศึกษาแทบจะไม่มีโอกาสรับรู้การวิเคราะห์ตัวบทอย่างละเอียด

–                   

8.              การศึกษาที่มุ่งแสวงหาความจริง โดยมุ่งจะให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมจริงๆเป็นภารกิจของ

–                   นักปรัชญาเมธีทางการเมือง

9.              แนวทางการศึกษาปรัชญาการเมือง ต่อไปนี้มีข้อสมมุติฐานสำคัญอยู่ที่ว่า
ความคิดย่อมเกิดจากบุคคล

–                   แนวทางการศึกษาชีวะประวัติของนักปรัชญาเมธี

10.       โสเครตีส กล่าวว่า

–                   การเมืองนั้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นในชุมชนใด
ย่อมเป็นการกระทำที่มุ่งจะเปลี่ยนแปลงหรือคงรักษาไว้

–                   เป็น “บิดาของปรัชญาการเมืองยุคคลาสสิก”

11.       แมคเคียเวลลี ถือว่าเป็น

–                   บิดาปรัชญาการเมืองสมัยใหม่

–                   รัฐที่ดีที่สุดที่ไม่มีโอกาสโอกาสจะเป็นไปได้ในชีวิตจริง

–                   มนุษยฺไม่ใช่สัตว์การเมือง
และไม่ได้มีแนมโน้มที่จะมีคุณธรรมโดบธรรมชาติ ในทางตรงกันข้าม
 “มนุษย์เป็นสัตว์ที่เลว และ จะต้องถูกบังคับให้เป็นคนดี
คุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม

12.       คำว่า “ยูโทเปีย” หมายถึง

–                   บทวิจารณ์อันสำคัญสำหรับความใฝ่ฝันในทางการเมือง

13.       นักปรัชญาเมธีการเมือง มีทรรศนะ หรือ ความเห็นต่อสังคมในโลกปัจจุบัน อย่างไร

–                   นักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่มีความเห็นว่าสังคมจะดีขึ้น
หรือ เจริญขึ้น ได้ย่อมขึ้นอยู่กับ
 “สถาบันในสังคม”

หน่วยที่ 2

ความยุติธรรม

โดย รองศาสตราจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืน

……………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.              ทฤษฎีเรื่อง “จำนวน”ของ “ไพธากอรัส” แสดงให้เห็นความเชื่ออะไรเกี่ยวกับจักรวาล

–                   เอกภพมีระเบียบ

2.              ชาวกรีกโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับจริยธรรมของมนุษย์และสังคม อย่างไร

–                   มนุษย์กับสังคมมีจุดหมายทางจริยธรรมเดียวกัน

3.              นักปรัชญากรีก “แยกความจริงสากลออกจากความจริงเฉพาะ”ในการแยกความจริง 2 ชนิดออกจากกันนี้
โดยทั่วไปพวกเขาตีค่าความจริงเป็นอย่างไร

–                   ความจริงสากล จริงแท้ กว่าความจริงเฉพาะ

4.              โสเครตีส คิดว่า “พลเมืองมีหน้าที่ต่อกฏหมายของรัฐ” อย่างไร

–                   ปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด

5.              โสเครตีส คิดว่าประชาชนมีสิทธิ์ฝ่าฝืนกฏหมายในกรณีใด
หรือไม่

–                   ประชาชนไม่มีสิทธิ์ฝ่าฝืนกฏหมายเลย

6.              “ความยุติธรรม” ตามทรรศนะของชาวกรีกมีความหมายว่าอย่างไร
เมื่อเทียบกับปัจจุบัน

–                   มีความหมายกว้างกว่า

7.              คุณธรรมสำคัญ 4 ประการของชาวกรีก คือ

–                   ปัญญา (ความฉลาด =WISDOM) 

–                   ความกล้าหาญ (COURAGE)

–                   ความพอดี หรือความรู้จักประมาณ (TEMPERANCE)

–                   ความยุติธรรม หรือ ความเที่ยงธรรม (JUSTICE)

8.              เพลโต กล่าวถึง “การทำหน้าที่”ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
โดยอ้างเรื่องใดก่อน

–                   การเศรษฐกิจ

9.              เพลโต กล่าวว่า “ความสุขตามทรรศนะ”เกิดจากอะไร

–                   การมีทรัพย์มาก

10.       เพลโต กล่าวว่า “ความจริงสากล”มีลักษณะอย่างไร

–                   แน่นอนตายตัวและมีอยู่จริง

11.       เพลโต คิดว่า “การปกครองที่ดี”ต้องมีลักษณะอย่างไร

–                   คนฉลาดซึ่งเป็นคนส่วนน้อยปกครองพลเมืองส่วนใหญ่

–                   เน้นการปกครองโดยบุคคลซึ่งเป็นปราชญ์มากกว่าจะยึดตัวบทกฏหมาย

12.       เพลโต กล่าวว่า “ความดีสูงสุดของรัฐ”ได้แก่

–                   ปัญญา

–                   

13.       เพลโต ให้ทรรศนะเกี่ยวกับความยุติธรรม ว่า

–                   ความยุติธรรมมิใช่สิ่งที่เป็นไปตามประเพณี
แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยอาศัยธรรมชาติของมนุษย์

–                   ความยุติธรรมในรัฐกับปัจเจกบุคคลต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

–                   การทำหน้าที่ของตนไม่ก้าวก่ายหน้าที่ที่ไม่ใช่ของตน

14.       เพลโต กล่าวว่า เอกภาพ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วย

–                   การแบ่งหน้าที่กันตามความถนัด

15.       เพลโต คิดว่าจริยธรรมของมนุษย์กับจริยธรรมของรัฐ
เป็นอย่างไร

–                   เป็นจริยธรรมที่ไม่อาจแยกจากกันได้เด็ดขาด

16.       เพลโต กำหนดชนชั้นทั้ง 3
ในรัฐโดยอาศํยอะไรเป็นเกณฑ์

–                   ความสามารถทางการศึกษา

17.       เมื่อเปรียบเทียบ “ปัจเจกชนกับรัฐ” เพลโตให้ความสำคัญอย่างไร

–                   เพลโตให้ความรัฐสำคัญมากกว่าปัจเจกชน

18.       โสฟิสต์ มีความเชื่อเกี่ยวกับ “ความจริงและคุณธรรม อย่างไร

–                   ความจริงคือสิ่งที่มนุษย์เชื่อ

19.       แอนติฟอน นักปรัชญาการเมืองกลุ่ม “โสฟิสต์”มีความเชื่อเกี่ยวกับกฏหมายอย่างไร

–                   กฏหมายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครอง

20.       พวก “โสฟิสต์”อ้างว่าสอนคุณธรรม คุณธรรมที่โสฟิสต์อสอน
คืออะไร

–                   ความสำเร็จทางการเมือง

21.       การศึกษามโนทัศน์สากล เป็นแนวทางสำคัญในการ

–                   ศึกษาปัญหาทุกปัญหา

22.       หลักฐานความคิดทางการเมืองของกรีกที่เก่าแก่ที่สุด ได้แก่

–                   งานเขียนของ โฮเมอร์

–                   การปฏิรูปการปกครองสมัยของโซลอน

–                   ปรัชญาของไพธากอรัส

23.       คำว่า “อุตมรัฐ” หมายถึง

–                   หนังสือสำคัญทางปรัชญาการเมืองของเพลโตที่แสดงให้เห็นถึงทรรศนะของเพลโตเกี่ยวกับความยุติธรรม
จริยศาสตร์กับการเมือง
และความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีต่างๆในการสร้างคนและรัฐให้ดีที่สุด

–                  หนังสือเล่มนี้เรียกว่า “ทฤษฎีว่าด้วยความยุติธรรมของเพลโต

–                  หนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นว่า จริยศาสตร์กับการเมืองแยกกันไม่ออก

24.       คำว่า “เมติก” (METIC)  หมายถึง

–                   คนต่างรัฐที่เข้ามาอยู่ในเอเธนส์ และไม่มีสิทธิ์เป็นพลเมืองเอเธนส์

 

 

 

 

 

หน่วยที่ 3

ความสูงสุดของศาสตร์แห่งการเมือง

โดย อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.              สิ่งที่เป็น “องคาพยพ”ของรัฐในทรรศนะของ  “อริสโตเติล” คือ

–                   มนุษย์ในรัฐ

2.              ชีวิตที่ดีที่สุด ในทรรศนะของ “อริสโตเติล” คือ

–                   ชีวิตที่มีความสุขภายใน

–                   มีจิตใจที่เพรียบพร้อมด้วยคุณธรรม

3.              ตามทรรศนะของอริสโตเติล “วิชาที่ตั้งอยู่บนทฤษฎี การสังเกตเก็บข้อมูล
และการวิเคราะห์พิจารณา คือ

–                   ดาราศาสตร์

4.              แนวความคิดของอริสโตเติล “เกี่ยวกับมนุษย์” คือ

–                   มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง

–                   มนุษย์ต่างกับสัตว์ตรงที่มนุษย์พูดได้

–                   มนุษย์ต่างกับสัตว์ตรงที่มนุษย์มีจริยธรรม

5.              การรวมตัวที่สมบูรณ์ที่สุด ของปัจเจกบุคคล
ตามความคิดของอริสโตเติล คือ

–                   รัฐ

6.              สาเหตุหนึ่งที่ทำให้อริสโตเติล
เลื่อมใสการปกครองแบบนครรัฐของกรุงเอเธนส์ คือ

–                   อริสโตเติลได้รับการศึกษาที่กรุงเอเธนส์

7.              ตามทรรศนะของอริสโตเติล
วิชาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทันที คือ

–                   วิชารัฐศาสตร์

8.              “อุตมรัฐ” ของเพลโต …..จัดว่าเป็น

–                   สิ่งที่ดีที่สุดในอุดมคติ

9.              อริสโตเติล ถือว่าทาสหรือกรรมกร
ภายในรัฐมีสภาพเป็นอย่างไร

–                   เป็นสมบัติของนาย

–                   ทาสเป็นเครื่องทุ่นแรงของผู้มีความรู้ ความสามารถ

–                   การเอาชนชาติกรีก ลงไปเป็นทาสถือว่า “ผิดธรรมชาติของมนุษย์”

10.       อริสโตเติล ถือว่าทาส เป็นสิ่งที่ดีเพราะ

–                   ทาสช่วยทุ่นแรงผู้มีความรู้ความสามารถ
จะไดใช้เวลาว่างเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม

11.       อริสโตเติล มีแนวคิดเกี่ยวกับบุคคลในรัฐอย่างไร

–                   แบ่งแยกชนชั้น

–                   แบ่งแยกเชื้อชาติ

–                   แบ่งแยกฐานะ

12.       ระบอบการปกครองแบบอุดมคติ..ที่ดีที่สุดในทรรศนะของอริสโตเติล
คือ

–                   ราษฎราธิปไตย

13.       แนวความคิดของ อริสโตเติล  เกี่ยวกับรัฐ ที่คล้ายคลึงกับแนวคิดของ “เพลโต” คือ

–                   นิติรัฐ

14.       ผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองในระบอบการปกครอง “แบบคณาธิปไตย” คือ

–                   ชนชั้นสูงที่ร่ำรวย

15.       ผู้ที่ทำหน้าที่ “ปกครอง” ในระบอบการปกครองแบบ “ราษฎราธิปไตย” คือ

–                   ชนชั้นกลาง

16.       สิ่งที่กำหนดเป้าหมายนั้น บั้นปลายของรัฐ คือ

–                   รัฐธรรมนูญ

17.       การปกครองแบบใดที่เกิดขึ้นใน “นครรัฐ”

–                   ราชาธิปไตย

18.       การปกครองที่ชนชั้นปกครองผูกขาดอำนาจรัฐ
โดยการสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล เรียกว่า

–                   ขัตติยาธิปไตย

19.       การปกครองแบบใด ที่เกิดขึ้นท้ายสุดใน “นครรัฐ”

–                   ประชาธิปไตย

20.       ตามทรรศนะของอริสโตเติล
ผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะผู้ปกครอง เพื่อรักษาความยุติธรรม
ภายในรัฐ คือ

–                   ชนชั้นสูง

21.       คำว่า “องคาพยพ” ตามความคิดของอริสโตเติลนั้น หมายถึง

–                   ปัจเจกบุคคลทุกคน

22.       ตามทรรศนะของ อริสโตเติล “รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด” ต้องกำหนดให้มี

–                   ความเสมอภาคในการแบ่งสันปันส่วน

23.       ตามทรรศนะของ อริสโตเติล ถือว่า

–                   ทหารเป็นราษฎรเต็มขั้น

24.       ถ้าการปกครองขาดความชอบธรรม
อริสโตเติลมีความเห็นว่า
 “การยึดอำนาจรัฐเป็นสิ่งที่ทำได้” เพราะ

–                   เป็นการลงโทษผู้ปกครอง

25.       ข้อที่เป็น “ความคิดของอริสโตเติลเกี่ยวกับรัฐ” คือ

–                   รัฐเกิดจากผลผลิตทางธรรมชาติ

–                   รัฐเกิดจากการรวมตัวกันของหมู่บ้าน

–                   มนุษย์ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเองจนกว่าจะรวมกันเป็นรัฐ

26.       สิ่งสำคัญที่ อริสโตเติล
นำมาประกอบการศึกษาวิวัฒนาการของรัฐต่างๆของกรีก คือ

–                   ข้อมูลทางประวัติศาสตร์

27.       แนวความคิดของ อริสโตเติล เกี่ยวกับรัฐ คือ

–                   รัฐสำคัญกว่าปัจเจกบุคคลแต่ละคน

–                   รัฐเกิดจากการรวมตัวกันของหมู่บ้าน

–                   รัฐต้องมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป จนเป็นอาณาจักร

28.       ตามทรรศนะของ อริสโตเติล การยึดอำนาจมีสาเหตุมาจาก

–                   ความอยุติธรรมในการปกครองรัฐ

29.       การปกครองที่ดีที่สุด
ในสภาพความเป็นจริงของนครรัฐกรีก ตามทรรศนะของอริสโตเติล เป็นผสมผสานระหว่าง

–                   คณาธิปไตย กับ ประชาธิปไตย

30.       ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ศาสนาของผู้สอน” คือ

–                   โสเกรตีส

31.       ความสุขภายนอกที่ดีที่สุด คือ “การเลิกมีทรัพย์สมบัติส่วนบุคคล” เป็นทรรศนะของ

–                   เพลโต

32.       ทิวซิคิดีส (THUEYDIDES)

–                   เป็นนักเก็บข้อมูลที่ปราศจาก “อคติ”น้อยทีสุด

หน่วยที่ 4

ปรัชญาคริสต์กับสังคมการเมืองยุคกลาง

โดย รองศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือ

………………………………………………………………………………………………………………………….

แบบประเมินผล

  1. พระเยซู

     

    ทรงสอนเรื่องความรักเพื่อนมนุษย์อย่างไร

–      ความรักเป็นหน้าที่

–      

–      

–      

–      

  1. เซนต์ปอล

     

    สอนว่าต้องรักคนดีทุกคน

     

    เพราะ

–      คนดีร่วมงานกับเราเหมือนอยู่ในร่างกายเดียวกัน

–      

–      

–      

 

  1. คำสอนของพระเยซู และ
    เซนต์ปอล

     

    ได้ปฏิรูปสังคมโรมันอย่างไร จนถึงสมัยอนารยชน

–      ปฏิรูปสังคมใหม่โดยผ่อนคลายความเห็นแก่ตัวในอาณาจักรโรมัน

–      ทาสรู้สึกว่าเป็นการปลดปล่อยคนยากจนรู้สึกมีที่พึ่ง
คนตกทุกข์ได้ยากรู้สึกว่ามีเพื่อนคอยปลอบใจ เพื่อซึ่งอาจจะได้แก่พระเยซูเอง หรือ ศิษย์ของพระองค์

  1. นครของพระเจ้า

     

    หมายถึง

–      กลุ่มคนดีทั่วไป

 

  1. เซนต์ ออกัสติน

–      เป็นบุตรข้าราชการโรมันในอาณานิคมแอฟริกา

–      เป็นผู้ใฝ่รู้จึงมีความรู้กว้างขวาง

  1.  

    เซนต์ออกัสติน

     

     

    ให้แนวคิอทฤษฎี 2
    นครา

     

    ได้แก่

–      กลุ่มคนดีกับกลุ่มคนเลว

–      นครของพระเจ้า/คนดี    คือ คนที่มุ่งทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

–      นครของโลก/คนเลว คือ คนที่มุ่งทำตามความอยากของตนเอง

  1. เซนต์ออกัสติน

     

     

    สอนว่า

–      ทาสคริสต์ต้องยอมเป็นทาสของนายที่ไม่เป็นคริสต์

–      นายที่เลวก็ได้รับอำนาจจากพระเจ้า

–      ทาสคริสต์ต้องขัดขืนนายทุกคนที่สั่งผิดศีลธรรม ปฏิบัติไม่ได้คริสต์ชนพึงขัดขืนด้วย “วิธีอหิงสา”เท่านั้น

  1. ตามทรรศนะของ

     

     

    เซนต์ออกัสติน

–      ผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมือง คือ สถาบันกษัตริย์

–      ผู้มีอำนาจสูงสุดทางศาสนา คือ สถาบันสันตะปาปา

  1. การเมืองหลัง เซนต์ ออกัสติน

     

    ได้รับอิทธิพลจากความคิดทางการเมืองของเซนต์
    ออกัสติน บ้างหรือไม่ อย่างไร

–      ได้รับอย่างมาก

–      ในขณะที่อนารยชนรุกราน
หัวหน้าหน่วยต่อต้านทั้งหลายยอมรับรู้อำนาจทางการเมืองของสันตะปาปา
และเมื่ออนารยชนตั้งหลักแหล่งและกลับใจนับถือศาสนาคริสต์ หัวหน้าเผ่าก็รับรู้อำนาจั้งทางศาสนาและการเมืองของสันตะปาโดยปริยาย

  1.  

    โธมัส อาควีนัส

–      เป็นบุตรของเจ้านครที่มักใหญ่ใฝ่สูง

–      

–      

  1. โธมัส อาควีนัส

     

    มีความคิดทางการเมืองที่มี

     

    อย่างไร

–      สันตะปาปา ค่อยๆสูญเสียอำนาจ

–      ในที่สุดคริสต์ชนทั่วไปก็ยอมรับทฤษฎี 2 อำนาจ
ของอาควีนัส

–      แม้หลังการปฏิรูปศาสนาแล้ว คริสต์จักร “คาทอริก” ก็ยังคงถือทฤษฎี 2 อำนาจของอาควีนัสต่อไป

  1. ทฤษฎี 2 อำนาจของ

     

    อาควีนัส

     

    หมายความว่า

–      สันตะปาปาและจักรพรรดิต่างก็ใช้อำนาจอย่างอิสระ
แต่มุ่งเกื้อกูลกันและกัน

–      

–      

 

  1. การปฏิรูปศาสนาคริสต์ในศตวรรษที่
    16

     

    ก่อให้เกิดผลดีผลเสียแก่ศาสนาคริสต์

–      เกิดทั้งผลดีและผลเสีย

  1. ข้อที่เป็นเหตุผลของชาวคริสต์ที่

     

    ไม่ยอมแยกตัวออกจากสถาบันสันตะปาปาในศตวรรษที่
    16 คือ

–      เพื่อรักษาอำนาจด้านศาสนาของสันตะปาปา

–      เพื่อรักษาเอกภาพของคริสต์ศาสนา

–      เพื่อรื้ฟื้นการรักษาคัมภีร์ไบเบิล

  1. เหตุผลของการ

     

    สร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ที่
    กรุงโรม

     

    คือ

–      เพื่อสร้างความมั่นคั่งให้กับสถาบันสันตะปาปา

–      เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของสถาบันสันตะปาปา

–      เพื่อแสดงว่าสถาบันสันตะปาปาสนับสนุนการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

–      

  1. ผู้คิดว่าจักรวรรดิ
    ควรมีอำนาจทั้ง 2 อาณาจักร

     

    คือ

–      เกลาซิอุส

  1. การปฏิรูปศาสนาในยุโรป

     

    หมายถึง

–      การแยกตัวของคริสต์ชนกลึ่มหนึ่งออกจากนิกายคาทอริก
ทำให้เกิดนิกาย โปรเตสแตนท์ ขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น ในปี ค.ศ.870 โดยสังฆราช
 “โฟตีอุส” แห่งคอนสแตนติโนเปิล

  1. การปฏิรูปศาสนาในยุโรป

     

    มาจากสาเหตุใด

–      สันตะปาปาสมัยฟื้นฟูประพฤติตนไม่เหมาะสม เช่น

·       การเรี่ยไรเงินเพื่อสร้างโบสถ์เซนต์ปีเตอร์

·       ความรู้สึกของชาตินิยมที่เริ่มก่อตัวและความรุนแรงเกินไปที่สถาบันสันตะปาปาใช้ในการปราบปรามผู้ไม่เห้นด้วยกับตน

  1. เอกภาพของคริสต์จักรมีลักษณะเป็น

     

     

    หมายถึง

–      ความเป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลาย

  1. คริสต์ศาสนามีความสัมพันธ์กับสังคม

    อย่างไร

–      พระเยซูต้องการให้ชาวคริสต์อยู่ในสังคม
เพื่อพัฒนาตามความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคลในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

หน่วยที่ 5

ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แบบประเมินผล

  1. บิดาแห่ง

     

    ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่

     

    คือ

–                    แมคเคียเวลลี

–                    

  1. แนวความคิดทางการเมืองโรมัน

     

    มีอิทธิพลต่อความคิดของ

     

    แมคเคียเวลลี

    มาจากทรรศนะของ

–                    นักประวัติศาสตร์

–                    นักศีลธรรม

  1. มรดกทางการเมืองของโรมัน
    ให้ความสำคัญแก่

     

    คุณธรรม

    ในด้านใด

–                    ด้านความกล้าหาญ

  1. เหตุผลที่ทำให้

     

    แมคเคียเวลลี

    มีความสนใจการแสดงความคิดทางการเมืองโดยงานเขียน คือ

–                    ชีวิตตกอับเมื่อถูกปลดออกจากราชการ

  1. แมคเคียเวลลี

–                    เสนอแนวความคิดทางการเมืองที่เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกับปรัชญากรีกโรมันและคริสต์ศาสนา

–                    การสังเกตการณ์หรือการวิเคราะห์การเมืองอย่างเฉียบแหลมของแมคเคียเวลลี
เป็นผลมาจากการศึกษาอบรมและชีวิตในการทำงาน

–                    สภาพสังคมการเมืองของอิตาลีที่ไร้เออกภาพ
มีอิทธิพลต่อชีวิตและงานของแมคเคียเวลลี

  1.  

    แมคเคียเวลลี

     

    มีความเห็นเกี่ยวกับ

     

    ด้านคุณธรรม

    ว่า

–                    คุณธรรม ความสามารถเหนือกว่าโชคชะตา
ดังนั้นมนุษย์จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์แวดล้อม

–                    

  1. แมคเคียเวลลี

     

    มีทรรศนะเกี่ยวกับ

     

    การปกครอง

     

    ว่า

–                    ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดของตน

–                    ผู้ปกครองจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอดและทำงานให้สำเร็จ

–                    ผู้ปกครองสามารถทำอะไรก็ได้ที่ตนต้องการ

  1. แมคเคียเวลลี

     

    กับงานเขียน เรื่อง

     

    เจ้า

    นั้นก่อให้เกิด

–                    การตีความหลากหลายในความคิดทางการเมืองของเขา

–                    อิทธิพลในการนำความคิดทางการเมืองของเขาไปใช้ในทางปฏิบัติโยรัฐบุรุษและนักการเมืองต่างๆ

–                    ข้อสรุปที่ว่า “ปัญหาของสังคมการเมืองเกิดจากตัวมนุษย์
และตัวมนุษย์เท่านั้นที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้”

  1. ท่วงทำนองการเขียนของแมคเคียเวลลี
    มีลักษณะการอ้างเหตุผลเชิงตรรกวิทยาที่เรียกว่า

     

    ตรรกบท

    นั้น หมายถึง

–                    การอ้างข้อเสนอหลัก ข้อเสนอรอง และข้อสรุป

  1. ข้อที่จับคู่ได้ถูกต้อง

–                    เพลโต                    กับ          อุตมรัฐ

–                    อริสโตเติล            กับ          การเมือง

–                    แมคเคียเวลลี       กับ          เจ้า

  1. นักปรัชญาการเมืองกรีก
    มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของ

     

    แมคเคียเวลลี

     

    เช่นกันและงานเขียนของเขาในแง่หนึ่ง
    คือ

–                    ภาพสะท้อนสังคมการเมืองของอิตาลีในยุคนั้น

  1.  

    แนวคิดทางการเมืองของโรมัน
    มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของ

     

    แมคเคียเวลลี

     

    คือ

–                    ทางด้านประวัติสาสตร์และศีลธรรม เช่น

·       ผู้ปกครองดำรงอำนาจอยู่ด้วยโชคชะตา
โดยนักคิดชาวโรมันเชื่อว่า การที่โรมันประสบชัยชนะและยิ่งใหญ่ เนื่องจากชาวโรมันมี
“คุณธรรมความกล้าหาญเยี่ยงชายชาตรี”

  1. คำว่า

     

    โชคชะตา

     

    มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของ

     

    แมคเคียเวลลี

     

    คือ

–                    มีอิทธิพลในแง่ของปฏิกิริยาโต้ตอบทางความคิด

  1. จากการพยายามจัดอันดับความสำคัญของบุคคลที่มีอิทธิพลที่สุดต่อดลกและมนุษย์ตั้งอดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน
    แมคเคียเวลลีถูกจัดอยู่ในอันดับ

–                    อันดับที่ 88 จาก 100 อันดับ

 

หน่วยที่ 6

องค์อธิปัตย์กับสังคมการเมือง

โดย อาจารย์ ดร.ถาวร สุขากันยา

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.             โธมัส ฮอบส์ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของฮอบส์  คือ

–                   แนวความคิดของ

·       กาลิเลโอ ค้นพบกฏของแรงดึงดูดของโลก

·       เบคอน เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เน้นการทดลองว่ามีคุณค่าเหนือกว่าทฤษฎี

·       ยูคลิด เป็นนักคณิศาสตร์สมัยกรีกโบราณที่สาธิตให้เห็นถึงการใช้ตรรกะ
ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆ

2.             ปรัชาญาการเมืองของ โธมัส ฮอบส์ คือ

–                   ไม่สนใจปัญหาเรื่องค่านิยม หรือ
ปัญหาที่เกี่ยวกับนามธรรม

–                   ซึ่งแตกต่างจากปรัชญาของ เพลโต  และ อริสโตเติล ที่มุ่งหา

·       ความยุติธรรมชีวิตที่ดี

·       “รัฐที่ดีที่สุด”

·       คนที่ดี

·       พลเมืองที่ดี

3.             โธมัส ฮอบบส์ มีทรรศนระบอบการปกครองแบบใดที่เหมาะที่สุดสำหรับรัฐในยุโรป

–                   ระบอบเอกาธิปไตย

–                   ฮอบส์ “มองทุกสิ่งทุกอย่างในลักษณะหยุดนิ่งหรือคงที่
ดังนั้นสิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์จึงมีจำกัด”

4.             โธมัส ฮอบส์ ได้ประยุกต์หลักของ “วิชากลศาสตร์” ที่เรียกว่า

–                   “การรวมกันและแยกกัน” COMPOSITIVE-RESOLUTIVE METHOD”

–                   มาอธิบายหลักการขั้นพื้นฐานของการเมือง

5.             ปัญหา “สงครามกลางเมืองในอังกฤษ” ใน ค.ศ. ที่17
เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการำหนดแนวความคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยในทรรศนะ
ของใคร

–                   โธมัส ฮอบส์

6.             ทฤษฎีสัญญาประชาคม ของฮอบส์ มีความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับสภาวะธรรมชาติของมนุษย์อย่างไร

–                   มนุษย์มีความกลัวสงคราม หรือ ความโหดร้าย
จึงต้องการความปลอดภัยและสันติภาพด้วยการทำสัญญาประชาคม
มอบอำนาจให้กับองค์อธิปัตย์

7.             ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับองค์อธิปัตย์ป็นอย่างไรในทัศนะของ ฮอบส์

–                   องค์อธิปัตย์มีสิทธิ์และอภิสิทธิ์เหนือประชาชน
เพราะองค์อธิปัตย์ถือกำเนิดมาจากผลลัพธ์ของสัญญาประชาคม มิใช่เป็นผู้ร่วมสัญญา

–                   องค์อธิปัตย์
เป็นอภิบุคคลประชาชนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งขององค์อธิปัตย์
จึงต้องร่วมรับผิดชอบกับการกระทำขององค์อธิปัตย์ด้วย

–                   ประชาชน มีหน้าที่ต้องเชื่อฟังองค์อธิปัตย์
คำสั่งขององค์อธิปัตย์หรือกฏหมายจึงเป็นธรรม

8.             ข้อบกพร่องของความคิดทางการเมืองของ ฮอบส์ คือ

–                   การที่ฮอบส์ มีสมมติฐาน
เกี่ยวกับประเด็นธรรมชาติของมนุษย์ว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนรักตัวกลัวตาย
ความกลัวนี้มีลักษณะเป็นสากล”

–                   การที่ฮอบส์ มีสมติฐานว่า “ชีวิตทางการเมืองของมนุษย์มีความเป็นอิสระจากชีวิตทางด้านอื่นๆของสังคม

–                   ความกลัวตายมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่
และเข้มแข็งที่สุด แม้กระทั่งผู้กระหายอำนาจก็ย่อมหลีกเลี่ยงในการแสวงหาอำนาจนั้น

9.             ปรัชญาการเมืองของฮอบส์ แตกต่าง จากปรัชญาการเมืองของแมคเคียเวลลี อย่างไร

–                   แตกต่างกันที่

–                   ฮอบส์ เห็นว่า

·       “ผู้ปกครองนั้นมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนในทุกด้านจึงมีอำนาจเป็นนิรันดร์”

–                   แมคเคียเวลลี เห็นว่า

·       “ผู้ปกครองจะมีอำนาจได้ด้วยความสามารถและความฉลาดของผู้ปกครอง”

10.      ที่จับคู่ได้ถูกต้อง คือ

–                   ฮอบส์                     กับ          อำนาจนิยม

–                   ล๊อค                        กับ          ประชาธิปไตย

–                   แมคเคียเวลลี        กับ          องค์อธิปัตย์แบบ 2 ศูนย์อำนาจ

11.      ทรรศนะของ ฮอบส์ คือ

–                   เสรีภาพของมนุษย์ คือ การกระทำใดๆก็ตามที่มนุษย์อยากกระทำ
ความกลัวมิได้ขัดแย้งกับเสรีภาพของมนุษย์

–                   กฏหมายป็นสิ่งที่มนุษย์ให้กำเนิด เพื่อลงโทษต่อผู้ละเมิดกติกาสัญญาประชาคม

–                   อำนาจอธิปไตยขององค์อธิปัตย์จะสิ้นสุดลงได้ ถ้ารัฐได้กลับไปสภาวะของอนาธิปไตย

12.      ในทรรศนะของฮอบส์ เห็นว่า

–                   สภาวะธรรมชาติของมนุษย์นั้น

·       เป็นสภาวะของสงคราม ทุกคนต่างเป็นศัตรูกัน
แข่งขันกัน หวาดระแวงกันและต่างก็แสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ

–                   กฏธรรมชาติ

·       มีบ่อเกิดมาจากเหตุผลในตัวมนุษย์ซึ่งติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด

·       กฏธรรมชาติ
จึงเป็นกฏทางสังคมมีความคงทนเปลี่ยนแปลงไม่ได้

–                   หลักการธรรมชาติ

·       จงไม่ทำต่อผู้อื่น ในสิ่งที่เราไม่กระทำต่อตนเอง

–                   องค์อธิปัตย์

·       ถือกำเนิดจากสัญญาประชาคน

·       มีสิทธิและอภิสิทธ์เหนือกว่าประชาชน

·       ประชาชนไม่อาจเพิกถอนสิทธิเหล่านี้ไปจากองค์อธิปัตย์ได้

·       ระบอบการปกครองแบบ “เอกาธิปไตย”(สมบูรณาญาสิทธิราชย์๗เป็นระบอบที่เหมาะสมที่สุด

–                   ขีดจำกัดที่ราษฎรจะเชื่อฟังองค์อธิปัตย์นั้นมีกำหนดไว้ในสัญญาประชาคมแล้ว

·       เมื่อมอบอำนาจให้กับองค์อธิปัตย์แล้ว
สิทธิเสรีภาพของประชาชน คงเหลือแต่เพียงสิทธิในการป้องกันตัวเอง
และสิทธิที่จะปฏิเสธในการสละชีวิตของตนเอง

13.      ข้อแตกต่างระหว่าง สิทธิตามธรรมชาติ กับ กฏธรรมชาติ คือ

–                   สิทธิตามธรรมชาติ

·       มีลักษณะอนุญาตให้บุคคลกระทำการอะไรก็ได้

–                   กฏธรรมชาติ

·       มีลักษณะยังยั้งหรือห้ามปรามให้ปัจเจกบุคคลหลีกเลี่ยงการกระทำบางอย่างที่อยากกระทำ

14.       สัญญาประชาคม

–                   เป็นสัญญาที่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจของบุคคลต่างๆ
ที่มีมูลเหตุจูงใจในการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง

–                   สัญญาประชาคมที่เกิดขึ้นจะไม่เรียกร้องการโอนสิทธฺธรรมชาติไปเสียหมด
จะยังคงเหลือสิทธิในการป้องกันตัวเองต่อการถูกทำร้าย

15.      ฮอบส์ เห็นว่า “ลักษณะที่เด่นที่สุดของ
ชุมชนทางการเมือง
 หรือ รัฐ นั้น
คือ

–                   สถาบันขององค์อธิปัตย์
จำแนกลักษณะของรัฐตามจำนวนของผู้ใช้อำนาจอธิปไตย มีเพียง 3 แบบเท่านั้น คือ

·       เอกาธิปไตย      คือ          ระบบกษัตริย์

·       คณาธิปไตย      คือ          ระบบทรราชย์

·       ประชาธิปไตย คือ

16.      ฮอบส์ เห็นว่า “เอกาธิปไตย” ดีที่สุดเพราะ

–                   มีความคล่องตัวสูงในภาคปฏิบัติ

–                   เป็นระบบที่เหมาะที่สุด สำหรับรัฐแบบใหม่ในยุโรปที่เขาเรียกว่า “อภิ-บุคคล หรือ LEVIATHAN”

17.      ฮอบส์ ให้นิยามคำว่า “เสรีภาพ” ไว้ว่า

–                   สภาวะที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง
ไม่มีอุปสรรคภายนอกมาขัดขวางการเคลื่อนไหว

–                   เสรีภาพของมนุษย์ ก็คือ การปราศจากสิ่งกีดขวางในกิจกรรมที่เขากำลังทำอยู่ หรือ
อยากจะกระทำ ได้แก่

·       สิทธิเสรีภาพที่ไม่อาจจะโอนไปได้

·       สิทธิในการงดเว้นจากการเสียสละชีวิตตัวเอง

18.      ข้อบกพร่องของความคิดทางการเมืองของ ฮอบส์ คือ

–                   การที่ฮอบส์ มีสมมติฐาน
เกี่ยวกับประเด็นธรรมชาติของมนุษย์ว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนรักตัวกลัวตาย
ความกลัวนี้มีลักษณะเป็นสากล”

–                   การที่ฮอบส์ มีสมติฐานว่า “ชีวิตทางการเมืองของมนุษย์มีความเป็นอิสระจากชีวิตทางด้านอื่นๆของสังคม”

–                   ความกลัวตายมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่
และเข้มแข็งที่สุด แม้กระทั่งผู้กระหายอำนาจก็ย่อมหลีกเลี่ยงในการแสวงหาอำนาจนั้น

19.      องค์พระมหากษัตริย์ของไทย เป็นองค์อธิปัตย์ที่สมบูรณ์ตามทฤษฎีของ “ฮอบส์”หรือไม่

–                   ไม่ เพราะองค์พระมหากษัตริย์ต้องพึ่งคำแนะนำจาก

·       คณะรัฐมนตรี

·       สภาผู้แทนราษฎรและศาลในการใช้อำนาจอธิปไตย
แม้ว่าจะมีสิทธิมากกว่าสถาบันกษัตริย์ในญี่ปุ่น อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์
แต่ก็ต้องใช้อำนาจอธิปไตยร่วมกับสถาบันอื่น รวมทั้งต้องอยู่ในกรอบของทศพิธราชธรรม
ศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณี

20.      ในสหรัฐอเมริกา มีอธิปัตย์หรือไม่

–                   มี โดยหลักการแล้ว “รัฐธรรมนูญ” คือ “อธิปัตย์” แต่ในทางปฏิบัติประธานาธิบดี ศาลฎีกาและสภาทั้ง 2 ใช้อำนาจร่วมกัน

หน่วยที่ 7

กำเนิดลัทธิเสรีนิยม ประชาธิปไตยสมัยใหม่

โดย อาจารย์ อุกฤษฏ์ แพทย์น้อย

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.             ปัญหาทางการเมืองในประเทศอังกฤษใน ศตวรรษที่ 17 ที่กระตุ้นให้ล็อคเขียนหนังสือเสนอความคิดเห็นของตน คือ

–                   อำนาจที่ชอบธรรมมีรากฐานจากสิ่งใด หรืออีกนัยหนึ่ง
ผู้ใดหรือคนกลุ่มใดควรกุมอำนาจทางการเมือง

2.             สภาพความปั่นป่วนของสังคมในประเทศอังกฤษในศตวรรษที่
17
 มีรากฐานมาจาก

–                   การที่อำนาจทางเศรษฐกิจเปลี่ยนมือไปสู่ชนชั้นกลางซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ในสภาสามัญ

3.             ทฤษฎีเทวาสิทิ์ คือ ทฤษฎีการเมืองที่เชื่อว่า

–                   พระเจ้าประทานสิทธิในการปกครองให้กับอาดัมและทายาท

–                   ผู้ก่อตั้งทฤษฎีนี้ คือ เซอร์ โรเบิร์ต ฟิลเมอร์

4.             เหตุผลหลักของล็อคในการโต้แย้งทฤษฎีเทวาสิทธิ์  คือ

–                   ถ้าเชื่อในทฤษฎีเทวาสิทธิ์ ก็ต้องเชื่อว่าพระเจ้าไร้เหตุผล
เพราะทรงวางกฏเกี่ยวกับเทวาสิทธิ์ในการปกครองมนุษย์เอาไว้
แต่เป็นกฏที่นำไปใช้ปฏิบัติไม่ได้

–                   เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครคือทายาทที่แท้จริงของอาดัมและทายาท
แสวดงว่าพระเจ้าไม่ได้กำหนดสิทธิในการปกครองเอาไว้ว่าต้องตกอยู่กับอาดัมและทายาท

5.             ในทฤษฎีการเมืองของ ล็อค “กฏธรรมชาติ” คือ

–                   กฏทางจริยธรรมที่วางแนวทางสำหรับความประพฤติของมนุษย์

6.             ล็อค ชี้ให้เห็นว่า  กฏธรรมชาติข้อหนึ่งคือ “มนุษย์ไม่ควรทำลายชีวิตมนุษย์ด้วยกัน” โดยให้เหตุผลว่า

–                   พระเจ้าสร้างมนุษย์มาให้เท่าเทียมกัน
ไม่มีใครมีสิทธิหรืออำนาจเหนือชีวิตของผุ้อื่น

7.             ตามความเห็นของ ล็อค อะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติมีสิทธิในทรัพย์สินได้

–                   สิทธิในชีวิตและแรงงาน

–                   เพราะการใช้แรงงานเปลี่ยนแปลงธรรมชาติทำให้ผลิตผลที่ได้เป้นกรรมสิทธิ์ของมนุษย์

8.             ล็อค เชื่อว่าเหตุผลที่ทำให้มนุษย์ละทิ้งสภาวะธรรมชาติ
เพื่อมาอยู่ร่วมกันในสังคมการเมือง
 คือ

–                   สภาวะธรรมชาติมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่สภาวะสงครามเพราะขาดอำนาจส่วนกลางตัดสินความเป็นธรรม

9.             การที่ ล็อค กล่าวว่า “สภาวะธรรมชาติเป็นสภาวะแห่งสันติสุข”  มนุษย์ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า

–                   ในสภาวะธรรมชาติมนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคมอยู่แล้ว
ถ้ารัฐบาลสลายตัวไม่ได้หมายความว่าจะเกิดกุลียุค

10.      การที่ ล็อค กล่าวว่า “สังคมการเมืองก่อให้กำเนิดจาก “สัญญา”ระหว่างประชาชน นั้น ล็อคต้องการหมายความว่า

–                   อำนาจส่วนกลางในสังคมการเมืองมีที่มาจากความยินยอมของปวงชนที่จะให้อำนาจนี้ปกป้องผลประโยชน์ของตน

11.      ล็อค มีทรรศนะเกี่ยวกับรูปแบบของรัฐบาล ดังนี้

–                   รัฐบาลจะมีรูปแบบเช่นไรก็ได้ ตราบใดที่มติเสียงส่วนใหญ่เป็นตัวกำหนด

12.       จากทฤษฎีการเมืองของล็อค มนุษย์ในสังคมการเมือง
มีเสรีภาพน้อยกว่าในสภาวะธรรมชาติ
    หรือไม่ อย่างไร

–                   มีเท่ากันกับในสภาวะธรรมชาติ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้เสรีภาพไปเป็นการใช้โดยมีอำนาจส่วนกลางควบคุม

13.      ตามทรรศนะของล็อค “การสลายตัวของรัฐบาลไม่ได้นำไปสู่ “กลียุค” เพราะ

–                   ถึงรัฐบาลสลายไป
สังคมมนุษย์ก็ยังมีอยู่ปวงชนสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ได

14.      ความคิดของ ล็อค เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย เพราะ

–                   อำนาจของรัฐบาลมีที่มาจากอำนาจของปวงชน
และประชาชนมีสิทธิบางประการที่รัฐบาลจะละเมิดไม่ได้

15.      ทฤษฎีสัญญาประชาคม เชิงสมมติของล็อค มีเนื้อหาโดยสังเขปว่า

–                   การอยู่ร่วมกันในสังคมการเมืองโดยมีอำนาจส่วนกลางภายในขอบเขตของกฏธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีเหตุผลที่สุด

16.       ตามทรรศนะของล็อค ขอบเขตอำนาจรัฐ ที่ชอบธรรมถูกกำหนดโดย

–                   กฏธรรมชาติซึ่งเข้าใจได้ด้วยเหตุผล

17.      ในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิของประชาชน ล็อคเน้นสิทธิในทรัพย์สิน ทั้งนี้เพราะ

–                   เป็นสิทธิที่เป็นกรณีพิพาทในสมัยนั้น

18.      ล็อค มีทรรศนะเกี่ยวกับการปฏิวัติ ดังนี้

–                   ประชาชนมีสิทธิที่จะทำการปฏิวัติในกรณีที่รัฐบาลละเมิดสิทธิในชีวิต
ทรัพย์สิน และเสรีภาพของประชาชน

19.      ทรรศนะของล็อค ที่นักปฏิวัติอเมริกันนำไปอ้างเพื่อแข็งข้อต่อรัฐบาลอังกฤษ ได้แก่

–                   รัฐบาลที่ชอบธรรมจะต้องเคารพสิทธิในทรัพย์สินของมนุษย์

20.      ทรรศนะของล็อค เกี่ยวกับเสรีภาพที่มนุษย์มีในสภาวะธรรมชาติ ต่างจากทรรศนะของ ฮอบส์ ในเรื่องเดียวกันอย่างไร

–                   ล็อค เสรีภาพ
คือ

·       การกระทำสิ่งใดก็ได้โดยไม่ถูกบังคับแต่ต้องไม่ละเมิดกฏธรรมชาติ

–                   ฮอบส์ เสรีภาพ

·       การทำสิ่งใดก็ได้โดยไม่มีใครบังคับ

21.       ตามทรรศนะของล็อค มีเหตุผลอะไรให้เชื่อว่ากฏธรรมชาติที่สำคัญข้อหนึ่งคือ
มนุษย์ไม่ควรทำลายชีวิตของผู้อื่น

–                   เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
ไม่ได้ระบุให้ผู้ใดมีอำนาจเหนือชีวิตของผู้อื่น
มนุษย์แต่ละคนจึงไม่ควรทำลายชีวิตของผู้อื่น

22.      ข้อที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความคิดของ “ฮอบส์” กับ “ล็อค” ได้ถูกที่สุด คือ

–                   ล็อคได้สัมผัสกับความคิดของฮอบส์
จากการอ่านผลงานของนักเขียนคนอื่นๆและหนังสือที่เขียนก็ไม่ได้ตั้งใจโจมตีความคิดของ “ฮอบส์”

23.      ล็อค เขียนความเรียงสองตอน เรื่อง “รัฐบาล”เพื่อเสนอความคิดที่ว่า

–                   ควรมีมาตรการควบคุมผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือสมาชิกมิให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ

หน่วยที่ 8

เสรีภาพกับสัญญาประชาคม

โดย รองศาสตราจารย์ พงษ์เพ็ญ ศกุนตาภัย

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.             อิทธิพลสำคัญต่อการก่อตัวและเติบโตทาง “ความคิด”ของ รุสโซ คือ

–                   สภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในเยาว์วัย

2.             ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้ รุสโซ “พัฒนาความคิดยิ่งขึ้นตามลำดับ” คือ

–                   ความเป็นคนเฉลียวฉลาด

–                   การศึกษาความรู้ต่างๆด้วยตนเอง

–                   การอยู่ในแวดวงของปัญญาชน

3.             ผลงานสร้างชื่อให้แก่ รุสโซ มากที่สุด คือ

–                   สัญญาประชาคม (DU CONTRAT SOCIAL)

4.             ข้อต่อไปนี้ข้อใดเป็น ความคิด “มูลฐาน” ของ
รุสโซ ที่ได้แสดงไว้ในผลงานความเรียงที่ได้รับรางวัลชนะเลิศของบัณฑิตยสถานแห่งเมือง “ดิจอง” เรื่อง“ความเจริญของศิลปและศาสตร์ต่างๆได้ทำให้มนุษย์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นจริงหรือไม่”

–                   มนุษย์เกิดมาดีและสังคมทำให้มนุษย์ดุร้าย

–                   ความเจริญแห่งอารยธรรมกลับทำให้มนุษย์เสื่อมลง
และเห็นแก่ตัวมากขึ้น

5.             จากผลงานความเรียง เรื่อง “ต้นกำเนิดแห่งความไม่เสมอภาคระหว่างมนุษย์” รุสโซ ได้จำแนกความไม่เสมอภาคของมนุษย์ ออกเป็น

–                   2 ประเภท คือ

·       ความไม่เสมอภาคจากสภาวะธรรมชาติ

·       ความไม่เสมอภาคจากสภาวะทางสังคม

6.             รุสโซ จำแนกความไม่เสมอภาคระหว่างมนุษย์
ไว้ 2 ประการ คือ

–                   ความไม่เสมอภาคอันเกิดจาก

·       สภาวะธรรมชาติ

·       สภาวะทางสังคม

7.             “เจตจำนงทั่วไป” ตามความหมายของรุสโซ หมายถึง

–                   เจตจำนงโดยส่วนรวมที่ทุกคนในประชาคมเห็นชอบและแสดงออกโดยเสียงข้างมาก

8.             “สัญญาประชาคม” มีความหมายตามทรรศนะของ รุสโซ คือ

–                   สัญญาที่แต่ละคนในประชาคมเข้าร่วมกับทุกคนหมด ภายใต้เจตจำนงทั่วไปอันหนึ่งอันเดียวกัน

·       ประชาชนในฐานะผู้อยู่ใต้ปกครองกับการปฏิบัติตามเจตจำนงทั่วไป

·       ราษฎรในฐานะผู้ปกครองกับการแสดงออกถึงเจตจำนงทั่วไป

9.             “สภาวะธรรมชาติ” ในทรรศนะของ รุสโซ คือ

–                   สภาวะที่มนุษย์ร่อนเร่พเนจรอย่างโดดเดี่ยว
ไม่มีภาษา ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆที่สม่ำเสมอ

–                   สภาวะที่มนุษย์มีความผาสุกแต่ขาดสิทธิเสรีภาพ

–                   สภาวะธรรมชาติไม่จำเป็นต้องมีดีหรือเลวเสมอไป
อาจจะดีกว่าหรือเลวกว่าสภาวะสังคมก็ได้

10.      ข้อที่เป็นเหตผลสนับสนุนคำกล่าวที่ว่า “เสรีภาพก็คือการเคารพเชื่อฟังกฏหมาย
เสรีภาพจะทำให้เป็นผลขึ้นมาได้ก็แต่โดยองค์อธิปัตย์” คือ

–                   ทุกคนในประชาคมมีเสรีภาพและความเสมอภาคภายใต้เจตจำนงทั่วไปร่วมกัน

–                   เจตจำนงทั่วไปของประชาคมแสดงออกโดยทางกฏหมาย

–                   การเคารพเชื่อฟังกฏหมาย คือ การเคารพเชื่อฟังตนเอง

11.      ข้อที่สรุป ความสัมพันธ์ของสิ่งที่รุสโซ
กล่าวไว้ใน “สัญญาประชาคม” ได้ถูกต้อง คือ

–                   ราษฎรหรือในฐานะผู้ปกครอง (CITOYEN)กับการแสดงออกถึงเจตจำนงทั่วไป

–                   ประชาชนหรือในฐานะผู้อยู่ใต้ปกครอง(SUGET)กับการแสดงออกถึงเจตจำนงทั่วไป

12.      “กฏหมาย” ตามทรรศนะของรุสโซ
ถือเป็น

–                   เป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงทั่วไป

–                   เป็นเครื่องมือของผู้ปกครองในการบังคับใช้กับผู้อยู่ใต้ปกครอง

13.      “เสรีภาพ” ก็คือการเคารพเชื่อฟังกฏหมาย
เสรีภาพจะทำให้เป็นผลขึ้นมาได้ก็แต่โดย “องค์อธิปัตย์” คำกล่าวนี้สอดคล้องกับ

–                   เคารพเชื่อฟังกฏหมาย คือ การเคารพเชื่อฟังตนเอง

–                   เจตจำนงทั่วไปของประชาคมแสดงออกโดยทางกฏหมาย

–                   ทุกคนในประชาคมมีเสรีภาพและความเสมอภาคภายใต้เจตจำนงทั่วไปร่วมกัน

14.      รูปรัฐบาลที่รุสโซ เห็นว่า “เป็นรูปแบบรัฐบาลที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด” คือ

–                   รัฐบาลอภิชนาธิปไตย

·       สมาชิกรัฐบาลเป็นคมกลุ่มน้อย กิจการสาธารณะต่างๆกระทำได้อย่างมีระบบและรวดเร็ว

15.      ข้อที่เป็นเหตุผลสนับสนุนคำกล่าวที่ว่า “อำนาจทางการเมืองจะต้องไม่แยกออกจากอำนาจทางศาสนา” คือ

–                   ศาสนาเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างเอกภาพทางสังคม

–                   รุสโซ
เน้นหลักการมีเอกภาพทางการเมืองเพื่อให้รัฐหรือรัฐบาลจัดตั้งขึ้นอย่างมั่นคง

16.      “คุณลักษณะของอำนาจอธิปไตย” ตามทรรศนะของรุสโซ คือ

–                   เป็นอำนาจเด็ดขาดและไม่อาจผิดพลาดได้

–                   เป็นอำนาจที่แบ่งแยกไม่ได้

–                   อำนาจอธิปไตยเป็นตัวแทนแห่งเจตจำนงทั่วไปของประชาชน

17.      ข้อที่เป็นผลสะท้อนของ “สัญญาประชาคม” ที่ปรากฏในแนวความคิดทางการเมืองระยะต่อมา คือ

–                   พื้นฐานทางความคิดเรื่อง อำนาจอธิปไตย
ของประชาชนและความคิดเรื่องเอกภาพของรัฐ

–                   รัฐต้องดำรงรักษาสิทธิธรรมชาติของมนุษย์

–                   กฏหมายคือการแสดงออกของเจตจำนงทั่วไป
ราษฎรทุกคนมีสิทธิร่วมในการออกกฏหมาย

18.      กล่าวได้ว่า การปฏิวัติฝรั่งเศส
ค.ศ.1789 ได้รับอิทธิพลทั้งโดยทางตรงและอ้อม จากความคิดมูลฐานสำคัญๆแห่ง

–                   “สัญญาประชาคม” ของรุสโซ

19.      “กระฎุมพี” (อ่านว่า กระ-ดุม-พี)

–                     โดยทั่วไปมักสะกดผิดเป็น  หรือ  เป็นชนชั้นทางสังคมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงหรือชนชั้นพ่อค้าวาณิช ซึ่งได้สถานะทางสังคมหรืออำนาจมาจากหน้าที่การงาน
การศึกษา หรือความมั่งมี (ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกอภิชน)
เป็นชนชั้นที่มีฐานะจากการค้าขายหรืองานช่างฝีมือ ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง
ซึ่งอาจหมายรวมถึง นายทุน นายทุนน้อย คนชั้นกลาง ส่วน “ไพร่กระฎุมพี”
นั้น หมายถึงชนชั้นที่อยู่ต่ำกว่ากระฎุมพีแต่สูงกว่าชนชั้นที่ต่ำที่สุดในสังคม
เป็น “พลเมืองที่มีเงินพอใช้เลี้ยงชีวิตไม่เป็นทาสบุคคลผู้ใด”

หน่วยที่ 9

สังคมการเมืองกับปัญหาความเปลี่ยนแปลง

โดย อาจารย์ อุกฤษฏ์ แพทย์น้อย

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.             ทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติ มีเนื้อหาโดยสังเขป คือ

–                   มนุษย์มีสิทธิบางอย่างอยู่แล้วในฐานะที่เป็นมนุษย์
ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมการเมืองหรือไม่

2.             ทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติ
มีความเกี่ยวโยงกับความเชื่อเรื่อง “สมรรถภาพของเหตุผล” คือ

–                   เหตุผลของมนุษย์สามารถเข้าใจถึงธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ว่า
ในฐานะที่เป็นมนุษย์ย่อมมีสิทธิบางอย่างตามธรรมชาติ

3.             ทฤษฎีนักปฏิวัติฝรั่งเศสยึดถือร่วมกัน คือ

–                   ทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติ

4.             การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของนักปฏิวัติฝรั่งเศสมีเนื้อหาสำคัญ
คือ

–                   สิทธิเสรีภาพในรัฐควรมีพื้นฐานอยู่บนสิทธิตามธรรมชาติ

5.             เบอร์ก เชื่อว่า “สังคมการเมืองที่ให้ความเป็นธรรม”มีลักษณะคือ

–                   เป็นสังคมการเมืองที่ประกอบด้วยสถาบันที่ก่อตั้งมานานแล้ว
มีประสบการณ์มากในการแก้ไขปัญหาและวิกฤตกาลต่างๆ

–                   และสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งต่อๆกันไปมิใช่สังคมในอุดมคติที่ไม่เคยมีมาก่อน

6.             เบอร์ก เชื่อว่า “สิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติ” มีลักษณะ คือ

–                   เป็นการทำอะไรก็ได้ ตามอำเภอใจ

–                   สิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติมีอยู่จริง
แต่ไม่ควรเป็นพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพในสังคม

7.             เบอร์ก เรียกสิ่งที่เป็น “อคติ” ว่า

–                   ผลรวมของการใช้เหตุผลแก้ปัญหาในอดีตที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล
ยึดถือสืบทอดกันมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

8.             การปฏิวัติทำลายล้างระบบเก่านำไปสู่ความหายนะ เพราะ

–                   เป็นการทำลายธรรมชาติเดิม ซึ่งเป็นแนวทางแก้ปัญหาทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสูง

–                   

–                   

9.             ตามทรรศนะของ เบอร์ก การปฏิวัติแบ่งได้ 2 ประเภท คือ

–                   ประเภทการทำลายล้างระบบเก่า สร้างระบบใหม่ขึ้นมาแทน เช่น ที่ฝรั่งเศส

–                   ประเภทการปฏิวัติเพื่อป้องกันการทำลายของเดิม เช่น ที่อังกฤษ(ค.ศ.1688)

10.      เบอร์ก มีทรรศนะเกี่ยวกับการปฏิวัติ คือ

–                   การปฏิวัติเป็นสิ่งจำเป็นในบางกรณี

11.      เบอร์ก เชื่อว่า “การใช้เหตุผลที่ถูกต้องในทางการเมือง”ควรมีลักษณะ

–                   พิจารณาข้อมูล และ สภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน
ประกอบกับยอมรับธรรมเนียมเดิม

12.      เบอร์ก ให้ทรรศนะ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ถูกต้อง” คือ

–                   เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อฟื้นฟูระบบเก่าหรือเพื่อบูรณะสังคมให้ดีเหมือนเดิม

13.      เบอร์ก มีทรรศนะเกี่ยวกับการใช้หลักการแบบนามธรรมในทางการเมือง คือ

–                   หลักการแบบนามธรรมเป็นหลักการที่นำไปใช้กับสภาพที่เป็นจริงไม่ได้

–                   

14.      ทฤษฎีของเบอร์ก มีข้อผิดพลาดประการหนึ่ง คือ

–                   เข้าใจผิดคิดว่าการใช้หลักสากลเป็นการใช้โดยไม่พิจารณาความเป็นจริง

15.      หนังสือชื่อ “ข้อคิดเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส” (REFLECTIONS)เป็นงานเขียนของ

–                   เอ็ดมัน เบอร์ก สมาชิกสภาอังกฤษที่คัดค้านการปฏิวัติฝรั่งเศส

–                   เนื้อหา โจมตีทฤษฎีของนักปฏิวัติควบคู่ไปกับโจมตีพฤติกรรมของนักปฏิวัติ

–                   มีฐานะเป็น “คัมภีร์ของอนุรักษนิยม” และกลายเป็นหนังสือสำคัญชั้นคลาสสิกในวิชา “ปรัชญาการเมือง”

16.      ตามทรรศนะของ เบอร์ก ที่มีอิทธิพลต่ออนุรักษนิยมสมัยหลัง ได้แก่

–                   ทรรศนะของเขาที่มีความเชื่อว่าสถาบันที่ก่อตั้งมานานย่อมมีคุณค่าควรแก่การรักษาไว้

–                   ทรรศนะ หรือ ความคิดที่ว่าการเมืองการปกครองเป็น “ศาสตร์แห่งการปฏิบัติ”

17.      ข้อดี และ ข้อบกพร่อง ตามทรรศนะคติของ
เบอร์ก คือ

–                   ข้อดี  คือ

·       เป็นการท้าทายทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติ
ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมานานโดยปราศจากการอ้างเหตุผลสนับสนุนที่เพียงพอ

·       กระตุ้นให้ผู้อ่านสอบถามความน่าเชื่อถือของทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติ

–                   ข้อบกพร่อง คือ

·       เข้าใจผิดคิดว่าการใช้หลักการแบบนามธรรมกับการใช้หลักการเชิงปฏิบัติกับสิ่งตรงกันข้าม

18.      ทฤษฎีอนุรักษ์นิยม โจมตีแนวคิดแบบ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” คือ

–                   ความจริงข้อนี้ไม่ได้นำไปสู่ข้อสรุปว่า “ทฤษฎีอนุรักษนิยมสนับสนุนระบบเผด็จการหรือทรราช”

19.      พวกอนุรักษนิยม ถือว่า

–                   ทฤษฎีมาร์กซิสม์
พยายามใช้หลักการนามธรรมเป็นแนวทางในการปฏิวัติล้มล้างระบบเก่า(ทุนนิยม)เพื่อสร้างสังคมใหม่ตามอุดมคติที่ตั้งไว้

20.      ผู้ที่ “นิยมทฤษฎีอนุรักษนิยมแบบของเบอร์ก” ย่อมมีทัศนคติต่อ “ทฤษฎีมาร์กซิสม์” คือ

–                   ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีมาร์กซิสม์ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีเสรีนิยมประชาธิปไตย

หน่วยที่ 10

ปรัชญาประวัติศาสตร์กับปรัชญาการเมือง

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี พงศ์พิศ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.             ปรัชญาของเฮเกล ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดใด

–                   แนวคิดแบบจิตนิยมกรีก (เพลโต และ อริสโตเติล)

–                   ความเชื่อทางศาสนาคริสต์และการศึกษาปรัชญาและเทวศาสตร์

–                   ปรัชญาจิตนิยมเยอรมัน

–                   

–                   

·       

·       

2.             นักเศรษฐศาสตร์ ที่มีอิทธิพลต่อการอธิบายสังคมของเฮเกล

–                   อดัม สมิธ

3.             ข้อที่กล่าวถูกต้อง เกี่ยวกับทรรศนะของเฮเกล

–                   ปรัชญาของเฮเกล ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด
แต่เป็นการนำเอาปรัชญากรีกและปรัชญาจิตนิยมเยอรมันมาทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

–                   การปฏิวัติฝรั่งเศสมีอิทธิพลต่อความคิดของเฮเกลมากที่สุด

–                   เฮเกลพบว่าศาสนาเป็นเรื่องของเหตุผลสามารถนำมาอธิบายทุกอย่างได้

4.             หลักการพื้นฐานของแนวคิดแบบจิตนิยม คือ

–                   โลกแห่งวัตถุไม่เป็นจริงเพราะไม่จีรังยั่งยืน
โลกแห่งจิตเป็นโลกแห่งความเป็นจริงเพราะไม่เปลี่ยนแปลง

5.             วิภาษวิถี ในระบบตรรกวิทยาของเฮเกล หมายถึง

–                   การมุ่งอธิบายการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างของโลกโดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ

·       ทฤษฎีหรือตัวตั้งตัวแย้ง

·       การสังเคราะห์

6.             ระบบปรัชญาของเฮเกล แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ

–                   ตรรกวิทยา

·       ว่าด้วยมโนภาพ (เป็นทฤษฎีหรือตัวตั้ง)

–                   ปรัชญาธรรมชาติ

·       ว่าด้วยรูปแบบที่เป็นจริงของมโนภาพ(เป็นตัวขัดแย้งทฤษฎี)

–                   ปรัชญาว่าด้วยจิต

·       คือการสังเคราะห์ระหว่าง 2 ประการแรก

7.             รูปแบบหลัก “ตรรก”ของเฮเกล และระบบคิดทั้งหมดของเขาจะมีลักษณะ 3
ประการ คือ

–                   เริ่มต้นด้วยข้อรับ (THESIS)

–                   ตามด้วยข้อปฏิเสธหรือข้อแย้ง (ANTITHESIS) ซึ่งจะสรุปได้จากข้อรับ

–                   ในที่สุดในข้อรับทุกข้อจะมีข้อปฏิเสธอยู่

8.             ในทรรศนะของเฮเกล ในการอธิบายสิ่งต่างๆจะต้องค้นหาอะไร

–                   ค้นหาเหตุผล

–                   

9.             ตามทรรศนะของเฮเกล คือ

–                   คนมีเหตุผล คนจึงเข้าใจโลก
ดังนั้นเหตุผลจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจโลกได้

–                   โดยเหตุผล ประวัติศาสตร์ คือ
การปรากฏตัวออกมาตามลำดับของมโนภาพในกาลเวลา

10.      ตามทรรศนะของเฮเกล จิต
มีอยู่ 3 ลักษณะ คือ

–                   จิตอัตวิสัย (SUBJECTIVE) ว่าด้วยคน เพราะคนมีจิต-สำนึก

–                   จิตภาววิสัย (OBJECTIVE) ว่าด้วยโลก เช่น ครอบครัว สังคม รัฐ

–                   จิตสูงสุด (ABSOLUTE) ว่าด้วยพระเจ้า จิตที่พัฒนาไปถึงความสมบูรณ์สูงสุด

11.      จิตที่เป็นภาววิสัย ในทรรศนะของเฮเกล
หมายถึง

–                   ส่วนที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นเป็นสถาบันที่อยู่ร่วมกันในสังคม
เช่น กฏหมาย

12.      ตามทรรศนะของเฮเกล เกี่ยวกับ “กฏหมาย
รัฐ หรือจริยธรรม” หมายถึง

–                   จิตที่เป็นภาววิสัย

13.      เฮเกล พัฒนาจริยศาสตร์สังคมผ่าน 3 ระยะ คือ

–                   ครอบครัว เป็นหน่วยที่เห็นได้ในสังคมอยู่บนพื้นฐานความรู้สึก

–                   สังคม     เป็นหน่วยรวมของปัจเจกที่รวมกันเพราะเกิดจากความจำเป็นร่วมกัน

–                   รัฐ           เป็นการสังเคราะห์ระหว่างครอบครัวกับสังคมมากกว่า

14.      หน่วยที่ว่าด้วความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างปัจเจกบุคคล ในทรรศนะของเฮเกล หมายถึง

–                   สังคม

แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ

–                   สังคมเกษตรกรรม              อยู่ใกล้ธรรมชาติ ไม่ซับซ้อน

–                   สังคมพวกธุรกิจ                  มีชีวิตเป็นปัจเจกจริงๆมีงานที่ใช้ความคิดและเหตุผล

–                   สังคมชั้นสากล                    เป็นพวกข้าราชการ ผู้บริหาร

15.      ในทรรศนะของเฮเกล “รัฐที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์”จะต้องมีลักษณะ

–                   เป็นรัฐที่พร้อมด้วยหลักการและเหตุผลมีรัฐธรรมนูญและกษัตริย์เป็นประมุข

16.      ทรรศนะของเฮเกล “เกี่ยวกับประวัติศาสตร์” คือ

–                   ประวัติศาสตร์เป็นกระบวนการของจิตที่รับเอารูปแบบในโลกแห่งความเป็นจริง
กระบวนการนี้จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อประชาคมแสดงออกถึงความมีเหตุผลที่สมบูรณ์

–                   การเข้าใจประวัติศาสตร์ก็คือการเข้าใจเป้าหมายของประวัติศาสตร์เอง

–                   ประวัติศาสตร์บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์
เมื่อประชาคมบรรลุเหตุผลมีเสรีภาพที่สมบูรณ์

17.      พื้นฐานปรัชญาประวัติศาสตร์ ของเฮเกล
ที่เขามักจะกล่าวอยู่บ่อยๆ คือ

–                   อะไรที่มีเหตุผลย่อมเป็นจริง
อะไรที่เป็นจริงย่อมมีเหตุผล

18.      ตามทรรศนะของเฮเกล “ประวัติศาสตร์จะบรรลุเป้าหมาย” เมื่อ

–                   เมื่อจิตพัฒนาตนเองถึงขั้นสมบูรณ์จนทำให้ประชาคมบรรลุเหตุผลมีเสรีภาพที่สมบูรณ์

19.      ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งสากล” กับ “สิ่งเฉพาะ” คือ

–                   ตามข้อเท็จจริง สิ่งสากล  แยกไม่ออกจาก  สิ่งเฉพาะ

–                   ตามความคิด    สิ่งสากล  แยกออกจาก       สิ่งเฉพาะได้

หน่วยที่ 11

ทฤษฎีการปฏิวัติสังคม

โดย อาจารย์ สุรพงษ์ ชัยนาม

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

แบบประเมินผล

1.             โครงสร้างส่วนล่างของสังคมตามแนวความคิดของ มาร์กซ์ ได้แก่

–                   ระบบการผลิตทางเศรษฐกิจ

2.             ปัจจัยแรกที่จะนำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมตามแนวคิดของ มาร์กซ์ คือ

–                   ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ด้านการผลิต

3.             ความคิดเห็นของมาร์กซ์ คือ

–                   ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของระบบนายทุนมีผลทำให้สังคมคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นได้

–                   การปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพจะเกิดขึ้นก่อนในประเทศที่โครงสร้างทางอุตสาหกรรมอยุ่ในสภาพที่ล้าหลัง

–                   ระบบการผลิตแบบเอเชียซึ่งเป็นระบบทุนนิยมกึ่งศักดินาเป็นอุปสรรคใหญ่ของการสร้างสรรค์สังคมนิยม

4.             ตามแนวคิดของ มาร์กซ์ มนุษย์ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมถูกลดค่าเนื่องจาก

–                   มนุษย์ถูกใช้แรงงานในลักษณะของการบังคับใช้แรงงานเพื่อผลิตสินค้าให้เป็นทรัพย์สินของนายทุน

–                   ในขณะที่นายทุนก็ลดค่าของความเป็นมนุษย์ของตนเอง
ลงมาเป็รทาสของสินค้าและความต้องการของตลาดด้วย

5.             มาร์กซ์ มีแนวคิดเกี่ยวกับชนชั้น ว่า

–                   ชนชั้นมีลักษณะไม่ตายตัว  อยู่ในสภาพที่แปรผัน-
เปลี่ยนแปลงเสมอ

6.             ปรากฏการณ์ในสังคมระบบทุนนิยมตามแนวความคิดของ มาร์กซ์ คือ

–                   มีความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ

–                   ชนชั้นกรรมาชีพจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางประวัติศาสตร์ของสังคมส่วนรวม

–                   การพัฒนาไปตามขั้นตอนต่างๆของรับบทุนนิยมจะกระตุ้นภาวะความขัดแย้งภายในระบบรุนแรงขึ้น

7.             ความคิดทางปรัชญาของ มาร์กซ์ ได้แก่

–                   การทำให้ทฤษฎีการปฏิบัติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

8.             ผู้ที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของ มาร์กซ์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับเผด็จการของชนชั้นกรรมมาชีพ คือ

–                   ออกุสต์ บล็องกี

9.             ผู้ที่มีอิทธิพล ต่อแนวความคิดของมาร์กซ์
ในเรื่องที่เกี่ยวกับทฤษฎีการขูดรีดและมูลค่าส่วนเกิน คือ

–                   ฟร็องซัว มารี ชาร์ล ฟูรีเย่

10.      “ไดเลคติคจิตนิยม” (เฮเกล)มีส่วนสำคัญได้แก่

–                   ความคิด หรือ จิต

–                   เป้าหมายของปรัชญา คือ การร็แจ้งเห็นจริงทางความคิด

11.      “ไดอาเลคติควัตถุนิยม” (มาร์กซ์)มีส่วนสำคัญได้แก่

–                   ธรรมชาติ และมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของของธรรมชาติ

–                   เป้าหมายของปรัชญา คือ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรู้แจ้งเห็นจริงทางความคิด
แต่ต้องนำความรู้นั้น “ไปปฏิบัติด้วย”

12.      ลักษณะ “ไดอาเลคติควัตถุนิยม” ของ มาร์กซ์ คือ

–                   การให้ความสำคัญแก่ธรรมชาติและมนุษย์ เป้าหมายของปรัชญาไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเรียนรู้แจ้งเห็นจริงทางความคิด
แต่ต้องนำเอาความร็นั้นไปปฏิบัติด้วย

13.      ปรัชญาจิตนิยม (เฮเกล) เกี่ยวกับรัฐ เชื่อว่า

–                   ในสังคมมีความขัดแย้งระหว่างเจตจำนงส่วนบุคคลและเจตจำนงส่วนรวม
รัฐสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งระหว่างเจตจำนงทั้งสองได้

14.      ปรัชญาวัตถุนิยม (มาร์กซ์) เกี่ยวกับรัฐ เชื่อว่า

–                   ในสังคมมีความขัดแย้งระหว่างเจตจำนงส่วนบุคคลและเจตจำนงส่วนรวม
แต่ผู้ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ก็คือ “มนุษย์”เองไม่ใช่รัฐ

–                   การมีรัฐนี่เองที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งของบุคคล
เพราะรัฐรับใช้เฉพาะชนชั้นที่มีอำนาจทางการเมืองเท่านั้น

15.      ก่อนหน้า มาร์กซ์ ได้มี นักทฤษฎีสังคมศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์ หลายท่านที่ได้กล่าวถึงทฤษฎีชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นมาแล้ว
แต่มาร์กซ์ได้ศึกษาและวิเคราะห์ได้ละเอียดกว่าผู้อื่นในเรื่อง

–                   แหล่งกำเนิดและลักษณะจำเพาะของชนชั้น

16.      เผด็จการโดย “ชนชั้นกรรมาชีพซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติสังคมนิยมจะอยู่ภายใต้การนำของ

–                   นักปฏิวัติอาชีพที่มาจากชนชั้น เจ้าสมบัติ”

17.      ข้อที่ถูกต้อง คือ

–                   เลนิน  เป็นคนแรกที่กล่าวถึงเรื่องประชาธิปไตย “แบบรวมศูนย์”

–                   กรัมซี่ เป็นคนแรกที่กล่าวถึง “ทฤษฎีการครองความเป็นใหญ่

18.      ลนิน สนับสนุนการปฏิวัติเพื่อสร้าง “ระบอบประชาธิปไตยกระฎุมพี” ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยม เพราะ

–                   การเปลี่ยนแปลงโดยข้ามขั้นตอนจากระบอบพระเจ้าซาร์
มาเป็นระบอบสังคมนิยมไม่อาจทำได้

19.      ลักษณะ หรือ “จุดหมายของการของการปฏิวัติกระฎุมพี”ในรุสเซียตามความคิดของ “เลนิน” คือ

–                   เป็นการปฏิวัติเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยกระฎุมพีก่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบสังคมนิยม

–                   เป็นการปฏิวัติซึ่งมีชนชั้นกรรมาชีพและชาวนาเป็นหลัก

–                   เป็นการปฏิวัติที่อยู่ภายใต้การชี้นำของพรรคปฏิวัติที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ

20.      ผู้นำปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฎีของเลนิน ได้แก่

–                   นักปฏิวัติอาชีพที่มาจากชนชั้นเจ้าสมบัติ

21.      เลนิน ได้รับอิทธิพลจาก (ออกกุส์ บล็องกี )ในเรื่องใด

–                   ในเรื่องความจำเป็นที่จะต้องมีระบอบเผด็จการเกิดขึ้นภายหลังชัยชนะของการปฏิวัติสังคมนิยม

 

22.      ทฤษฎีการปฏิวัติทั้งของ เลนิน /เหมาเจ๋อตุง / และ อันโตนิโอ กรัมซี่

–                   ต่างก็กำหนดแนวทางและวิธีการให้สอดคล้องกับสภาพเหตุการณ์และเงื่อนไขที่เป็นจริงในสังคมของตน
เพื่อนำไปปฏิบัติให้บรรลุผลได้

ทฤษฎีเลนิน

–                   กำหนดเพื่อการปฏิวัติในสังคมอุตสาหกรรมล้าหลังของรุสเซีย

–                   

–                   

–                   

ทฤษฎีของเหมา เจ๋อ ตุง

–                   กำหนดสำหรับการปฏิวัติในสังคมกึ่งศักดินากึ่งอาณานิคมของจีน

–                   

–                   

ทฤษฎีของกรัมซี่

–                   ได้รับอิทธิพลจากสภาพการณ์ของประเทศอิตาลีในสมัยนั้น

–                   ทฤษฎีว่าด้วยการครองความเป็นใหญ่มุ่งเปรียบเทียบการได้อำนาจทางการเมืองของชนชั้นหลักในสังคม 2  ทางคือ

·       การได้รับการยินยอมจากสมาชิกส่วนใหญ่ของประชาสังคม
ซึ่งก็คือการครองความเป็นใหญ่ มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย

·       การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจรัฐ ซึ่งมีลักษณะกดขี่
ครอบงำ มีลักษณะเป็นเผด็จการ

·       อย่างแรกมีความจำเป็นและมั่นคงถาวรกว่า แต่อย่างไรก็ตามชนชั้นปกครองต้องมีทั้ง
2 ลักษณะควบคู่กันไป

–                   แนวความคิดของกรัมซี่ คือ

·       

–                   แนวความคิดของกรัมซี่ เกี่ยวกับปัญญาชน

·       

·       

·       

23.      สิ่งที่กรัมซี่ กล่าว่าเป็น”ปริมณฑลของทุกสิ่งทุกอย่างที่รัฐไม่มีอำนาจผูกขาด
เป็นแหล่งรวมความสัมพันธ์ระหว่างอุดมการณ์และวัฒนธรรมเป้นที่มาของศีลธรรมและปัญญาและเป็นเวทีการต่อสุ้ของอุดมการณ์” คือ

–                   ประชาสังคม

24.      ถ้าวิเคราะห์ตามแนวคิดของกรัมซี่ เหตุการณ์จลาจลในฮังการี
ปี 2499 และในเชกโกสโลวาเกีย ในปี 2511 รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในเวียดนามภายหลังการสิ้นสุดของ “สงครามอินโดจีน”ในปี 2518
เกิดจาก

–                   ฝ่ายปฏิวัติสังคมนิยมสามารถใช้กำลังยึดอำนาจทางการเมืองแต่ไม่ประสบผลสำเร็จในการครองความเป็นใหญ่ในสังคม

25.      แนวความคิดของกรัมซี่ เหมือนกับแนวความคิดของมาร์กซ์
ในข้อที่เกี่ยวกับ

–                   การพยายามทำให้อุดมการณ์และผลประโยชน์ของชนชั้นที่มุ่งยึดอำนาจรัฐเป็นของส่วนรวม

–                    

26.      ลักษณะของ “ไดอาเลคติคจิตนิยม” ของ “เฮเกล” คือ

–                   เพียงการรู้แจ้งเห็นจริงของความคิดก็สามารถบรรลุถึงเป้าหมายของหลักปรัชญาแล้ว

27.      ทฤษฎีการปฏิวัติของ เหมา เจ๋อ ตุง ข้อใดที่ยังคงหลักการพื้นฐานของลัทธิ
มาร์กซ์-เลนิน

–                   ชนชั้นกรรมาชีพเป็นแกนนำในการปฏิวัติ

28.      เหมา เจ๋อ ตุง วิเคราะห์สภาพสังคมจีนในสมัยที่ทำการปฏิวัติว่าเป็นสังคม

–                   กึ่งศักดินากึ่งอาณานิคม

29.      นักทฤษฎีปฏิวัติ ผู้ที่ให้ความสำคัญแก่อุดมการณ์
หรือ โครงสร้างส่วนบนของสังคมในฐานะที่เป็นจักรกลสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบสังคมนิยม คือ

–                   อันโตนิโอ กรัมซี่

30.      ประชาสังคม (CIVIL SOCIETY) ในความคิดของกรัมซี่ หมายถึง

–                   ภาคเอกชนของรัฐ

31.      การครองความเป็นใหญ่ (HEGEMONY)ตามความหมายของ
กรัมซี่ คือ

–                   การที่ชนชั้นหลักในสังคมได้รับความยินยอมจากคนส่วนใหญ่ในสังคม

32.      ข้อที่ “ขัดแย้ง” กับแนวความคิดของกรัมซี่ คือ

–                   ในสังคมจะมีชนชั้นหลักเพียงชนชั้นเดียว คือ
ชนชั้นที่สามารถครอบครองความเป็นใหญ่ในสังคม

หน่วยที่ 12

ระเบียบสังคมในปรัชญาตะวันออก

โดย อาจารย์ ดร.สุวรรณา วงศ์ไวศยวรรณ

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แบบประเมินผล

  1. คำว่า

     

    ระเบียบสังคม

     

    หมายถึง

–      การกำหนดบทบาทหน้าที่ของประชาชนในสังคม

–      การแยกแยะคนในสังคมออกเป็นกลุ่มเพื่อกำหนดขอบเขตหน้าที่ให้แจ่มชัด

–      การอ้างเหตุผลรองรับของผู้ปกครองเพื่อจัดโครงสร้างการแบ่งคนในสังคมออกตามรูปแบบต่างๆ

  1. คำว่า

     

    ราธกฤษณัน

     

    หมายถึง

–      ผู้รู้ทางปรัชญาอินเดีย

  1. เหตุผลรองรับการแบ่งวรรณะในอินเดีย

     

    คือ

–      เหตุผลรองรับมาจากความเชื่อที่ว่า “ระบบวรรณะมาจากพระพรหม”

  1. คำว่า

     

    คัมภีร์ควัทคีตา

     

    หรือ

     

    บทเพลงแห่งพระเจ้า

     

    คือ

–      เป็นคัมภีร์ของลัทธิฮินดู ซึ่งกล่าวถึง การมีหน้าที่ออกรบในยามสงครามของกษัตริย์

–      เป็นบทกวี ทางศาสนาที่แพร่หลายที่สุดในวรรณกรรมสันสกฤตทั้งหมด

–      เป็นคัมภีร์แห่งการจัดระเบียบสังคมมนุษย์ที่สำคัญที่สุดคัมภีร์หนึ่ง
ซึ่งเรียกร้องมนุษย์ให้ “มีความเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต่อพันธกรณีทางสังคมของตน”

–      เสนอให้มีการจัดระเบียบทางสังคมโดยแบ่งคนในสังคมออกเป็น
4 วรรณะ คือ

·       พราหมณ์ มีหน้าที่
ทำพิธีบูชาพระเจ้าและศึกษาคัมภีร์พระเวท

·       กษัตริย์ มีหน้าที่
ปกครอง ซึ่งรวมไปถึงการออกรบป้องกันอาณาจักร

·       ไวศย เป็นพ่อค้ามีหน้าที่ค้าขาย
รวมทั้งพวกช่างฝีมือต่างๆและพวกเกษตรกร

·       ศูทร  เป็นชนชั้นต่ำเป็นผู้รับใช้และทำงานต่างๆซ฿งถือเป็นของไม่ควรทำสำหรับชนชั้นอื่น

–      มีการเชื่อมโยงระบบวรรณะกับความเจริญสูงสุดแห่งพระพรหมโดยถือว่าคนในแต่ละวรรณะเป็นส่วนต่างๆของพระกายของพระเจ้า

–      โดยสาระแล้ว “คัมภีร์ภควัทคีตา” คือ  คำสั่งสอนของพระกฤษะที่ใช้ในการชักจูงโน้มน้าวให้พระอรชุนออกรบ”

  1. คำว่า

     

    วรรณะ

     

    (CASTE)

     

     

    หมายถึง

–      สีผิว

–      เป็นความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงยุคสมัยที่พวกชนเผ่าอารยัน เข้าครอบครองดินแดนของชาวพื้นเมือง ซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียในปัจจุบัน

–      ต่อมา “วรรณะ”มีความหมายรวมไปถึงการแบ่งอาชีพกันทำในกลุ่มต่างๆ เช่น พราหมณ์ /
กษัตริย์/ไวศย / ศูทร

–      วรรณะ กินรวมไปถึง “การรักษาความบริสุทธิ์ของชนชั้น
หรือ ชาติพันธ์ของตน”

  1. การเสีย

     

    วรรณะ

–      ไม่ต่างไปจากการก่อ “อธรรม”ให้เกิดขึ้น

–      ทั้งนี้เพ่ะการแบ่งมนุษย์(ชาวอินเดีย)ออกเป็นวรรณะนั้น
ได้มีการเชื่อมโยงส่วนต่างๆในพระกายของพระเจ้า ดังปรากฏคำอธิบายใน “พระมนูธรรมศาสตร์

 

  1. พระอรชุน

     

    ใน

     

    คัมภีร์ภควัทคีตา

     

    เป็นตัวแทนของ

–      กลุ่มปานฑพ  มี ยุธิษธิร เป็นหัวหน้าและพระอรชุน
เป็นน้องชายของ “ยุธิษธิร”

–      กลุ่มเการพ มีทุรโยธน เป็นหัวหน้า

  1. ระบบวรรณะในอินเดีย

     

    หมายถึง

–      การแบ่งคนตามอาชีพและหน้าที่ในสังคม

  1. ใน

     

    คัมภีร์ภควัทคีตา

     

    มีข้อแสดงซึ่งชี้ให้เห็นว่า
    การทำหน้าที่

     

    นักรบ

    ของคนในวรรณะกษัตริย์ ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เหตุว่า

–      กษัตริย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นผู้ปกป้องระบบวรรณะและระเบียบของสังคม

  1. พระกฤษณะ

–      แนะนำให้พระอรชุนออกรบ แม้เมื่อการสงครามนั้น
หมายถึง การฆ่าญาติพี่น้องของตนเอง

–      ทั้งนี้ โดยให้เหตุผลว่า “ที่จริงแล้ว” พระอรชุน “ ไม่ได้ฆ่าใคร”

–      และด้วยข้อ อธิบายทางอภิปรัชญา และการนิยาม
ฏารกระทำในฐานะ “นิษกามกรรม”

  1. คำว่า

     

    นิษกามกรรม

     

    หมายถึง

–      ปรัชญาแห่งการ “สละในการทำงาน”แต่มิใช่ “การไม่ทำอะไรเลย”

–      การทำตามหน้าที่นี้เป็นการกระทำที่มิได้เกิดจากเหตุจูงใจส่วนตน
แต่มาจากความต้องการที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า

–      แปลว่า “กรรมหรือการกระทำอันปราศจากกิเลส
หรือ ความต้องการ”

  1. ปัญหาทางจริยธรรมของ

     

    คัมภีร์

     

    น่าจะเป็นการพิจารณาถึง

–      ความชอบธรรมแห่งระบบวรรณะ  โดยมิอาจจำกัดอยู่แต่เพียงการพิจารณาความ “ถูกต้อง”ของการกระทำของ “พระอรชุน”เท่านั้น

–      ระบบวรรณะ เป็นที่มาและเป็นตัวกำหนดหน้าที่และเหตุผลที่พระอรชุน “ต้องออกรบ”

  1. ปรัชญาอินเดีย

     

    มีข้อคิดคำนึง

–      อภิปรัชญา  (การพยายามกล่าวถึงพระพรหม)
ที่สอดคล้องสัมพันธ์กับอุดมคติแห่งความเป็นมนุษย์ (การทำตามหน้าที่
โดยมีจิตศรัทธาภักดี ในพระกฤษณะ) อีกทั้งแยกไม่ออกจากปรัชญาสังคม
(การปฏิบัติตามบทบาทแห่งวรรณะแห่งตน) และจรยศาสตร์ (การพิจารณาความ “ถูก-ผิด”ของการกระทำ)

  1. คำว่า

     

    วิงซิทชาน

     

    หมายถึง

–      ผู้รู้ปรัชญาจีน

  1. ขงจื้อ

–      เป็นนักคิดที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์ปรัชญาจีน ในยุครางวงศ์โจว

–      เป็นผู้เสนอให้พิจารณาปัญหามนุษย์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
โดยมิได้ให้ความสำคัญแก่ปัญหาเรื่องพระเจ้าเหนือธรรมชาติ หรือโลกแห่งจิตวิญญาณต่างๆ

–      เป็นนักคิดผู้มีส่วนสร้าง “ปีกแห่งภูมิปัญญาจีน” ซึ่งนักคิดรุ่นต่อมาล้วนแล้วแต่เติบโตขึ้นมาภายใต้ “ปีก”ดังกล่าว เช่น เม่งจื้อ /
โม่จื้อ / ซุ่นจื้อ / ฮั่ยเฟยจื้อ หรือ ซูสี นักคิดทางลัทธิขงจื้อใหม่ผู้ยิ่งใหญ่

–      การปฏิเสธ อำนาจเด็ดขาดของสวรรค์
และการไม่ยอมรับว่าภูตผีวิญญาณต่างๆ
 มีอำนาจอันทรงพลังสิทธิ์ขาดในการควบคุมชะตากรรมของมนุษย์

–      แบบแผนสำหรับระเบียบทางสังคม มีลักษณะเป็น “มนุษยนิยม”

  1. ใน

     

    รวมบทสนทนาขงจื้อ

     

    (THE ANALEACTS)

     

    ขงจื้อ

    ได้เสนอให้มีการแบ่งความสัมพันธ์ของคนในสังคมออกเป็น
    5 รูปแบบ หรือที่เรียกกันว่า

     

    ความสัมพันธ์ทั้งห้า

     

    อันเป็นแม่แบบหลักของการจัดระเบียบทางสังคม
    และเป็นเครื่องกำหนดความหมายของ

     

    ความเป็นมนุษย์

    คือ

·       ระหว่าง ผู้ปกครอง-ผู้ถูกปกครอง

·       บิดา-บุตร

·       สามี-ภรรยา

·       พี่-น้อง

·       เพื่อน-เพื่อน

  1. ทฤษฎีการ

     

    แก้ไขภาษาหรือชื่อให้ถูกต้องตามลัทธิขงจื้อ

     

    นั้นหมายความว่า

–      ภาษาเป็นตัวกำหนดบทบาทหน้าที่ของคนในสังคมได้

–      ภาษาอาจจะเป็นทั้งเหตุผลของความวุ่นวายสับสนทางสังคม
ซึ่งนำมาซึ่งความไร้จริยธรรม-ศีลธรรมของประชาชนได้  เช่น

·       ผู้แย่งชิงสมบัติถูกเรียกว่า “เจ้าผู้ครองนคร”

·       การมีภรรยาหลายคนถูกเรียกว่า “ส่งเสริมบารมี”

·       การทรยศหักหลัง ถูกเรียกว่า “การวางแผนอันชาญฉลาด”

  1. การที่

     

    ขงจื้อ

     

    ถือว่า

     

    มนุษย์คือภาวะการสัมพันธ์

     

    (RELATIONAL BEING)

    นั้นหมายความว่า

–      ความหมายของมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม

  1. ขงจื้อ

     

    กล่าวว่า

–      “มนุษย์สามารถทำให้มรรควิธี
นั้นยิ่งใหญ่ แต่มรรควิธี ไม่สามารถทำให้มนุษย์ยิ่งใหญ่”

–      คำอธิบายวาทะดังกล่าวจะพบได้ใน “หลักแห่งทางสายกลาง” ซึ่งเป็นคัมภีร์อีกเล่มหนึ่งซึ่งอธิบายไว้ว่า “มรรควิธีอันสมบูรณ์นั้นเป็นจริงไม่ได้
หากปราศจากคุณธรรมอันสมบูรณ์”

  1. ขงจื้อ

     

    เน้น

–      ความชอบธรรมโดยการมีจริยธรรมของผู้ปกครอง และเชื่อในพลังดังกล่าวในการรักษาระเบียบของสังคม

  1. ขงจื้อ
    แบ่งคนออกเป็น 2 ประเภท

     

    คือ

–      คนจำนวนน้อย

·       ซึ่งมีศักยภาพจะเป็น “สภาพชน” หรือ
ผู้นำ ทางการปกครองและทางจริยธรรม

·       เปรียบได้กับ “สายลม”

–      คนส่วนใหญ่

·       ผู้เป็นปุถุชน ซึ่งจะเป็นผู้ตามในสังคม

·       เปรียบได้กับ “ยอดหญ้า”

  1. คำว่า

     

    ตี้

     

    หมายถึง

–      พระเจ้าสูงสุดในราชวงศ์ชาง

  1. ลัทธิเต๋

    า ถือว่า

–      มนุษย์และสังคมมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

–      การสร้างระเบียบทางสังคมบนพื้นฐานการแยกแยะเชิงจริยะจึงมิอาจเป็นคำตอบที่ถาวรได้

–      หากแต่มนุษย์ต้องเข้าใจ “กฏแห่งเต๋า” หรือ “ธรรมชาติ” เสียก่อน

–      ระเบียบทางสังคมในรัฐอุดมคติแห่งเต๋า
ดำเนินไปและอยู่ได้เองโดยที่รัฐเปรียบเสมือน “เรือนต้นไม้” เป็นบรรยากาศให้พพันธ์ไม้นานาชนิดเจริญเติบโตงอกงามจากตนเองและโดยตนเอง

  1. เหลา จื้อ

–      นักคิดคนสำคัญของปรัชญาเต๋าเป็นผู้ที่สนใจปัญหาสังคมบ้านเมือง เช่นเดียวกับ “ขงจื้อ”

–      แต่ข้อเสนอของ “เหลา จื้อ” นั้นตั้งอยู่บนความเห็นที่ว่า “ระเบียบสังคมมนุษย์จะดำรงอยู่และดำเนินไปได้ด้วยดีก็ต่อเมื่อผู้ปกครองเข้าใจวิถีแห่งเต๋าหรือ ธรรมชาติ

–      ไม่นิยมแบ่งกลุ่มคนในสังคมออกเป็นส่วนต่างๆที่ขัดกับสภพาธรรมชาติ

–      ตั้งข้อสังเกตว่า “ความอ่อนย่อมชนะความแข็ง

·       เป็นคุณลักษณะพื้นฐานของธรรมชาติ

–      เสนอให้ปราชญ์ “กระทำโดยไม่กระทำ” ให้ผู้นำ “ปกครองโดยไม่ปกครอง”

–       ไม่เห็นด้วยกับการสร้างระบบจริยวัฒนธรรม
โดยมุ่งจะกำหนดบุคคลในสังคมให้ปฏิบัติตามตำแหน่งหน้าที่ของตน ซองเป็นคำตอบสำหรับระเบียบทางสังคมตามแนวทรรศนะของ “ขงจื้อ”

  1. คำว่า

     

    ปราชญ์
    ย่อมปกครองโดยไม่ปกครองแล้วทุกสิ่งจะดำเนินไปอย่างมีระเบียบ

     

    เป็นคำสอนของลัทธิใด

–      ลัทธิเต๋า

  1. เหลา จื้อ

     

     

    เชื่อว่า

–      “การมีความต้องการน้อย และ
การปกครองโดยไม่ปกครอง”

–      เป็นรากฐานที่สำคัญจำเป็นสำหรับการมีระเบียบในสังคมที่ยั่งยืนได้

  1. ความอยากของผู้ปกครอง

    ” 

     

    อาจนำไปสู่

–      การรบพุ่งแย่งชิงดินแดนระหว่างนครรัฐ

  1. ความอยากของของประชาชน

     

    อาจนำไปสู่

–      การลักขโมย การฉ้อฉลทางสังคม

–      ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายทางสังคมในทั้ง 2 กรณี

  1. การปกครองโดยไม่ปกครอง

     

    ของลัทธิเต๋านั้นก็ได้มีการเชื่อมโยงหลักการปกครองดังกล่าวเปรียบเทียบได้
    กับ

–      พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในยุคกรุงเทพฯ 200 ปี

หน่วยที่ 13

ปรัชญาผู้ปกครองตะวันออก

แบบประเมินผล

1.             การศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาผู้ปกครอง อาจศึกษาได้จากแหล่งวัฒนธรรมสำคัญของโลก 2 แห่ง คือ

–                   อินเดีย และ จีน

2.             ปรัชญาของอินเดียโบราณสามารถศึกษาได้จาก

–                   คัมภีร์อรรถศาสตร์ ของ เกาฎิลยะ

3.             ปรัชญาผู้ปกครองจีนโบราณสามารถศึกษาได้จาก

–                   ความคิดทางการเมืองของ “ฮั่นเฟจื้อ”

4.             อรรถศาสตร์ ในด้านเนื้อหา

–                   มีความยาวถึง 15 เล่ม

–                   แบ่งออกได้เป็น 180 ตอน

–                   เล่มที่ 1
ว่าด้วยแง่มุมและปัญหาต่างๆเกี่ยวกับกษํตริย์

–                   เล่มที่ 2 ว่าด้วยการบริหารบ้านเมือง

–                   เล่มที่ 3-4 ว่าด้วยกฏหมายต่างๆ

–                   เล่มที่ 5
ว่าด้วยความรับผิดชอบของข้าราชสำนักและข้าราชบริพารของกษัตริย์

–                   เล่มที่ 6 ว่าด้วยธรรมชาติและภารกิจขององค์ประกอบ
7 ประการของรัฐ

–                   เล่มที่ 7-14 ว่าด้วยปัญหาเรื่องนโยบายต่างประเทศ

–                   เล่มที่ 15
ว่าด้วยเค้าโครงของหนังสือทั้งหมดและบทสรุป

–                   ผู้เขียน “อรรถศาสตร์”น่าจะเป็น “พราหมณ์”

5.             ในการศึกษา “คัมภีร์อรรถศาสตร์” ของ “ เกาฎิลยะ หรือ จาณักยะ” ผู้ศึกษามักเผชิญข้อจำกัดในประการใด

–                   ความรู้เกี่ยวกับตัวผู้เขียน คือ เกาฎิลยะ หรือ จาณักยะ ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่

–                   ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกำหนดเวลาที่แน่นอนของการเขียน “อรรถศาสตร์”

–                   ข้อจำกัดในแง่ของวิธีการเขียนและความยากของเนื้อหา

6.             ตามทรรศนะของ “เกาฎิลยะ” ศาสตร์ทั้งปวงนั้นมี 4 สาขา คือ

–                   ปรัชญา                  เป็นเสมือนดวงประทีปของศาสตร์ทั้งปวง

–                   พระเวท                 มีประโยชน์ที่สุด
กำหนดหน้าที่ต่างๆของบคคลในวรรณะทั้งสี่

–                   เศรษฐศาสตร์       มีประโยชน์ที่สุด เพราะทำให้เกิดธัญญาหาร

–                   ศาสตร์ว่าด้วยการปกครอง

7.             ศาสตร์ ที่เป็นรากฐานของศาสตร์ ทั้งปวง คือ

–                   ศาสตร์ในการปกครอง

–                   คือศิลปของการลงโทษทัณฑ์ของผู้ปกครอง

8.             “ต้นตอแห่งความยุติธรรม” ในทรรศนะของ “เกาฎิลยะ
หรือ จาณักยะ” นั้น
หมายถึง

–                   กษัตริย์

9.             การที่ “เกาฎิลยะ
หริอ จาณักยะ” ที่เสนอว่า “ศีลธรรมไม่ใช่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในทางการเมือง” นั้นมีความคล้ายคลึงกับข้อเสนอของปรัชญาเมธีตะวันตกผู้ใด

–                   แมคเคียเวลลี

–                   แห่งอิตาลี ผู้เขียน THE PRINCE ในเวลาประมาณ
2,000
ปีต่อมา

10.      เกาฎิลยะ หรือ จาณักยะ กล่าวว่า “เป้าหมายเพียงประการเดียวของศาสตร์ทั้งปวง
ไม่มีอะไรมากไปกว่าการควบคุมอวัยวะแห่งความรู้สึกทั้งหลาย” ซึ่งหมายถึง

–                   ผู้ปกครองจะต้องขจัดศัตรูทั้ง 6 ประการ ได้แก่

·       ตัณหา

·       ความโกรธ

·       ความโลภ

·       ความถือดี

·       ความจองหอง

·       ความปีติจนลืมตน

11.      ในบรรดาความชั่ว 6 ประการนี้ อาจสรุปได้ว่ามีอยู่เพียง 2 ประการ คือ ความโกรธ และ ความอยาก  

–                   ความชั่วที่เกิดจากความโกรธ มีอยู่ 3 ประการ คือ

·       การสั่งลงโทษทัณฑ์ผู้คนอย่างผิดๆ (ความชั่วที่ร้ายแรงที่สุด)

·       การใช้จ่ายเงินทองไปในทางที่ผิด

·       การใช้ภาษาที่ไม่สมควร

–                   ความชั่วที่เกิดจากความอยากนั้นมีอยู่ 4 ประการ คือ

·       การดื่มน้ำเมา

·       การลุ่มหลงในอิสตรี

·       การพนัน

·       การล่าสัตว์

12.      ตามความคิดของ “เกาฎิลยะ
หรือ จาณักยะ” องค์ประกอบของรัฐ หากนำมาเรียงลำดับความสำคัญแล้วจะได้แก่

–                   กษัตริย์

–                   มุขมนตรี

–                   ประชาชน หรือ ปรเทศ

–                   ป้อมปราการ

–                   การคลัง

–                   กองทัพ

–                   พันธมิตร

–                   รัฐในอุดมคติของ “เกาฎิลยะ
หรือ จาณักยะ นั้นดูเหมือนว่าจะได้แก่ อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่มีการขยายตัวและเติบโตอยู่ตลอดเวลา

ทั้งนี้ “เกาฎิลยะ
หรือ จาณักยะ เป็นผู้สนับสนุนการปกครองโดยกษัตริย์

13.      “อรรถศาสตร์ของเกาฎิลยะ” เน้นหรือมุ่งวิธีการที่จำเป็นในทางการเมืองเพื่อเป้าหมายแห่งชีวิตที่ดีในชุมชนการเมือง ปรัชญาฮั่นเฟจื้อ ให้ความสำคัญต่อสิ่งใด

–                   มุ่งเน้นวิธีการเพื่อนำไปสู่ความสุขในชุมชนการเมือง

14.      การที่ ฮั่นเฟจื้อ เป็นศิษย์ของซุนจื้อ
และซูนจื้อ ก็เป็นนักปรัชญาสำนักขงจื้อ ที่สำคัญคนหนึ่ง  ชี้ให้เห็น “สัจพจน์”ประการใด

–                   ความคิดของฮั่นเฟจื้อ มิได้เกิดจากสุญญากาศ

–                   ความคิดของฮั่นเฟจื้อ
ย่อมได้รับอิทธิพลทั้งจากซูนจื้อและปรัชญาขงจื้อ

–                   การที่จะเข้าใจความคิดของฮั่นเฟจื้อ
นั้นคงจะต้องพิจารณาเส้นทางแห่งความคิดในอดีตซึ่งร้อยประสานกันส่งอิทธิพลต่อปรัชญาการเมืองของฮั่นเฟจื้อในระยะต่อมา

15.      ข้อที่กล่าวถูกต้อง คือ

–                   พัฒนาการของปรัชญาการเมืองตะวันตกมีลักษณะสำคัญประการหนึ่ง คือ

·       ความยิ่งใหญ่ของปรัชญาเมธีแต่ละท่านมักจะสะท้อนความไม่ต่อเนื่องกับสิ่งที่มีมาแต่เดิมซึ่งในส่วนหนึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายความคิดที่มีมาในอดีต

–                   พัฒนาการของปรัชญาจีน คือ

·       ความผูกพันอยู่กับกระแสความคิดในอดีตอย่างต่อเนื่อง

·       ปรัชญาของจีนในรุ่นหลังๆจะร้อยประสานอธิบายและขยายความมรดกทางความคิดที่มีมาแต่อดีต

–                   ประเด็นหลักที่ปรัชญาจีนสนใจไม่ว่าจะเป็น ลัทธิขงจื้อ
ลัทธิเต๋า ก็คือ

·       “ชีวิตมนุษย์”

16.      ข้อที่สรุปได้ถูกต้อง คือ

–                   ฮั่นเฟจื้อ มิได้สนใจว่ามนุษย์จะดีหรือเลวโดยธรรมชาติหรือไม่
แต่เชื่อว่าสภาพสิ่งแวดล้อมต่างหากที่จะมีความสำคัญยิ่งกว่า

–                   ฮั่นเฟจื้อ เห็นว่า
รากฐานอำนาจของผู้ปกครองเองนั้นอยู่ภายในอำนาจของผู้ปกครองเอง กล่าวคือ

·       ขึ้นอยู่กับว่าผู้ปกครองใช้กฏหมายอย่างไรและต้องรู้ด้วยว่าอะไรที่จะทำลายตัวผู้ปกครองได้บ้าง

–                   ฮั่นเฟจื้อ ได้ชี้ให้เห็นภยันตรายที่ปกครองพึงระวังนั้นมีแหล่งกำเนิดมาจาก

·       ภัยจากขุนนาง

·       ภัยจากข้าราชการ

·       ภัยจากตัวผู้ปกครองเอง

·       ภัยจากคนในรัฐ

17.      ผู้ปกครอง “นครซีเกียง”

–                   เป็นบุคคลที่รอบรู้ในกิจการต่างๆ

–                   ทำหน้าที่ทั้งด้านกำหนดนโยบายให้คำปรึกษาหารือ

–                   และควบคุมการบริหารงานของนครรัฐทุกด้าน

18.      กรณีเช่นนี้ “ฮั่นเฟจื้อ”จะเสนอความเห็นต่อผู้ปกครองนครรัฐซีเกียงอย่างไร
ถ้าผู้ปกครองนครรัฐซีเกียงมาขอคำปรึกษา

–                   แนะนำว่าจงทำตัวให้ว่าง สงบ และไม่กระทำสิ่งใด

19.      อิทธิพลของความคิดของ ฮั่นเฟจื้อ ที่มีต่อผู้ปกครองจีน คือ

–                   การปกครองโดยหลักกฏหมายและจารีตนิยม

20.      ปรัชญาของฮั่นเฟจื้อ กับ เกาฎิลยะ มีลักษณะที่คล้างคลึงกัน
คือ

–                   การมุ่งเน้นวิธีการเพื่อเป้าหมายชีวิต

ขออนุญาตนำมาวางนะครับ

ส่วนข้อสอบ  อัตนัยให้เขียนตอบนักปรัชญาตะวันตก 1 ท่าน เช่น ปรัชญาการเมือง 

ฌองซาค  รุสโซ  และ จอรฺน  ลอ็ค  และนักปรัชญาเอเซีย 1 ท่าน ที่ท่านรู้จัก เช่น เหมา เจอ ตุง และปรัชญาบ้านเราก็มีหลายท่าน อ่านเน้นๆเลยครับ หรือจะท่องให้จำไปเลยครับ วิชานี้สำหรับผมไม่ยากครับ พยายามเขียนอธิบายตามเนื้อหาตามความเข้าใจอย่างมีเหตุผล สู้ๆครับ ขอให้สอบผ่านครับ


User:

ชินเชน

โพสต์: 

199

 

ครั้ง

id Post

1144345

วันที่ Post :

พยายามจดจำเนื้อหาทฤษฎีนักปรัชญาแต่ละท่านให้แม่น จุดเด่น  ผลงาน ทฤษฎี ผลงานหรือเอกลักลักษณ์ หรือจุดเด่นของแต่ละท่าน ว่านท่านกล่าวเกี่ยวกับทฤษฎีการปกครอง การเมืองต่างๆนะครับ

User:

geeshock

โพสต์: 

17

 

ครั้ง

id Post

1144468

วันที่ Post :

ขอบคุณมากครับผม


หากต้องการสนทนา กรุณา Login ก่อน

[Update] | ปรัชญาทางการเมือง – Sathyasaith

ปรัชญาการเมืองตะวันตก

 

ปรัชญาการเมือง ( Political Philosophy)

          ปรัชญาการเมือง คือสาขาของปรัชญาประยุกต์ที่ศึกษาถึงชีวิตทางสังคมหรือชีวิตทางการเมืองของมนุษย์ ปัญหาที่ปรัชญาการเมืองศึกษาจึงเป็นเรื่องของสังคม ( Society) และรัฐ ( The State ) ในแง่ของธรรมชาติ ( Essence ) บ่อเกิด ( Origin ) และคุณค่า ( Value ) ของรัฐและสังคม หรืออาจกล่าวได้ง่าย ๆ ว่า นักปรัชญาการเมืองเป็นกลุ่ม  ของนักปรัชญาที่ต้องการเสนอความคิดเกี่ยวกับองค์กรที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ในการรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสังคม นักปรัชญาการเมืองไม่ลืมที่จะกล่าวถึงเรื่อง ความยุติธรรม         ( Justice ) และวิถีที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมของสังคม การออกกฎและการเคารพกฎ ดังนั้น ถ้าจะกล่าวให้กระชับยิ่งขึ้น ก็คือ ในขอบข่ายของปรัชญาการเมืองนี้ นักปรัชญาพยายามเสนออุดมการณ์เกี่ยวกับสังคมและรัฐที่เขาคิดว่า ควร จะเป็นนั่นเอง ไม่ได้กล่าวถึงการเมืองการปกครองที่เป็นจริงที่ได้ปรากฏหรือกำลังปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์การปกครองของประเทศต่างๆจริงๆ

 

ปรัชญาทางการเมือง

          ๑.   การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ซึ่งอำนาจทางการเมืองเป็นอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน

          ๒.  ผู้ปกครองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด อาจเป็นถึงเจ้าชีวิตและเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดกฎระเบียบให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตาม และมีอำนาจสิทธิ์ขาดที่จะลงโทษผู้ละเมิด แม้กระทั่งโทษประหารชีวิต

๓. นักการเมืองเป็นผู้ออกกฎหมาย รวมทั้งกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งสามารถยกเลิกคำพิพากษา ยกเลิกคำสั่งประหารชีวิตได้

          ๔. อำนาจทางการเมืองที่เป็นผลผลิตของนักการเมืองทำให้คนตายได้ การใช้อำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งสูงสุดของแผ่นดิน เช่น จิ๋นซีฮ่องเต้เกณฑ์คนเป็นล้านเพื่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐ ประชาชน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาไม่สามารถปฏิเสธได้

 

ความคิดทางการเมือง

          ความหมายของการเมือง พอสรุปได้ดังนี้

๑.      การจัดการอำนาจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

          ๒.  เป้าหมายของการเมืองที่พึงประสงค์คือความดีงาม

          ๓.  นักการเมืองไม่ดี ทำให้ประชาชนเห็นว่าการเมืองเป็นสิ่งเลวร้าย

          ๔.  นักการเมืองที่ดีย่อมนำการเมืองไปสู่ความดีงาม

          ๕.  การเมืองและนักการเมืองเป็นคนละส่วนกัน

 

สถาบันการเมืองการปกครอง

          โดยธรรมชาติมนุษย์นั้นไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวตามลำพังตนเองได้ เนื่องจากไม่สามารถสนองความต้องการในปัจจัยพื้นฐานได้ทั้งหมดด้วยตนเอง จึงมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นถึงแม้มนุษย์จะมีภาวะแตกต่างจากสัตว์ตรงที่มนุษย์มีระบบความคิดที่ซับซ้อน จึงสามารถคิดและให้เหตุผลต่อสิ่งต่างๆ ได้ แต่มนุษย์แต่ละคนก็มีความแตกต่างในระหว่างกัน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของเชื้อชาติ สภาพแวดล้อมทั้งทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี การเลี้ยงดูและอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อความคิดและการกระทำของมนุษย์โดยตรง ซึ่งการกระทำและความคิดนั้นๆ อาจจะไปขัดแย้งกับความคิดและส่งผลกระทบทางลบแก่บุคคลอื่น ความขัดแย้งดังกล่าว ก่อให้เกิดภาวะผู้นำในสังคมนั้น ซึ่งสมาชิกจะให้ความเคารพยอมรับนับถือและเชื่อฟัง มีลักษณะของการมีผู้นำ ผู้ตาม ผู้ออกคำสั่งและผู้รับคำสั่งไปปฏิบัติ ลักษณะของผู้นำในสังคมบรรพกาล ถูกพัฒนาตลอดเวลาจนมีลักษณะเป็นระบบเป็นองค์กรมากขึ้นเป็นลำดับจนถึงปัจจุบันระบบสังคมในแต่ละรัฐหรือประเทศจะใช้สัญชาติเป็นจุดเชื่อมระหว่างรัฐกับสมาชิกของรัฐรัฐจะมีอำนาจเหนือคนที่ตนให้สัญชาติอย่างเต็มที่

 

๑.  แนวคิดเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง

           การเมืองการปกครองเป็นเรื่องของอำนาจที่บุคคลคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งเรียกว่าผู้ปกครอง มีอำนาจเหนือบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่าผู้อยู่ใต้ปกครองผู้ทำหน้าที่ปกครองจะต้องมีความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ในรัฐให้แก่ผู้อยู่ใต้ปกครองอย่างยุติธรรมทั่วถึง สังคมภายในรัฐนั้นจึงจะสงบสุข โดยทั่วไปผู้ปกครองที่จะสามารถอยู่ในภาวะการเป็นผู้นำได้เป็นระยะเวลายาวนาน จะต้องได้รับการยอมรับจากสมาชิกในรัฐซึ่งก็คือประชาชนนั่นเอง    การเมืองการปกครอง เป็นเรื่องที่มีการศึกษากันอย่างต่อเนื่องยาวนานมากว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว นักปราชญ์ ชาวกรีก ๒ ท่าน ที่ได้ให้กำเนิดแนวคิดเรื่องการเมือง การปกครอง และนักรัฐศาสตร์ในปัจจุบันที่ศึกษาเรื่องการเมืองการปกครองหรือที่เรียกว่า รัฐศาสตร์ จะต้องอ้างถึงเสมอคือ เพลโต (Plato,๔๒๗-๓๔๗ ก่อนคริสตกาล) และ อริสโตเติล (Aristotle ,๓๒๒-๒๘๔ ก่อนคริสตกาล)  เพลโต ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง อุดมรัฐ (Republic) ว่ารัฐหรือระบอบการปกครองที่ดีจะต้องมีผู้ปกครองที่มาจากนักปราชญ์ ซึ่งเป็นคนที่มาจากกลุ่มของชนชั้นผู้ปกครองที่มีความรู้ ได้รับการศึกษาอบรมฝึกฝนมาอย่างดี และโดยเฉพาะมีคุณภาพสูง อริสโตเติล ได้เสนอรูปแบบการปกครองในลักษณะ “POLITY” ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่จะต้องมีกฎหมายสูงสุดคือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งชนชั้นปกครองไปทำหน้าที่ปกครองรัฐ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหากประชาชนพบว่า ผู้ปกครองที่ตนเลือกเข้าไปทำหน้าที่บกพร่องหรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมิใช่เพื่อประชาชนส่วนรวม ประชาชนก็มีสิทธิเปลี่ยนผู้ปกครองใหม่ได้  ในยุคต่อๆ มา ศาสนจักรได้สร้างทฤษฎีที่ว่า ผู้ที่จะมีอำนาจปกครองรัฐจะต้องเป็นฝ่ายของศาสนจักรเท่านั้น เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างและกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างตลอดจนความเป็นไปในโลก ฝ่ายศาสนจักรก็คือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากพระผู้เป็นเจ้าให้มาทำหน้าที่ผู้ปกครอง ทฤษฎีนี้เรียกว่า Divine Theory   ต่อมา ฝ่ายอาณาจักรได้พยายามต่อสู้โดยนำเสนอแนวคิดที่ว่า ศาสนจักรควรทำหน้าที่เพียงด้านหลักธรรมคำสอนทางศาสนาเท่านั้น แต่ฝ่ายอาณาจักรนั้น นอกจากจะต้องช่วยดูแลและช่วยเหลือ ฝ่ายศาสนจักรในการส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนทางศาสนาแล้ว ยังจะต้องทำหน้าที่ปกครอง ดูแลทุกข์สุขของประชาชน ให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุขด้วย ดังนั้นอำนาจเด็ดขาดในการปกครองรัฐจึงควรจะรวมศูนย์อยู่ที่ฝ่ายอาณาจักร จึงเกิดแนวคิดของการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ขึ้น และถือว่าพระเจ้าเป็นผู้กำหนดขึ้น โดยมอบหมายให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทำหน้าที่ปกครองรัฐ ประชาชนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระมหากษัตริย์ การสืบทอดอำนาจของพระมหากษัตริย์จะต้องอยู่ในรูปของการสืบราชสมบัติเท่านั้น แนวคิดนี้ได้รับการแพร่กระจายไปทั่ว โดยเฉพาะในยุโรป โดยเฉพาะนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ ฌอง โบแดง (Jean Bodin ,ค.ศ. ๑๕๓๐-๑๕๙๗)   การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้รับการถ่ายทอดต่อมาจนถึงช่วงศตวรรษที่ ๑๖ โดยเฉพาะนักคิดคนสำคัญทางรัฐศาสตร์คือ โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ค.ศ. ๑๕๘๘-๑๖๗๙) ชาวอังกฤษ ก็ได้ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของผู้ปกครองโดยประชาชนเป็นผู้มอบอำนาจนี้ให้ในลักษณะเด็ดขาด แต่ช่วงต่อมา จอห์น ล๊อค (John Locke, ค.ศ. ๑๖๓๒-๑๗๐๔ ) ซึ่งเป็นนักปราชญ์ชาวอังกฤษเช่นกันกลับเห็นว่า จริงๆ แล้วสังคมรัฐจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีประชาชนและผู้ปกครองรัฐจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อประชาชนยอมรับเท่านั้น โดยเฉพาะต้องปกครองรัฐโดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนโดยรวมเป็นที่ตั้ง หากผู้ปกครองทำหน้าที่อย่างไม่ชอบธรรม ประชาชนก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ปกครองจะไม่มีอำนาจเด็ดขาดเหมือนในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แนวคิดของ จอห์น ล๊อค นี้เป็นไปในแนวทางเดียวกับนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส คนสำคัญคือ มงเตสกิเยอ (Mongtesquieu, ค.ศ. ๑๖๘๗-๑๗๕๕) ที่กล่าวถึงหลักสำคัญในการปกครองคือ หลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation des Pouvoirs) ว่าอำนาจในการปกครองรัฐ จะต้องไม่ตกอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง หรือโดยกลุ่มใดกลุ่มเดียว มิฉะนั้นประชาชนจะถูกรังแกไม่ได้รับการดูแล ประชาชนจะเดือดร้อนจากการถูกริดรอนและจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดังนั้นควรแยกอำนาจปกครองออกเป็น ๓ ส่วน แต่ไม่ใช่แยกกันโดยเด็ดขาด แต่จะต้องประสานและถ่วงดุลย์อำนาจกันระหว่าง อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ  แนวคิดของนักปราชญ์คนสำคัญๆ ได้รับการถ่ายทอดตลอดมา ประกอบกับสภาพทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ถดถอยลง ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ปกครองในประเทศสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดความยากจนไปทั่ว แต่ผู้ปกครองกลับสุขสบาย สภาวะดังกล่าวยิ่งส่งผลให้แนวคิดของนักปราชญ์ที่กล่าวถึงแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ อย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็เกิดการปฏิวัติในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิวัติครั้งสำคัญ โดยประชาชนของฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๙ ส่งผลให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกล้มล้างลง และแทนที่ด้วยระบอบการปกครองที่ยึดหลักว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ไม่มีผู้ใดหรือกลุ่มใดมีอำนาจเด็ดขาดอีกต่อไปซึ่งเป็นหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง

 

 

 

๒.รัฐและรูปแบบของรัฐ

          ๒.๑ รัฐ     ประเทศหรือบางครั้งก็เรียกว่า รัฐ นั้น ถือเป็นองค์รวมทางการเมืองที่มีความสำคัญที่สุด ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ กระจายอยู่ทั่วโลกเกือบ ๒๐๐ ประเทศการจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐนั้น จะต้องมี ๔ องค์ประกอบครบถ้วน หากขาดองค์ประกอบใดไปก็จะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นรัฐองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการของการเป็นรัฐหรือประเทศคือ

          ๑.  ดินแดน

          ๒.  ประชากร

          ๓.  อำนาจอธิปไตย

          ๔.  องค์กรที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศ

               ๒.๑.๑ ดินแดน ดินแดนเป็นปัจจัยพื้นฐานของการเป็นประเทศ หากไม่มีดินแดนก็คงบอกไม่ได้ว่าประเทศนั้นตั้งอยู่ที่ใดบนโลก และที่สำคัญดินแดนนี้จะต้องเป็นดินแดนที่กำหนดได้แน่นอนชัดเจนว่าอยู่ในทวีปใด ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ติดกับประเทศใด หรือติดกับทะเล หรือมหาสมุทรใด ดินแดนของแต่ละประเทศจะประกอบด้วยดินแดนทางบกทางน้ำและทางอากาศ

                   ๒.๑.๒ ประชากร ใน ๔ องค์ประกอบของการเป็นประเทศ หากพิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้วจะเห็นว่า ประชากรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ที่จะนำพาให้ประเทศพัฒนาเจริญก้าวหน้าไม่แพ้ประเทศอื่น หรืออาจทำให้เป็นภาระของประเทศจนไม่สามารถพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าเหมือนประเทศอื่น

                   ๒.๑.๓ อำนาจอธิปไตย การจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศเอกราชได้นั้น จะต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติหรือภายใต้การสั่งการของประเทศอื่น ผู้ปกครองประเทศจะต้องบริหารจัดการดูแลสุขทุกข์ของประชาชนด้วยตนเอง อำนาจอธิปไตยนี้ โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย ๓ ส่วน คือ อำนาจนิติบัญญัติซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา ทำหน้าที่ออกกฎหมาย อำนาจบริหารซึ่งเป็นอำนาจของรัฐบาลทำหน้าที่บริหารปกครองประเทศ และอำนาจตุลาการซึ่งเป็นอำนาจของศาลทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีความต่างๆ ๒ อำนาจหลังนี้จะต้องใช้กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราออกมาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติหน้าที่ และแนวคิดนี้ก็เป็นไปตามหลักของมงเตสกิเยอที่ว่าทั้ง๓อำนาจนี้ต้องสัมพันธ์และถ่วงดุลย์กันเสมอ

          ๒.๑.๔ องค์การที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศทุกประเทศจะต้องมีผู้ทำหน้าที่บริหารปกครองประเทศ ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Government” แต่มิได้หมายความจำกัดเพียง “รัฐบาล” ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารเท่านั้นแต่ยังหมายความรวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการด้วย

 

๒.๒รูปแบบของรัฐ

                   เมื่อทราบแล้วว่า การจะเป็นประเทศได้นั้น จะต้องมี ๔ องค์ประกอบสำคัญครบถ้วน และในปัจจุบันมีอยู่เกือบ ๒๐๐ ประเทศ กระจายอยู่ทั่วโลกนั้น ทั้งหมดมีรูปแบบแตกต่างกันอย่างไร รูปแบบของรัฐหรือประเทศแบ่งได้เป็น๒รูปแบบใหญ่ๆคือรัฐเดี่ยวและรัฐรวม

 

                   ๒.๒.๑ รัฐเดี่ยว (Unitary State) ทางรัฐศาสตร์จะไม่เรียกว่า ประเทศเดี่ยว แต่จะเรียกว่า รัฐเดี่ยว เป็นรูปแบบที่กำหนดให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารปกครองประเทศเพียงระดับเดียวคือ ระดับประเทศซึ่งมักเรียกกันว่า รัฐบาลกลาง (มิใช่หมายความเฉพาะคณะรัฐบาลเท่านั้น แต่รวมถึงรัฐสภาและศาลด้วย) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในการใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อบริหารปกครองประเทศ ตัวอย่างของประเทศที่มีรูปแบบรัฐเดี่ยวเช่น ไทย ญี่ปุ่นฝรั่งเศสเป็นต้น

                   ๒.๒.๒ รัฐรวม (Composite State) เป็นรูปแบบของประเทศที่ประกอบไปด้วยหลายมลรัฐ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ซึ่งนอกจากจะมีรัฐธรรมนูญของประเทศแล้ว แต่ละมลรัฐก็จะมีรัฐธรรมนูญของตนเอง

 

๓. การปกครองและรูปแบบของการปกครอง

          การปกครองเป็นเรื่องของการใช้อำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ๒ กลุ่ม คือ ผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครองประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของรัฐเดี่ยว หรือรัฐรวม ก็จะเลือกรูปแบบของการปกครองแบบหนึ่งแบบใดใน ๒ แบบนี้ คือ แบบเผด็จการหรือแบบประชาธิปไตย

 

๓.๑ เผด็จการ

          เป็นรูปแบบการปกครองที่อำนาจในการตัดสินใจทุกเรื่องเกี่ยวกับการบริหารปกครองประเทศขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของบุคคลเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว โดยไม่มีฝ่ายที่ทำหน้าที่กำกับดูแล ลักษณะของเผด็จการอาจเกิดจากการที่ทหารทำปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเดิมแล้วตั้งตนเป็นผู้ปกครองสูงสุด เป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ เผด็จการลักษณะนี้ผู้ปกครองจะเอาเปรียบประชาชนทุกเรื่อง แม้แต่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนก็จะถูกริดรอน เผด็จการแบบนี้เรียกว่าเผด็จการแบบอำนาจนิยม ยังมีเผด็จการอีกแบบหนึ่งเรียกว่า เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งมีอยู่ ๒ ขั้วคือ เผด็จการขวาจัดที่เน้นเรื่องชาตินิยมและต่อต้านต่างชาติเป็นหลักกับเผด็จการซ้ายจัดที่เน้นความสำคัญและชัยชนะของชนชั้นกรรมกรและชาวนาเป็นหลัก

 

๓.๒ประชาธิปไตย

         เป็นรูปแบบการปกครองที่ยึดหลักสำคัญว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ดังนั้น ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการบริหารปกครองประเทศไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ประชาธิปไตยให้ความสำคัญแก่ประชาชนทุกคนโดยเฉพาะให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างมาก และรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะต้องบัญญัติไว้ชัดเจนว่าประชาชนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง จนหรือรวย และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนจะต้องได้รับการรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ในกรณีที่ต้องมีการตัดสินใจร่วมกันของประชาชน เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิก ก็จะใช้มติของเสียงข้างมากเป็นเครื่องตัดสิน

การปกครองแบบประชาธิปไตยนี้ การเมืองกับเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กันอย่างมากคือต้องมีการแบ่งปันทรัพยากร กระจายรายได้และบริการ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดให้สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและทั่วถึง สมัยนี้มีการพูดถึงธรรมรัฐที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Good Governance กันมาก และเป็นคำที่ใช้อธิบายถึงการบริหารปกครองของรัฐบาลที่เน้นประโยชน์ของประชาชนโดยรวม เน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ รัฐบาลที่บริหารจัดการด้วยหลักธรรมรัฐ จะได้รับการยอมรับจากประชาชนเสมอ เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยรวมได้อย่างทั่วถึงและยุติธรรม ประเทศที่พัฒนาก้าวหน้ามาก มักจะมีรัฐบาลที่ยึดหลักธรรมรัฐในการบริหารปกครองประเทศ เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ เป็นต้น

 

๔.รัฐบาลและรูปแบบของรัฐบาล

         ทุกประเทศไม่ว่าจะมีรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็จะต้องมีผู้ปกครองประเทศที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเงิน ทรัพย์สิน และทรัพยากรทุกชนิดที่อยู่ในประเทศและปกครองประชาชนให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข องค์กรที่ทำหน้าที่นี้โดยตรงก็คือ รัฐบาล ในหน้าที่ที่กล่าวถึงจะเห็นได้ว่ารัฐบาลจะต้องมีเจ้าหน้าที่และเงินงบประมาณจำนวนมากและมีอำนาจอย่างกว้างขวาง จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้น ภาวะการเป็นผู้นำในการบริหารปกครองประเทศนี้ จึงเป็นสิ่งที่คนทั่วไปแสวงหา และโดยเฉพาะนักการเมืองล้วนพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล

 

๔.๑ รัฐบาล

                   ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า อำนาจอธิปไตยแยกเป็น ๓ ส่วน คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ และฝ่ายที่ทำหน้าที่บริหารและปกครองโดยตรงก็คือ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีนั่นเอง

รัฐบาลจะต้องจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับประโยชน์ทุกเรื่อง จะต้องดูแลบริหารกิจการภายในประเทศให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ต้องปกป้องประเทศให้ปลอดภัยจากการคุกคามของประเทศอื่น และต้องดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศให้ประเทศของตนสามารถอยู่ร่วมกับประเทศอื่นในประชาคมโลกได้อย่างมีเกียรติ

 

๔.๒ รูปแบบของรัฐบาล

         ทั้งกว่า ๒๐๐ ประเทศที่มีอยู่ในขณะนี้จะเลือกรูปแบบของรัฐบาลอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ รูปแบบนี้คือ รัฐบาลแบบประธานาธิบดี รัฐบาลแบบกึ่งประธานาธิบดี และรัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรี

                   ๔.๒.๑ รัฐบาลแบบประธานาธิบดี ประเทศที่เป็นต้นแบบของรัฐบาลแบบประธานาธิบดีคือ สหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีรัฐบาลแบบประธานาธิบดีจะถือว่าประธานาธิบดีและสถาบันประธานาธิบดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศ รัฐธรรมนูญจะกำหนดใช้อย่างชัดเจนว่า ประธานาธิบดีซึ่งได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนนั้น เป็นทั้งประมุขของประเทศและเป็นผู้บริหารสูงสุด อำนาจในการตัดสินใจเป็นของประธานาธิบดีแต่ผู้เดียว เราจึงไม่พบคำว่า “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลแบบนี้ แต่จะพบคำว่า “เลขานุการของประเทศ” หรือ “เลขานุการของประธานาธิบดี” แทน ประธานาธิบดีจะเป็นผู้บริหารทุกกิจการของประเทศ

สำหรับฝ่ายนิติบัญญัตินั้น ประกอบไปด้วย วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกของทั้ง ๒ สภา จะได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน เพื่อทำหน้าที่หลักในการออกกฎหมายเพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้ในการบริหารประเทศ และทำหน้าที่ควบคุมการบริหารให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ อย่างไรก็ตามหากประธานาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขและผู้นำสูงสุดของประชาชนเห็นว่าร่างกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติเสนอ จะไม่เป็นผลดีแก่ประเทศโดยรวม ก็อาจใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) กฎหมายฝ่ายนั้นได้ แต่ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจยุบสภา

                   ๔.๒.๒ รัฐบาลแบบกึ่งประธานาธิบดี ประเทศที่เป็นต้นแบบรัฐบาลแบบกึ่งประธานาธิบดีคือ ฝรั่งเศส ซึ่งมีรัฐบาลแบบนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๘ ซึ่งเป็นปีแรกของ “สาธารณรัฐที่ ๕” ของฝรั่งเศสที่อดีตประธานาธิบดี ชาลส์ เดอ โกลล์ (Charles De Gaulles) สถาปนาขึ้นใหม่ เนื่องจากในอดีตจนถึงสาธารณรัฐที่ ๔ ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจมากกว่าฝ่ายบริหาร รัฐบาลมาจากหลายพรรค ขาดเสถียรภาพ ทำให้ถูกควบคุมโดยฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิงส่งผลให้การบริหารและแก้ปัญหาของประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้าติดขัด ประธานาธิบดี ชาลส์ เดอ โกลล์ จึงเสนอแนวคิดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจและบทบาทเหนือฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดให้มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศและบริหารประเทศบางส่วน แต่การบริหารส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หากมีปัญหาขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ตัดสินประธานาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขของประเทศและเป็นผู้นำของฝ่ายบริหารนั้นได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นผู้กำหนดนโยบายของชาติ มีอำนาจพิเศษซึ่งถือเป็นสิทธิเด็ดขาดคือมีอำนาจฉุกเฉินในการตัดสินใจใดๆเมื่อเกิดภัยคุกคามแก่ประเทศมีสิทธิขอให้ประชาชนทำประชามติในร่างกฎหมายสำคัญๆ ได้

                   ๔.๒.๓ รัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรี ประเทศต้นแบบของรัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรีคือ อังกฤษ ประมุขของประเทศที่มีรัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรี อาจเป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระจักรพรรดิ หรือประธานาธิบดีก็ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ หลักสำคัญก็คือประมุขจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศ จะไม่ทำหน้าที่บริหารหรือปกครองประเทศ  ฝ่ายบริหารคือ คณะรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาลและมีรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง คณะรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกรัฐสภา  ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภานั้นประกอบด้วยสภาขุนนางและสภาผู้แทนราษฎร ประเทศอื่นๆ ที่เอารูปแบบรัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรีที่มีอังกฤษเป็นต้นแบบไปใช้มักจะแทนที่สภาขุนนางด้วยวุฒิสภา ซึ่งการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกนั้น อาจมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนหรือจากการแต่งตั้งจากประมุขของรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาล แต่มีแนวโน้มว่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนมากขึ้น ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้รับเลือกตั้งโดยตรงมาจากประชาชน

 

 

 

สรุป

                   ๑. การเมืองการปกครอง เป็นเรื่องของอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรทุกชนิดของประเทศให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและยุติธรรม ประชาชนในประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข สันติ ดังนั้นผู้ปกครองที่มีความสามารถในการบริหารจัดการเท่านั้น จึงจะได้รับการยอมรับจากประชาชน ผู้ปกครองที่ทำเพื่อความสุขสบายส่วนตนหรือของพวกพ้อง โดยทอดทิ้งประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียภาษีให้รัฐจะถูกต่อต้านและถูกล้มล้างไปเหมือนที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกล้มล้างลง

                   ๒. ดินแดน ประชากร อำนาจอธิปไตย และองค์กรที่ทำหน้าที่ปกครองประเทศเป็น ๔ องค์ประกอบหลักของการเป็นประเทศเอกราช ทั้งนี้ไม่ว่าประเทศเอกราชนั้นจะมีลักษณะเป็นรัฐเดี่ยวหรือรัฐรวมก็ตาม

                   ๓. โดยทั่วไปสิ่งที่ประชาชนต้องการก็คือความเป็นอยู่ที่สันติ สงบสุขในประเทศ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตตามยุคสมัย ดังนั้นหากผู้ปกครองตอบสนองความต้องการเหล่านี้แก่ประชาชนได้ ประชาชนก็จะให้การยอมรับและสนับสนุน และในทางตรงกันข้าม หากประชาชนไม่ได้รับการตอบสนองและถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้ปกครอง ประชาชนก็จะต่อต้านอย่างรุนแรง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองแบบเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็ตาม

                   ๔. รัฐบาลเป็นองค์กรทางการเมืองที่ได้รับมอบอำนาจไปจากประชาชนเพื่อทำหน้าที่บริหารและปกครองประเทศเพื่อประชาชนโดยรวม เนื่องจากแต่ละประเทศมีวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครอง ที่สืบเนื่องมาอย่างแตกต่างกัน จึงเกิดรัฐบาลหลายรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ ๓ รูปแบบคือ รัฐบาลแบบประธานาธิบดี รัฐบาลแบบกึ่งประธานาธิบดี และรัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรี

 

 

 

…………………………………………………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นักปรัชญาการเมืองสมัยโบราณ

 

          หมายถึง ปรัชญาการเมืองของนักปรัชญากรีก โดยเฉพาะแนวความคิดของเพลโตและอริสโตเติล ซึ่งเชื่อในความจำเป็นและความเป็นธรรมชาติของรัฐ โดยเฉพาะอริสโตเติล ถือว่า มนุษย์คือสัตว์สังคมหรือสัตว์การเมือง หมายถึง ความจำเป็นที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมโดยธรรมชาติ เพราะอริสโตเติลเห็นว่า รัฐเป็นส่วนที่สามารถอำนวยประโยชน์ให้มนุษย์ได้พัฒนารูปแบบของตน หรือพัฒนาลักษณะเฉพาะของตน นั่นคือ ความมีเหตุผลของมนุษย์ รัฐจึงสามารถทำให้มนุษย์มีคุณธรรมทางปัญญาได้ ส่วนเพลโตนั้นเชื่อในความดีของรัฐที่ปกครองโดยราชาปราชญ์ผู้ที่มีจิตภาคปัญญาเด่น และมีพวกจิตใจกล้าหาญเป็นทหาร และมีพวกลุ่มหลงในกิเลสเป็นคนงาน

 

 

 

 

ปรัชญาการเมืองของ โสกราตีส

 

ประวัติ

          โสกราตีส (๔ มิถุนายน ๔๗๐ ปีก่อน ค.ศ. – ๗ พฤษภาคม ๓๙๙ ปีก่อน ค.ศ.) (ภาษากรีก

Σωκράτης) เป็นนักปราชญ์กรีกและเป็นชาวเมืองเอเธนส์

          โสกราติสเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีผลงานการเขียนอะไรคงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามตัวตนและความคิดของเขายังคงอยู่ถึงปัจจุบันผ่านงานเขียนของบุคคลอย่าง อริสโตเติล (Aristotle) พลาโต (Plato) อริสโตฟานเนส (Aristophanes) หรือ ซีโนฟอน (Xenophon) นอกจากนั้นยังมีทั้งนักเขียน นักคิด และนักปราชญ์ที่เก็บเรื่องราวของโสกราติส อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถรู้ว่าข้อมูลเรื่องเล่าถึงชีวิตของโสกราติสนั้นจริงหรือเท็จได้อย่างแน่นอนตามธรรมเนียมโบราณ โสกราติสนั้นเป็นลูกของโสโฟรนิกัส (Sophronicus) ผู้เป็นพ่อ และ แฟนาเรต (Phaenarete) ผู้เป็นแม่ โสกราติสได้แต่งงานกับซานทิปป์ (Xanthippe) และมีลูกชายถึง ๓ คน เมื่อเทียบกับสังคมสมัยนั้นซานทิปป์ถึงได้ว่าเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้าย และโสกราติสเองได้กล่าวว่าเพราะเขาสามารถใช้ชีวิตกับซานทิปป์ได้ เขาใช้ชีวิตกับมนุษย์คนได้ก็ได้เหมือนกับผู้ฝึกม้าที่สามารถทนกับม้าป่าได้ โสกราติสได้เห็นและร่วมรบในสมรภูมิ และ ตามสิ่งที่พลาโตได้กล่าวว่า โสกราติสได้รับเหรียญเกียรติยศสำหรับความกล้าหาญในสมรภูมิ

          ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่กล่าวอย่างชัดเจนว่าโสกราติสประกอบอาชีพใด ใน”ซิมโพเซียม” (Symposium) ซีโนฟอนกล่าวว่าโสกราติสใช้ชีวิตกับการสนทนาปรัชญา โสกราติสไม่น่าที่จะมีเงินมรดกจากครอบครัวเพราะบิดาของโสกราติสเป็นเพียงศิลปิน และตามการบรรยายของพลาโต โสกราติสไม่ได้รับเงินจากลูกศิษย์ อย่างไรก็ตามซีโนฟอนกล่าวใน”ซิมโพเซียม”ว่า โสกราติสรับเงินจากลูกศิษย์ของเขา และอาริสโตฟานเนสก็เล่าว่าโสกราติสได้เปิดโรงเรียนของตนเอง ข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ โสกราติสเลี้ยงชีพผ่านเพื่อนที่ร่ำรวยของเขา เช่นเอลซีไบเดส (Alcibiades)

 

การไต่สวนและเสียชีวิต

          โสกราติสใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของการเปลียนแปลงในอาณาจักรเอเธนส์ จาก

จุดสูงสุดของอาณาจักรเอเธนส์ถึงยุคเสื่อมภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับกรุงสปาร์ตา (Sparta) มีบุคคลสามคนสำคัญที่ยุให้ศาลสาธารณะของกรุงเอเธนส์ไต่สวนโสกราติส โดยกล่าวหาว่า

โสกราติสเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนา และเยาวชนในกรุงเอเธนส์ เรื่องราวทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ เมื่อนึกถึงสถานการณ์ในเมืองเอเธนส์ภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับสปาร์ตานั้น ชาวเมืองเอเธนส์ ผู้ยังเชื่อถือในเทพเจ้าผู้ปกป้องเมืองต่างๆ มองว่าการพ่ายแพ้ของเอเธนส์เป็นเพราะเทพเจ้าเอเธนา (Athena) ผู้เป็นเทพปกครองเมืองเอเธนส์นั้นประสงค์จะลงโทษเมืองเอเธนส์เพราะผู้คนในเมืองเสื่อมศรัทธาในศาสนา การที่โสกราติสตั้งคำถามและสนทนาเกี่ยวกับปรัชญาจึงเท่ากับเป็นการทรยศชาติ การไต่สวนตัดสินว่าโสกราติสมีความผิด และเขาถูกประหารโดยการรับพิษ

 

ปรัชญาของโสกราตีส

          ๑.    มนุษย์กับรัฐ   การอยู่ร่วมกันของมนุษย์คือกำเนิดของรัฐ มนุษย์ไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้  รัฐเป็นสิ่งที่ดี  และจำเป็นเพราะรัฐเป็นแหล่งที่คนสามารถพบกับชีวิตที่ดี และสามารถเรียนรู้คุณธรรมจากเพื่อนร่วมสังคม

          ๒. กฎหมายแห่งรัฐ

          ๑.  กฎหมายคือกลไกของรัฐ ที่ส่งเสริมและปกป้องให้มนุษย์ มีชีวิตที่ถูกต้อง

          ๒.  คุณค่าของกฎหมาย การบัญญัติกฎหมายจะต้องทำด้วยความรอบรู้และฉลาด

เพื่อให้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการดำรงคุณธรรมของสังคมอย่างแท้จริง  ดังนั้นปราชญ์จึงควรเป็นผู้กำหนดกฎหมาย

         ๓.  ราชาปราชญ์ คือ ผู้ปกครองที่ดีตามแนวคิดของโสกราตีส ปราชญ์เป็นบุคคลที่มีความรู้ จึงเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม และส่งเสริมให้ประชาชนทำดี

          ๑.  โสกราตีสใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ โดยวิธีวิภาษวิธี (Dialectic) คือการตั้งปัญหาและหาสาเหตุของปัญหาไปเรื่อยๆ รวมทั้งหาข้อคัดค้านมาหักล้างกัน จนหาคำตอบว่าสาเหตุนั้นเกิดขึ้นจากอะไร

          ๒.  สนใจค้นคว้าอยากรู้ว่ามนุษย์เกิดมาต้องการอะไร และพบว่ามนุษย์เกิดมาต้องการความสุข แล้วมนุษย์ทุกคนก็ต้องการความสุขที่แตกต่างกัน หากความสุขที่ได้มาจากความสุจริต ความสุขนั้นจะดี คนมีความสุขกับการกระทำนั้น แต่หากความสุขนั้นได้มาจากสิ่งมิชอบ โดยกระทำสิ่งไม่ดี พอการกระทำปรากฏขึ้นมานั้น ความสุขของคนก็จะหายไป

          ๓.  หากกระทำดี ชีวิตก็จะมีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิต ดังคำกล่าวที่ว่า “การกระทำความดีอย่างมั่นคง จะทำให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ความรู้เกี่ยวกับความดีสามารถปลูกฝังให้เกิดการเรียนรู้ได้ สังคมสามารถหล่อหลอมให้คนเกิดการเรียนรู้ที่จะทำดีได้ แล้วความรู้เกี่ยวกับความดีนั้นทำให้คนเกิดคุณธรรม แล้วสังคมก็จะเกิดความสุขด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะนักการเมืองหากมีคุณธรรม จะทำให้เกิดคุณธรรมทางการเมือง (Political Virtue) ปกครองหรือใช้อำนาจโดยธรรม จะทำให้ประชาชนมีความสุข มีชีวิตที่ดี 

 

 คุณธรรมทางการเมือง ๕ ประการ ตามแนวคิดของโสกราตีสคือ

          ๑.   ปัญหา (Wisdom) หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับความดี เช่น คนเราเกิดมาต้องรู้ว่าพ่อแม่ที่ดีเป็นอย่างไร,การเป็นลูกที่ดีเป็น   อย่างไร, การเป็นครูและนักเรียนที่ดีเป็นอย่างไร และการเป็นนักปกครอบที่ดี หากคนเรารู้เกี่ยวกับความดีและกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความดี เขาเชื่อว่าสังคมจะสันติสุข

          ๒.   ความกล้าหาญ (Courage) เป็นความกล้าหาญในการรักษาความถูกต้อง และความดีงามของสังคม ผู้ปกครองต้อง กล้ายืนหยัดในความถูกต้อง ไม่ใช่เข้าข้าง ยอมจำนนต่อคนชั่ว ดังนั้น ในการรักษาความถูกต้อง ต่อสู้กับความชั่ว บางครั้งต้องเสี่ยงถึงชีวิต แต่โสกราตีสบอกว่าถึงเสี่ยงก็จำเป็นต้องสู้ ต้องยืนหยัดเพื่อให้คนทุกคนในสังคมพร้อมที่จะต่อสู้ด้วยกัน มิฉะนั้นคนชั่วจะครองเมือง

          การเผยแพร่คุณธรรมในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นการตอบโต้คนชั่ว จนถูกสมาชิกสภานครรัฐเอเธนส์บางส่วนกล่าวหาว่า โสกราตีสพยายามเผยแพร่คำสอนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า แล้วนำเข้าไปไต่สวนและถูกตัดสินให้กินยาพิษตาย หลายคนบอกให้หนีแต่เขาก็ไม่หนี เพราะต้องการแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ มิใช่เป็นคนขี้ขลาด เสียชื่อต่อวงศ์ตระกูล แต่ในสังคมไทยมีการปลูกฝังให้คนเรารู้จักเอาตัวรอดดังคำสุภาษิตไทย เช่น รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี, อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน, ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คนไทยขาดการยืนหยัดในการต่อสู้ต่อสิ่งชั่ว สิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเกรงกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นว่าจะส่งผลไม่ดีมาถึงตนเอง

          ๓.  การควบคุมคนเอง (Temperance) คือการควบคุมตนเองไม่ให้ตกเป็นทาสของความ โกรธ ความโลภ ความหลง นักปราชญ์เชื่อว่าทุกคนเกิดมาจะมีสิ่งเหล่านี้ติดตัวมา แต่ทุกคนมีความแตกต่างกันในเรื่องของการควบคุมตนเอง และการยับยั้งชั่งใจ หากยับยั้งชั่งใจได้มาก ก็แสดงว่ามีคุณธรรมสูง

          ๔.  ความยุติธรรม (Justice) คือ ธรรมที่ยิ่งใหญ่ในการปกครอง หากผู้นำมีความยุติธรรม ก็จะมีแต่คนดีอยู่ใกล้ๆ ผู้นำก็จะไม่เดือดร้อย มีคนคอยเกื้อหนุนช่วยเหลือ

          ๕.  การปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา (Piety) คือ การกระทำความดี และการยกย่องคนดี ดังนั้น ผู้นำก็ควรทำดีเพื่อเป็นแบบอย่างให้ประชาชนเอาอย่าง และต้องรู้จักยกย่องความดีด้วย เพื่อให้คนที่ทำดีมีกำลังใจในการกระทำความดีต่อไปเพื่อสังคม

 

 

 

แนวคิดของโสกราตีสที่สำคัญมีดังนี้

          ๑.  เป้าหมายแห่งชีวิตมนุษย์  มนุษย์เกิดมาต้องการอะไร ก็คือ ความสุข หากคนเราทำดี ชีวิตก็จะมีความสุข

          ๒.  ความรู้เกี่ยวกับความดี  ปราชญ์เป็นผู้มีความรู้ จึงเป็นผู้มีคุณธรรม เพราะปราชญ์เป็นผู้ใฝ่รู้ แสวงหาสิ่งดี ละเว้นความชั่ว ฉะนั้นจึงควรให้ปราชญ์เป็นผู้นำประเทศ ปกครองประเทศ สังคมจะได้มีแต่สันติสุข แล้วยังส่งเสริมให้ประชาชนทำดี ประพฤติปฏิบัติดี สังคมก็จะเป็นสังคมที่ดี

         แนวคิดการปกครองของโสกราตีส  “ราชาปราชญ์” ให้ปราชญ์เป็นผู้ปกครอง เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมาย, ด้านบริหาร และมีอำนาจในการตัดสินคดีต่างๆ สังคมจะมีความสุข เพราะปราชญ์จะทำแต่สิ่งดีๆ และส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณธรรม

          ดังนักการเมืองไทยขาดคุณธรรม ไม่ใส่ใจเรื่องความดี มีค่านิยมที่ไม่ดี ทำให้สังคมเรามีแต่ปัญหา ขาดการพัฒนา

 

 

 

…..……………………………………………

 

 

เพลโต  (Plato ๔๒๘ – ๓๔๗ ก่อน ค.ศ.)

ประวัติ
         
เพลโต  เกิด  427 ก่อนคริสต์ศักราช ที่กรุงเอเธนส์ (Athens) ประเทศกรีซ (Greece)เสียชีวิต 347 ก่อนคริสต์ศักราช ที่กรุงเอเธนส์ (Athens) ประเทศกรีซ (Greece)

 

ผลงาน

          ตั้งโรงเรียนชื่อ อะเคดามี (Academy)   แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว แต่หลักการปรัชญาของเพลโตก็ยังคงมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของการศึกษา ด้านต่าง ๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาจิตวิทยา ธรรมชาติ หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ เพลโตเป็นนักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก อีกทั้งท่านยังเป็นอาจารย์ของนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอย่าง

อาริสโตเติล เพลโตเป็นนักปรัชญาที่วางรากฐานทางการศึกษาวิชาต่าง ๆ ไว้มากมาย เช่น การปกครอง วิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ เป็นต้น

          เพลโตเกิดเมื่อ 427 ก่อนคริสต์ศักราช ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในครอบครัวที่มั่งคั่งและเก่าแก่ครอบครัวหนึ่ง บิดาของ   เพลโตมีชื่อว่า อริสตัน (Ariston) ส่วนมารดาของเขาชื่อว่า เพริเทียน (Peritione) บิดาของเขาเป็นเพื่อนสนิทกับโสเครตีส  Cosrates 399 – 469 BC.) ซึ่งเป็นนักปรัชญ์ชาวกรีกที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่ง และเป็นลูกศิษย์ของปีทาโกรัส (Pythagoras)   ในเวลาต่อมาเพลโตได้ศึกษาวิชาการด้านต่าง ๆ กับโสเครตีส ทำให้เขามีแนวความคิดคล้ายกับนักปราชญ์ทั้งสองมาก เพลโตเกิด  ขึ้นมาภายใต้ความวุ่นวายทางการเมืองของกรีซ เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างชาวสปาร์ตา(Sparta) และชาวนคร

เอเธนส์ สงครามครั้งนี้ยุติลงด้วยชัยชนะของชาวสปาร์ตา ทำให้ชาวนครเอเธนส์ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้เพลโตมีแนวความคิดต่อต้านการเมืองอย่างรุนแรง เขาจึงมุ่งมั่นอยู่กับการศึกษาและได้รับการศึกษาขั้นต้นเช่นเดียวกับลูกผู้ดีมีเงินทั้งหลาย คือ เรียน ปรัชญา ดนตรี บทกวี และวาทศิลป์ จากอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของเฮราไคลตุส (Heraclitus) นักปรัชญาชาวกรีกที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่ง ต่อมาเพลโตได้ไปศึกษาต่อในวิชาขั้นที่สูงขึ้นไปอีกกับโสเครตีส

          ในระหว่างนั้นความเป็นไปในนครเอเธนส์ล้วนมีแต่ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อของศีลธรรม การเมือง และอาชญากรรม เพลโต และโสเครตีสจึงได้ร่วมมือกันที่จะขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป แต่เป็นที่น่าเสียดายที่โสเครตีสต้องถูกประหารชีวิตเสียก่อน เนื่องจากรัฐบาลต้องการกำจัดบุคคลผู้ที่มีความคิดต่อต้านรัฐบาล ทำให้อุดมการณ์ทางการเมืองของเพลโตต้องหยุดชะงักไปชั่วเวลาหนึ่งและเดินทางออกจากกรุงเอเธนส์ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่าง ๆ นานกว่า 10 ปี แต่ในที่สุดเขาได้เดินทางกลับกรุงเอเธนส์ และดำเนิน

การด้านการเมืองต่อไป หลังจากที่ออกจากกรุงเอเธนส์ไปแล้ว เพลโตได้เดินทางไปที่เมืองเมการา เพื่อไปหายูคลิด (Euclid)  เพลโตได้พักอยู่กับยูคลิดเป็นเวลานาน อีกทั้งยังได้ร่วมมือกันตั้งโรงเรียนขึ้นมาแห่งหนึ่งชื่อว่า สำนักปรัชญาเมการิก โดยได้ร่วมกับนักปรัชญาอีกท่านหนึ่งนามพาร์มีนิดิส (Parminides) ทำให้เพลโตได้ศึกษาหลักปรัชญาจากพาร์มีนิดิสได้อย่างลึกซึ้ง     ต่อจากนั้นเพลโตได้ออกเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ อีกหลายเมือง เช่น อิตาลี อียิปต์ ไซรานี และซิซิลี เป็นต้น ในระหว่างนี้เขาได้ศึกษาหาความรู้จากสำนักที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น เขาได้เข้าศึกษาที่สำนักปีทาโกเรียน (Pythagorean) ของปีทาโกรัส ที่อิตาลี ส่วนที่เกาะซิซิลี เพลโตได้เข้าศึกษา ณ สำนักของพระเจ้าไดโนซีอุสที่ 1แห่งไซราคิวส์ (King Dionysius I of

Syracuse) นอกจากจะศึกษาหาความรู้แล้ว เพลโตยังได้เผยแพร่แนวความคิดทางปรัชญาของเขาให้กับคนทั่วไปได้รับรู้ โดยการไปบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง แต่เพลโตกลับถูกต่อต้านและส่งผลร้ายกลับมาสู่ตัวของเขา คือ เขาถูกจับไปขายเป็นทาสแต่โชคดีที่เพื่อนของเขาผู้หนึ่งได้ไปไถ่ถอนตัวเขาออกมา หลังจากที่เพลโตได้เดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ เป็นเวลานานหลายปี อีกทั้งเขาก็ได้ศึกษาหาความรู้จนมีความเชี่ยวชาญในวิชาการต่าง ๆ หลายสาขา ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับกรุงเอเธนส์ อีกครั้งหนึ่ง

          เมื่อเพลโตเดินทางมาถึงกรุงเอเธนส์ ประมาณ 387 ก่อนคริสต์ศักราช เขาได้ตั้งโรงเรียนขึ้นแห่งหนึ่งที่กรุงเอเธนส์ชื่อว่า อะเคดามี (Academy) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับวิชาปรัชญา วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ อีกทั้งเขายังได้สร้างสวนเพื่อออกกำลังกายสำหรับนักศึกษาในอะเคดามี เพราะหลักการในการเรียนการสอนของเพลโตมีอยู่ว่า ความรู้ทางการบริหาร วรรณคดีและดนตรี เป็นการศึกษาเบื้องต้น ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษาวิชาปรัชญาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาในขั้นสูงต่อไป ส่วนการเรียนการสอนในสถาบันแห่งนี้ก็ทันสมัยต่างจากการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมของกรีซ ที่ลูกศิษย์มีหน้าที่นั่งฟังแต่เพียงอย่างเดียว เชื่อในสิ่งที่ครูบอกทั้งหมด ห้ามโต้แย้งอย่างเด็ดขาด แต่เพลโตได้ใช้วิธีการตั้งคำถามเพื่อให้ลูกศิษย์มีโอกาสได้พูด ใช้เหตุผลในการตอบคำถาม และค้นคว้าหาความจริงด้วยตนเอง การสอนแบบนี้ของเพลโตได้นำมาจากโสเครตีส อาจารย์ของเขานั่นเอง โรงเรียนของเพลโตแห่งนี้มีผู้นิยมส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้สถาบันอะเคดามีของเพลโตยังได้รับการยกย่องให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกอีกด้วย      การทำงานของเพลโตในสถาบันอะเคดามี เป็นไปได้ด้วยดี และในระหว่างนี้เขายังได้ศึกษาหาความรู้หลายด้านทั้งปรัชญาจิตวิทยา ธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้เขายังได้รวบรวมแนวความคิดของนักปรัชญาทั้งหลายเพื่อใช้สอนในสถาบัน และก็ได้ตั้งหลักปรัชญาขึ้นมาใหม่อีกหลายอย่าง โดยงานของเพลโตสามารถแบ่งออกมาได้ถึง 3 ระยะ คือ

          ระยะแรกประมาณบั้นปลายชีวิตของโสเครตีส งานเขียนในระยะนี้จะมีแนวความคิดคล้ายคลึงกับโสเครตีสมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรม และความดี เช่น เลกีส (Leges) เป็นเรื่องราวของการค้นคว้าหาความกล้า ไลสีส (Lysis) เป็นเรื่องราวของการค้นหามิตรภาพ และคาร์มีดีส (Charmedes) นอกจากนี้เพลโตยังได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของโสเครตีสและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในกรุงเอเธนส์

          ระยะที่สองคือช่วงที่เขาออกเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งค่อนข้างจะมีหลากหลายลักษณะ เนื่องจากเขาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนักปรัชญาหลายท่าน และในช่วงนี้เองที่เขาได้ตั้ง ทฤษฎีที่ว่าด้วย แบบ (Theory of Forms) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มาจากแนวความคิดของโสเครตีสที่ว่า ความรู้ทั้งปวงมาจากแบบ ละทฤษฎีที่ว่าด้วยแบบนี้เป็นหัวใจหลักของปรัชญาทั้งหมดของเพลโต แต่ทฤษฎีของเพลโตแตกต่างจากโสเครตีส เนื่องจากเพลโตนำมาขยายเนื้อหาทางอภิปรัชญาที่กว้างขวางขึ้น โดยแบบของเพลโตมีความเป็นอิสระและอยู่เหนือจิต เขาได้นำหลักปรัชญานี้มาจากการพิจารณาความเป็นไปของธณรมชาติอีกส่วนหนึ่ง และทฤษฎีนี้ยังได้กำหนดแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์ด้วย โดยเพลโตกล่าวว่า การรับรู้จากสัมผัสทั้งหลาย ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ จะแตกต่างกันไปตามความคิดหรือสถานการณ์นั้น เช่น การที่มองเห็นสัตว์ตัวหนึ่ง จะไม่สามารถบอกได้ว่ามันมีขนาดใหญ่หรือเล็ก มันอาจจะมีขนาดใหญ่ถ้าไปเปรียบเทียบกับสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่า หรืออาจจะมีขนาดเล็กถ้าไปเปรียบเทียบกับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า เป็นต้น และจากทฤษฎีข้างต้นเพลโตสรุปว่า โดยตัวของมันเองไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ที่มีลักษณะแน่นอนตายตัว

          ผลงานในช่วงสุดท้ายของเพลโตเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากที่สุด เนื่องจากประสบการณ์และความรู้ที่มากมายของเพลโต ภายหลังจากที่ตั้งสำนักอะเคดามีแล้ว ทำให้เขามีผลงานจำนวนมากที่สุด ได้แก่ ปรัชญา จริยศาสตร์ การเมือง การศึกษา และวิทยาศาสตร์ซึ่งสิ่งเหล่านี้เขาได้นำมาถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ที่สถาบันอะเคดามี และงานชิ้นสำคัญที่สุดในช่วงนี้ก็คืองานเขียนที่ชื่อว่า รีพับลิค(Republic) ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองในความคิดของเพลโต แนวความคิดภายในหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นจากสภาพการเมือง

ในกรุงเอเธนส์ที่วุ่นวายอย่างมากในขณะนั้น หนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเล่มหนึ่ง ทั้งในขณะนั้นและต่อมาจนถึงปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ได้เป็นหนังสือเรียนในวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เป็นต้น

 

          กฎที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์อีกชิ้นหนึ่งของเพลโตคือ กฎที่เกี่ยวกับแสงที่ว่าแสงเดินทางเป็นเส้นตรง เมื่อแสงมากระทบวัตถุมุมแสงตกกระทบจะเท่ากับมุมแสงสะท้อน เป็นกฎที่ถูกต้องและยึดถือกันมาจนถึงปัจจุบัน เพลโตเสียชีวิตเมื่อ 347 ก่อนคริสต์ศักราชแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่แนวความคิดและผลงานทางวิทยาศาสตร์ของเขาก็มีอิทธิพลต่อนักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

          ดังนั้นแนวความคิดของเพลโตจะมีความเชื่อมั่นในเรื่องคุณธรรม และจริยธรรมเหมือนโสกราตีส ช่วงวัยกลางคน เพลโตเขียนมหาคัมภีร์ทางรัฐศาสตร์ชื่อ “The Republic” หรือ “อุตมรัฐ“ (อุ-ตะ-มะ-รัด) หรือรัฐในอุดมคติ คือลักษณะของรัฐที่ดีที่จะทำให้คนมีความสุข ซึ่งเพลโตต้องการให้มีขึ้น โดยมีแนวความคิดที่สำคัญ ดังนี้

 

๑. อุตมรัฐ  (The Republic)

          ๑.  อำนาจและความยุติธรรม : ผู้ปกครองควรใช้อำนาจโดยธรรม  ซึ่งต่างกับอำนาจที่เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ โดย ทั่วไปผู้ปกครองมักสรุปว่าตนเองมีอำนาจ และการใช้อำนาจของตนเองนั้นชอบธรรม แต่เพลโตมีทรรศนะว่าอำนาจนั้นจะชอบธรรมต่อเมื่อมีประชาชนผู้อยู่ใต้อำนาจนั้น ยินดีปฏิบัติตามด้วยความสมัครใจ

          ๒.  การปกครองเป็นศิลปะ : เนื่องจากคนในสังคมมีอยู่หลากหลาย การที่จะทำให้เห็นพ้องต้องกันทั้งหมด อาจเป็นการยาก แต่ถ้าผู้ปกครองไปเข้าข้างหนึ่งข้างใด  ข้างที่เหลือก็จะเป็นปฏิปักษ์ ดังนั้นผู้ปกครองต้องหาวิธีทำให้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วย เพลโตจึงเห็นว่าการปกครองเป็นศิลปะที่สำคัญที่จะทำให้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งจะทำให้การปกครองนั้นเป็นไปโดยราบรื่น

          ๓.  ธาตุแท้ของบุคคลในสังคม : เพลโตเห็นว่ามนุษย์มีความแตกต่างกันตามธรรมชาติมาตั้งแต่กำเนิด แบ่งเป็นดังนี้

          ๑.    กลุ่มธาตุทองคำ มีลักษณะใฝ่รู้ สนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ใช้เหตุผล มีความสามารถในการวิเคราะห์   เข้าใจคุณธรรมและจริยธรรม เหมาะที่จะเป็น “ผู้ปกครอง“

          ๒.    กลุ่มธาตุเงิน มีความรู้ความสามารถและมีชั้นเชิงในการรบ เหมาะที่จะเป็น “นักรบ” ป้องกันประเทศ

          ๓.    กลุ่มธาตุทองแดง มุ่งแสวงหาประโยชน์และกำไร เหมาะที่จะเป็น “ผู้ทำการผลิตให้แก่สังคม” เพื่อรัฐจะได้เก็บภาษีเพื่อนำมาพัฒนารัฐได้

          ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแนวคิดของเพลโตในการวิเคราะห์ธรรมชาติมนุษย์ จะบอกไว้ชัดว่าคนที่เกิดมามีลักษณะแบบไหน ควรจะทำหน้าที่อะไร à “Put the right man on the right job” (คนที่มีความสามารถอะไรควรให้ทำอย่างนั้น) แนวความคิดนี้มีผลต่อการกำหนดบทบาทของผู้ปกครอง ที่บอกว่าคนที่มีธาตุแท้เป็นทองคำหรือเป็นปราชญ์ควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ปกครอง“ ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของโสกราตีสที่เห็นว่าผู้ปกครองควรจะเป็นปราชญ์ เพราะปราชญ์เป็นผู้ทรงคุณธรรม ที่จะทำให้สังคมมีสันติสุข

๔.  การศึกษาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับสังคม     เพลโตเห็นว่าการศึกษาเป็นกลไกสำคัญของรัฐ ถือเป็นกระบวนการของการอบรมหล่อหลอมกล่อมเกลา ให้คนในสังคมมีค่านิยมที่พึงประสงค์ หากต้องการให้คนมีคุณธรรม จริยธรรม กระบวนการในการศึกษาก็ควรจะมุ่งเน้นให้คนเห็นคุณค่าของสองสิ่งนี้ สังคมไทยมีปัญหาในการพัฒนาในหลายเรื่องเพราะค่านิยมของคนไทย เช่น เด็กนักเรียนนัดกันไม่ไปเรียน, ค่านิยมอยากเป็นเจ้าคนนายคน ไม่ต้องทำอะไรมากแล้วสุขสบาย ซึ่งไม่ได้ส่งเสริมพัฒนาประเทศ             

๕.  ราชาปราชญ์ ควรเป็นผู้ทรงคุณธรรม :

          ๑.  เป็นผู้เสียสละ อุทิศตนและใช้อำนาจในการปกครองเพื่อประโยชน์ของสังคมและประชาชน

          ๒.  ไม่ควรมีทรัพย์สินและครอบครัว เพราะจะทำให้เกิดความโลภและเมื่อไม่มีครอบครัวจะทำให้มีอิสระในการอุทิศ ทุ่มเทในการทำงานให้กับประชาชน เพราะครอบครัวเป็นพันธะผูกคอ แต่เพื่อแก้ไขปัญหาการสูญพันธ์ของกลุ่มธาตุทองคำ (ปราชญ์) เพลโตจึงให้คัดหญิงงาม คุณสมบัติดี มาเป็นคู่ขยายพันธ์ของผู้ปกครอง เมื่อตั้งครรภ์ให้แยกออกไป โดยมีหน่วยงานของรัฐดูแล และเมื่อคลอดแล้วก็ให้แยกออกไปอีก ให้หน่วยของรัฐอุปถัมภ์เลี้ยงดูเพื่อเป็นผู้ปกครองต่อไป แต่อย่าให้รู้ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ และอย่าให้พ่อแม่รู้ว่าใครเป็นลูก ซึ่งแปลว่าเพลโตไม่เคารพสถาบันครอบครัวเลย เพราะเห็นว่าจะนำมาซึ่งความวิตกห่วงใย และไม่พร้อมที่จะเสียสละ อุทิศตนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

          ๓.  เพลโตเห็นว่าผู้ปกครองที่เป็นปราชญ์ สามารถตัดสินปัญหาต่างๆ โดยใช้ดุลพินิจได้ จึงไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย เพราะต้องมาทำการตีความวุ่นวาย ซึ่งแม้ว่าเป็นแนวคิด ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว ก็มีผู้นำมาใช้เช่นกัน เช่น พ่อขุนรามฯ ให้คนมาสั่นกระดิ่งหน้าพระตำหนักเมื่อมีปัญหา และออกมาตัดสิน   

 

๒.  นิติรัฐ (Laws) รัฐแห่งกฎหมาย

          ๑.  เพลโตใช้เวลานำเสนอแนวความคิดแบบราชาปราชญ์อยู่นาน และพบว่าไม่มีใครอยากเป็นผู้ปกครองแบบ     ปราชญ์ มีแต่คนต้องการสมบัติ อำนาจ จนกระทั่งถึงวัยปลายคน เพลโตจึงยอมจำนนกับความจริงของโลกกับสังคมในขณะนั้น จึงได้นำเสนอแนวคิดใหม่ เขียนหนังสือชื่อ LAWS (นิติรัฐหรือรัฐแห่งกฎหมาย) โดย ยอมรับให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ

          ๒.  เพลโตกำหนดไว้ด้วยว่ารัฐที่ดีควรตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล จะได้สามารถติดต่อค้าขายกับแคว้นอื่นๆ ได้ และให้แบ่งคนในรัฐออกเป็น ๑๒ แคว้น (ตามหลัก ๑ ปีมี ๑๒ เดือน) โดยให้ประชาชนในแต่ละรัฐเลือกตัวแทนขึ้นมาทำหน้าที่ ๓ ส่วน คือ

          ๑.  นิติบัญญัติ – สภาล่าง ทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย

          ๒.  บริหาร – สภามนตรี

          ๓.  ตุลาการ – พิพากษาคดี

          จะเห็นได้ว่ามีการนำเสนอแนวความคิดเรื่องอำนาจในการปกครองแบบนี้มานานแล้ว ทุกรัฐมีอำนาจอธิปไตยในการปกครองทั้งสิ้น ความแตกต่างอยู่ที่ใครเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยดังกล่าว เช่น รัฐเผด็จการแต่ดั้งเดิม จะพบว่าผู้ปกครองเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย หมายความว่าบัญญัติกฎหมายเอง บริหารเอง ตัดสินคดีความเอง แต่ในระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนามาในยุคหลังนี้ กำหนดให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ดังนั้น หากต้องการทราบความแตกต่างในการใช้อำนาจอธิปไตย ให้ดูว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งจะทำให้เข้าใจรูปแบบการปกครองได้ดีขึ้น

          ๓.  การบังคับใช้กฎหมาย ในคดีแพ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องชดใช้กัน แต่ในคดีอาญา เพลโตเห็นว่าไม่ว่าจะทำผิดอะไร ถ้าถูกลงโทษแล้วก็ยังเป็นสมาชิกของสังคมนั้น เพราะฉะนั้นการลงโทษควรยึดแนวทางในการปรับเปลี่ยนจิตใจเพื่อให้สำนึก และปรับตัวใหม่ เมื่อพ้นโทษแล้วจะได้กลับมาเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เพลโตไม่เห็นด้วยกับการลงโทษให้หลาบจำ ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้แนวความคิดของเพลโตเยอะ ผิดกับประเทศด้อยพัฒนาที่ยังใช้วิธีลงโทษให้หลาบจำ

 

 

 

……………………………………………………..

 

 

อริสโตเติ้ล (Aristotle, ๓๘๔ – ๓๒๒ B.C.)

ประวัติ

          อริสโตเติลเกิดเมื่อประมาณ ๓๘๔ หรือ ๓๘๓ ปีก่อนคริสตกาลที่เมือสตากีรา (Stagira) ในแคว้น

มาเซโดเนีย (Macedonia) ซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดชองทะเลเอเจียน (Aegaeen Sea) ของประเทศกรีก  เป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส (Nicomachus)  ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมือง

สตาราเกีย และยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ ๒ (King Amyntas II) แห่งมาเซโดเนีย

ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่อริสโตเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อเขาอายุได้ ๑๘ ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุดนั้นคือ เพลโต ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต ๒๐ ปีนั้นทำให้อริสโตเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโต ต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี ๓๔๗ ปีก่อนคริสต์ศักราช อริสโตเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี ๓๔๓ – ๓๔๒ ก่อนคริสตศักราช ต่อมาในปี ๓๓๖ ก่อนคริสตศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่อริสโตเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum)  ในการทำการศึกษาและค้นคว้าของอริสโตเติลทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ ๔๐๐ – ๑๐๐๐ เล่ม ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งมีเวลาประมาณ ๑,๕๐๐ ปีเป็นอย่างน้อย

          คำสอนที่น่าสนใจของอริสโตเติลได้แก่ ความเชื่อที่ว่าโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุต่างๆ ๔ ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้นอริสโตเติลเข้าใจว่า โลกเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์โคจรรอบ ๆ สวรรค์นั้นอยู่นอกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา น้ำอยู่บนพื้นโลก ลมอยู่เหนือน้ำ และไฟอยู่เหนือลมอีกทีหนึ่ง ธาตุต่าง ๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ทว่าธาตุที่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป ซึ่งคำสอนต่อมาในปี ค.ศ. ๑๖๐๙ โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johann Kepler) ได้ตั้งกฏของเคปเลอร์ ซึ่งเป็นการประกาศว่า โลกเราโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เป็นการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของอริสโตเติล  และในอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กรณีของวัตถุสองอย่างที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกลงถึงพื้นไม่พร้อมกันตามหลักของอริสโตเติล ซึ่งกาลิเลโอ ได้ทำการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนแห่งปิซาว่าเป็นคำสอนที่ไม่จริงในปี ค.ศ. ๑๖๐๐  แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของอริสโตเติลทางด้านชีววิทยานั้นเป็นที่ยกย่องกันมาก เพราะเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ต่างๆ เช่น ปลา และพวกสัตว์เลื้อยคลานและได้ทำการบันทึกไว้อย่างละเอียดมาก เขาได้แบ่งสัตว์ออกเป็น ๒ พวกใหญ่ คือ พวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) นับว่าอริสโตเติลเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลก

           เป็นลูกศิษย์ของเพลโต ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของการเมืองเปรียบเทียบ (Comparative Politics) มีแนวความคิดที่สำคัญ ดังนี้

          ๑.  มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองที่อยู่ร่วมกันในชุมชน : ตามลักษณะธรรมชาติสัตว์ส่วนใหญ่จะชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง เช่นเดียวกับมนุษย์ ที่บอกว่าจะเป็นมนุษย์เมื่ออยู่กับมนุษย์ ต้องการการอยู่ร่วมกัน

          ๒.  ชุมชนที่ถือว่าเป็นการพัฒนาการขั้นสูงสุดของมนุษย์คือรัฐ

          ๓.  รัฐที่ดีก็ต้องสามารถเสริมสร้างให้มนุษย์มีจิตใจที่ดี และร่างกายแข็งแรง

          ๔.  คุณธรรมทางปัญญาและทางศีลธรรม

          ๕.  ปัญญา เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมเกี่ยวกับความดี เพื่อเป้าหมายแห่งความสุขในชีวิต

          ๖.  ศีลธรรม  เกิดจากกระบวนการอบรม บ่มเพาะให้คนประพฤติดี ปฏิบัติดี

 

          การเมือง (Politics) เปรียบเทียบรูปแบบของรัฐ และจำแนกออกเป็น ๖ รูปแบบ หลักในการจำแนกการปกครอง การใช้อำนาจเพื่อการปกครองเพื่อประโยชน์ของตนเอง ถือว่าเป็นนักปกครองที่เลว แต่หากใช้อำนาจในการปกครองเพื่อประโยชน์ของสังคม ถือว่าเป็นนักปกครองที่ดี

 

อำนาจของผู้ปกครอง

รูปแบบที่เลว

รูปแบบที่ดี

๑.  คนเดียว

ทรราชย์  (Tyranny) ผู้ปกครองเป็นเจ้าของอำนาจ

ราชาธิปไตย (Monarchy)

๒.  กลุ่มบุคคล

คณาธิปไตย  (Oligachy)  ใช้อำนาจเพื่อพรรคพวกตน

อภิชนาธิปไตย (Aristocracy)

๓.  คนจำนวนมาก

ประชาธิปไตย (Democracy) – ปกครองโดยคนหมู่มาก (Citizen) เช่น นครรัฐเอเธนส์    แต่ตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือบางกลุ่ม (Aristotle มองว่า ปชต. ในช่วงนั้นไม่ดี แต่ปชต.ในยุคหลังเน้นให้ยึดหลัก Majority Rule และตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม)

โพลิตี้ (Polity) แบ่งคนเป็น ๓ ชนชั้น คือ รวย-กลาง-จน และเลือกชนชั้นกลางเป็นผู้ปกครอง ประนีประนอมผลประโยชน์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังไม่ปรากฏเป็นจริง        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยกลาง

 

          หมายถึง นักปรัชญาการเมืองสมัยยุโรปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ ดังนั้น ความรู้สึกต่อรัฐของนักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยกลาง จึงเป็นไปในทางลบ และมองเห็นว่ารัฐเป็นความชั่วร้าย ศาสนจักรจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่ารัฐและควรเป็นฝ่ายควบคุมรัฐ ตัวอย่างของนักปรัชญาการเมืองสมัยกลาง คือ เซนต์ ออกัสติน อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการของยุโรป ความคิดเรื่องปัจเจกบุคคลและสิทธิของบุคคลเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แนวโน้มทางความคิดดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปสู่ความคิดที่ว่า รัฐต้องเป็นสิ่งที่เป็นอิสระจากการควบคุมหรือพ้นจากอิทธิพลของอำนาจภายนอก เช่น ศาสจักร ตัวอย่างเช่น ความคิดของมาเคียเวลลี่ เป็นต้น

 

………………………………………

 

เซนต์  ออกุสติน  (ค.ศ. ๓๕๔ – ๔๓๐ ) Saint   Augustin

 

          เจ้าอาวาสและนักเทววิทยาคริสเตียนรุ่นแรกๆ  สืบเชื้อสายจากชาวโรมัน  เขียนหนังสือและบันทึกไว้ ๑๑๓ เล่ม

          มีชีวิตอยู่ในยุคที่อารยธรรมแบบโรมันกำลังพังทลาย  โรมถูกปล้นสะดมผู้รุกรานชาวกอธในปี ค.ศ. ๔๑๐  และพวกโรมันวิจารณ์ชาวคริสต์ที่ไม่สนใจปกป้องการอยู่รอดของรัฐ  เซนต์  ออกุสตินได้เขียนหนังสือ  ชื่อ  เมืองของพระเจ้า  (City  of  God) โจมตีแนวคิดกรีกแบบคลาสิกที่ว่า  มนุษย์เรามีชีวิตที่ดีภายใต้นครรัฐที่มีเหตุผล  โดยเขามองว่ามนุษย์เรานั้น  มีธาตุแท้ที่ไม่มีเหตุผลและเปลี่ยนแปลงไปมาง่าย  นั่นคือเหตุผล  ที่พระเจ้าต้องเข้ามาแทรกแซงรัฐบาลของฆราวาส  เพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ และกฎหมายที่เป็นธรรม

          เขาเห็นว่าพลเมืองมีหน้าที่จะต้องฟังกฎหมาย  และเข้าร่วมต่อสู้ใน  สงครามที่เป็นธรรม  แต่ชะตากรรมที่แท้จริงของมนุษย์นั้นอยู่ที่อื่น  คือ พวกเขาเป็นพลเมืองของอาณาจักรนิรันดร  ซึ่งอยู่ในภพไกลไปจากอาณาจักรปัจจุบัน

 

 

         

 

 

เซนต์  ทอมัส  อะไควนัส  (ค.ศ. ๑๒๕๕ – ๑๒๗๔)

Saint  Thomus  Aquainas

          นักบวชโดมินิกันและนักปรัชญาชาวอิตาลี  เป็นผู้สอนวิชาเทววิทยาในมหาวิทยาลัยปารีส  งานของเขาได้รับอิทธิพลแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์จากอริสโตเติล  เขาเสนอว่า  เหตุผลและศรัทธาเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันได้  ในแง่ปรัชญาการเมือง  เขาเห็นว่ารัฐบาลควรถูกชี้ขึ้นมาโดยศีลธรรมและขึ้นอยู่กับกฎหมาย  เขาเป็นผู้นำของปรัชญาสำนัก  Scholasticism  ซึ่งพยายามผสมผสานปรัชญาคริสเตียน  โดยการใช้หลักตรรกวิทยาและวิภาษวิธีแบบลัทธิคัมภีร์เข้ากับคำสอนของอริสโตเติลและปรัชญาบางด้านของเพลโต 

          เขามองรัฐในแง่ดี  โดยมองว่ามีกฎธรรมชาติ (Natural law) หรือกฎศักดิ์สิทธิ์  ที่ปกครองทุกอย่างในจักรวาลนี้  ตั้งแต่แรงโน้มถ่วงจนถึงศีลธรรมของมนุษย์  เขาเชื่ออย่างอริสโตเติลว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมและการเมือง  ซึ่งต้องการโดยธรรมชาติที่จะเข้ามาอยู่ร่วมกันในสังคม    แต่การปกครองจะต้องมีหลักการบางอย่าง  ซึ่งสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ  และถ้าหากการปกครองขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ  ประชาชนก็มีสิทธิปฏิเสธผู้ปกครองได้

          แนวคิดเรื่องกกธรรมชาติ  หรือ  สิทธิที่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดนี้มีอิทธิพลที่สำคัญในศตวรรษที่ ๑๗ แม้จะมีแนวความคิดแบบสมมุติขึ้น  แต่ก็เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในการวิจารณ์รัฐบาลเผด็จการที่ปฏิบัติต่อพลเมืองอย่างไม่เป็นธรรมได้ในระดับหนึ่ง

 

 

 

 

         

 

 

 

 

 

 

แมคิอาเวลลี่, นิคโคโล (ค.ศ. ๑๔๖๙ – ๑๕๒๗)

Niccolo  Machiavelli

          เป็นที่ปรึกษาและนักการเมืองชาวฟลอเรนซ์  อิตาลี  เขาเขียนหนังสือชื่อ  The  Prince  ๑๕๑๓  เจ้าผู้ปกครอง หรือเจ้า  อธิบายถึงสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ขณะนั้นจริงๆ  ว่าศีลธรรมแบบคริสต์ไม่เหมาะสำหรับเจ้า  ผู้ต้องการสร้างรัฐที่เข้มแข็งและประสบความสำเร็จ  ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการเอาชนะศัตรูทุกหนทาง  จะต้องใช้ความฉลาดและความยืดหยุ่นเหมือนหมาจิ้งจอก และใช้ความกล้าหาญเหมือนสิงโต        เขาแตกต่างจากนักปรัชญาคนอื่นคือ  เขาไม่ได้เขียนถึงการเมืองในอุดมคติอย่างที่ควรเป็น  แต่กล่าวถึงยุทธวิธีการเล่นการเมืองของนักการเมืองในสมัยนั้นอย่างตรงไปตรงมา  เหมือนรายงานสภาพจริง  ในขณะเดียวกันก็เหมือนกับจะเย้ยหยัน  หนังสือของเขาทำให้คนตื่นตระหนกและมองเขาว่า เขาสนับสนุนลัทธิฉวยโอกาสที่ไร้ศีลธรรม             หนังสือเรื่องเจ้า (The  Prince)  คัดค้านแนวคิดแบบคริสต์เนื่องจาดเห็นว่า  สถาบันคริสต์ศาสนาในอิตาลีเสื่อมโทรม  ต้องหาศาสนาที่มุ่งคุณธรรมทางโลกเพื่อบ้านเมือง

          แนวคิดทางจริยธรรมของเขาคือ  ต้องการให้เกิดผลในโลกนี้  ต้องการสร้างสังคมที่ดี  แต่การเขียนเรื่องเจ้า  เพื่อแสดงภาพการเมืองที่แท้จริงว่า  ผู้ปกครองใช้เลห์เหลี่ยมอย่างไร  ทำให้คนมองเขาว่า  เขาเน้นเรื่องเลห์เหลี่ยมของผู้ปกครอง  แนวคิดสำคัญของเขาคือ

          ๑.  ต้องรู้จักหยิ่งผยองในตนเองและมหาชน  ไม่ใช่อ่อนน้อมถ่อมตน

          ๒.  ต้องปราบปรามศัตรูให้อยู่ภายใต้อำนาจไม่อ่อนข้อ  ให้อภัยศัตรู

          ๓.  แสดงควากล้าหาญ  ไม่ใช่จะได้มาด้วยการยอมทนทุกข์ทรมาน

          ๔.  ด้วยการลงมือกระทำ  ไม่ใช่ด้วยการสวดอ้อนวอนภาวนา

          ๕.  ต้องมีกองทัพที่เข้มแข็ง  มีความสุขทางโลกเต็มที่  ไม่ใช่อยู่อย่างสมถะแบบชาววัด

          ๖.  จริยธรรมไม่ได้มีอย่างเดียว  มี  ๒  อย่าง  คือ  จริยธรรมส่วนตัวและจริยธรรมการเมือง  การหลอกลวง  และการใช้ความรุนแรง  เพื่อประโยชน์ของมหาชน  เป็นความชอบธรรม

          ๗.  การให้เสรีภาพแก่ประชาชนที่ยังไม่พร้อม  เป็นอันตรายเหมือนการปล่อยสัตว์เลี้ยงที่ไม่คุ้นกับการทำมาหากินเองให้เป็นอิสระ  สังคมควรถูปกครองโดยผู้ปกครองที่มีคุณธรรม

          แม้ว่า  แม้ว่าแมคิอาเวลลี่จะคิดว่า  การปกครองแบบสาธารณรัฐที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจะเป็นรูปแบบรัฐบาลที่ดีที่สุด  เขาตระหนักว่าประชาชนจะสนใจในความมั่นคงของชีวิตพวกเขามากกว่าสนใจศีลธรรมของรัฐบาล  เขามองเห็นว่า  อำนาจ  ที่รู้จักใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ปราณีปราศรัยคือสิ่งที่จะสร้างและรักษาความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรื่อง  หนังสือเรื่องเจ้า  ที่โด่งดังของเขาปูทางให้กับปรัชญาการเมืองแนวใหม่ที่มองธรรมชาติมนุษย์อย่างสมจริงและเย้ยหยัน  และไม่ได้มองรัฐและหน้าที่ของรัฐอย่างอุดมคติเหมือนนักคิดคนอื่นๆ

         

ฌอง  โบแด็ง  (ค.ศ. ๑๕๓๐ – ๑๕๙๖) Jean  Bodin

 

          นักกฎหมายและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้เสนิแนวคิดเรื่อง  อำนาจอธิปไตยของรัฐ  (Soverreignty)  เป็นคนแรกๆ  ( ก่อน ทอมัส  ฮอบส์)

          โบแด็ง  เคยเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย  ทนายความ  อัยการ  ผู้แทนในรัฐสภาฐานันดรแห่ง  บลัวส์ ที่ปรึกษาดุ้คแห่งอังลู

          โบแด็ง  อยู่ในยุคสมัยของสงครามกลางเมืองระหว่างนิกายคาทอลิก  และโปรเตสแตนต์  เขาอยู่ในกลุ่มโพลิติคส์  ที่เห็นควรรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนานิกายที่ต่างกัน  ในยุคที่ยุโรปเกิดสงครามเนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา  พวกเขาเห็นว่าเราควรแยกผลประโยชน์ทางโลก  และทางธรรมออกจากกัน  และต้องรักษาเอกภาพของชาติไว้แม้ว่าจะไม่มีเอกภาพทางศาสนา  พวกเขาต้องการให้กษัตริย์เป็นกลางและเป็นผู้ปกป้องศาสนาทุกนิกาย  กษัตริย์ที่แข็งแกร่งและมีอำนาจสูงสุด  เท่านั้นที่จะช่วยรักษาและธำรงเอกภาพของชาติไว้ได้

          โบแด็ง  เขียนหนังสือเรื่อง รัฐ  ซึ่งมีความหนาถึง  ๖ เล่ม  อธิบายว่า  สภาพที่แม้จริงของรัฐคืออะไร  และระบอบการปกครองที่ดีที่สุดควรเป็นระบอบแบบใด

          โบแด็ง  มองว่ารัฐ  คือ  ประชาคม  จากหลายครอบครัวที่ปกครองกันโดยศีลธรรม  เป็นผู้อยู่ใต้ปกครองที่มีอิสระที่ต้องเคารพปฏิบัติตามกฎหมาย  อำนาจอธิปไตย  หรืออำนาจสูงสุดในรัฐคือ  อำนาจออกและยกเลิกกฎหมาย  เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม

          เขาเห็นว่าอำนาจอธิปไตยจะต้องเป็นหนึ่งเดียวและแบ่งแยกไม่ได้เป็นอำนาจถาวรที่ไม่ขึ้นต่ออำนาจอื่นใด  ไม่ว่าจะเป็นสันตะปาปาจักรพรรดินอกราชอาณาจักร  สภาฐานันดร  หรือคณะผู้พิพากษา 

          เขาวิเคราะห์ว่า  อำนาจอธิปไตยในทางทฤษฎีอาจจะอยู่ที่มวลชน(ประชาธิปไตย) อยู่ที่คนกลุ่มน้อย(อภิชนาธิปไตย)  หรืออยู่ที่คนเดียว (ระบอบกษัตริย์) แต่ละรูปแบบต่างก็มีข้อดีข้อเสียของตนเอง  แต่ตัวเขาชอบรัฐกษัตริย์มากที่สุด  แต่ต้องเป็นรัฐกษัตริย์ที่ชอบธรรม  ที่กษัตริย์คารพกฎหมายธรรมชาติที่จรรโลงไว้ซึ่งเสรีภาพธรรมชาติ  และทรัพย์สินของผู้อยู่ใต้ปกครอง

          โบแด็ง  มีความเห็นแตกต่างจากพวกลัทธิเทวสิทธิที่อธิบายว่ากษัตริย์ได้อำนาจโดยตรงจากพระเจ้า  เขาเห็นว่ารากฐานของอำนาจการเมืองเป็นเรื่องของเหตุผลที่สอดคล้องกับเจตจำนงของพระเจ้า  ซึ่งเป็นผู้สร้างธรรมชาติและเหตุผลของมนุษย์  เขายังเห็นว่า  มนุษย์และสังคมมีลักษณะตามธรรมชาติสภาพแวดล้อมทางภูมิประวัติศาสตร์ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้  ดังนั้น  รัฐจึงมีหน้าที่ต้องปรับสถานภาพให้เข้ากับธรรมชาติของราษฎร  และปรับกฎหมายให้เข้ากับสภาพของสถานที่ตั้ง  บุคคล  และกาลเวลา

          อำนาจอธิปไตยของรัฐ  แม้จะเป็นอำนาจเด็ดขาดสูงสุด  ไม่ขึ้นต่ออำนาจอื่นใดแต่จะถูกกำจัดโดยกฎหมายธรรมชาติ (สิทธิคนทั่วไปควรได้รับ  เช่น สิทธิเสรีภาพทางร่างกายและทรัพย์สินส่วนบุคคล)  และกฎศีลธรรม

          ดังนั้นเขาจึงไม้สนับสนุนลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolutism)  แบบที่กษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาด  และยังเห็นว่า 

 

 

…………………………………………………….

 

 

นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยใหม่

 

          หมายถึงว่า นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยใหม่ มีแนวโน้มที่มองเห็นความจำเป็นของรัฐ ถึงแม้ว่ารัฐจะไม่ใช่สถาบันธรรมชาติของมนุษย์ แต่รัฐนั้นมีอำนาจจำกัดลง เพราะกำเนิดของรัฐเกิดจากข้อตกลงของราษฎร์ หรือปัจเจกบุคคลซึ่งเป็นอิสระตามสภาพธรรมชาติ หรือมีสิทธิบางอย่างโดยธรรมชาติ เมื่อตกลงกันโอนอำนาจตามธรรมชาติของตนให้คนเพียงคนเดียวหรือคนกลุ่มหนึ่ง เมื่อนั้นรัฐหรือสังคมจึงเกิดขึ้น แต่การตกลงของราษฎร์เกิดขึ้นเพราะราษฎร์เห็นประโยชน์จากการมีรัฐที่สามารถรักษาสิทธิ์ที่ตนมีโดยธรรมชาติดีกว่าไม่มีรัฐ นั่นคือ นักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ยึดถือทฤษฎีสัญญาประชาคม ( Social Contract ) ดังนั้น ถ้ารัฐหรือ

กลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจไม่สนองตามความต้องการของราษฎร์หรือประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์เรียกอำนาจคืนและโอนให้บุคคลอื่น ๆ ได้ ตัวอย่างของนักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยใหม่ คือ โธมัส ฮอบส์, จอห์น ล๊อค และรุสโซ

 

 

 

โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ค.ศ. ๑๕๘๘ – ๑๖๗๗)

 

          ฮอบส์เกิดเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๑๓๑ สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในวัยเพียง ๒๐ ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๙๑

          โทมัส ฮอบส์(Thomas Hobbes) นักปรัชญาคนสำคัญของอังกฤษ ผู้ค้นคิดทฤษฎีสัญญาประชาคมในช่วงคริสตศตวรรษที่ ๑๗ ซึ่งโลกตะวันตกยามนั้นเชื่อว่าอำนาจของผู้ปกครองเป็นโองการจากสวรรค์ชั้นฟ้า แต่ฮอบส์ยืนยันในทางตรงข้ามว่า “อำนาจนั้นมาจากการตกลงมอบให้โดยประชาชนผู้ถูกปกครอง”

          แม้ว่าสิทธิธรรมของประชาชน ในการขัดขืนอำนาจรัฐ จะมิได้อยู่ในความคิดของฮอบส์ (เชื่อกันว่าเจตนาของเขาคือ มุ่งใช้แนวคิดวัตถุนิยม สนับสนุนอาญาสิทธิ์ของกษัตริย์) แต่ฮอบส์ก็เป็นคนแรกที่สาธิตอย่างเป็นระบบว่า รัฐเป็นเพียงองค์กรเทียม (artificial organization) ที่มนุษย์รวมตัวกันสถาปนาขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในหมู่ตน เป้าหมายของการปกครอง จึงเป็นอื่นไปมิได้ นอกจากเพื่อจรรโลงสวัสดิภาพของปวงชน นี่คือจุดเริ่มต้นของกระแสความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ ที่สืบทอดไปสู่นักคิดหัวก้าวหน้ารุ่นหลัง นับจากจอห์น ล็อก และฌ็อง-ฌากส์ รุสโซ ผู้ “เหยียบบ่า” ของฮอบส์ขึ้นไปสู่ความคิดที่ว่า ถึงที่สุดแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิจะรวมตัวกัน ถอดถอนผู้ปกครองได้ ไปจนถึงคาร์ล มาร์กซ์ ผู้จัดวางขั้นตอนที่มุ่งสู่การสลายตัวของรัฐ เพื่อปลดปล่อยมนุษย์อย่างแท้จริง

          ฮอบส์มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับกาลิเลโอ นิวตัน และเดการ์ตส์ ขณะที่ปราชญ์สามคนหลังนี้ เพียรพยายามเข้าถึงความลับของจักรวาล ฮอบส์หันมาทุ่มเทสติปัญญาทั้งหมดของเขา แก่การไขปริศนาว่าด้วยมนุษย์ และสังคมด้วยสปิริตแบบวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน

 

ชีวิตนี้มีเพื่อคิด

          ฮอบส์เคยเล่าถึงเกร็ดชีวิตของเขาไว้ว่า เขาถือกำเนิดพร้อมกับฝาแฝดคนหนึ่งชื่อ “Fear” (ความกลัว) กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ค.ศ. ๑๕๘๘ มารดาได้คลอดเขาออกมาก่อนกำหนด เนื่องจากตระหนกกับข่าวกองทัพเรืออาร์มาดาของสเปน กำลังจะบุกมาโจมตีเกาะบริเตนใหญ่ นี่เป็นอารมณ์ขันแบบอังกฤษ เพราะอันที่จริงแล้ว เกร็ดอันฟังดูเหมือนไร้สาระนี้ พาดพิงไปถึงค็อนเส็ปต์เรื่อง “ความกลัว” (ในที่นี้คือ ความรักตัวกลัวตาย) ของมนุษย์ ซึ่งฮอบส์ใช้เป็นคำอธิบายกำเนิดของสังคม ในผลงานปรัชญาการเมืองของเขา อีกทั้งยังแฝงนัยถึงอุปนิสัยของตนเอง อันมีความประหม่าเป็นลักษณะเด่นอีกด้วย

          ฮอบส์เป็นผู้คงแก่เรียน เขาแตกฉานในภาษากรีก และละตินตั้งแต่ยังเด็ก และได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดก่อนถึงเกณฑ์อายุ โดยศึกษาในคณะโมดลินฮอลล์ (Magdalen Hall) ซึ่งปัจจุบันรวมอยู่ในคณะฮาร์ฟอร์ด (Hertford College) ของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ในบรรดาสรรพวิชาที่เขาศึกษา วิชาหลักคือ วรรณคดีกรีกและโรมัน เมื่อจบการศึกษาในปี ๑๖๐๘ ฮอบส์ได้เข้าทำงานกับตระกูลแคเวนดิช (Cavendish) ซึ่งมีบารมีและอิทธิพลสูงในสังคมอังกฤษ โดยทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือ แก่กุลบุตรในตระกูลนี้รุ่นแล้วรุ่นเล่า ไปตลอดชีวิตอันยาวนานถึง ๙๑ ปี 

          ช่วงที่ฮอบส์ศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น ตรงกับระยะที่ราชวงศ์สจ็วต (Stuart) ซึ่งมีพื้นเพจากสก็อตแลนด์ เริ่มเข้ามาปกครองอังกฤษ เหตุการณ์นี้ ส่งผลกระทบต่อการเมืองของประเทศอย่างมหาศาล เนื่องจากกษัตริย์ในราชวงศ์ดังกล่าว ทรงมุ่งมั่น ที่จะสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชขึ้นในอังกฤษ โดยอ้างอิงถึงความเชื่อเรื่องเทวสิทธิ์ (Divine Right) ของกษัตริย์ซึ่งแพร่หลายอยู่ในยุโรปภาคพื้นทวีป อันมีหลักการว่า กษัตริย์รับสนองโองการจากพระผู้เป็นเจ้า จึงทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทุกเรื่องเพียงผู้เดียว แนวคิดนี้ ขัดกับประเพณีการปกครองของอังกฤษที่มีมาช้านาน ซึ่งยึดหลักปฏิบัติว่า กษัตริย์ต้องบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมกับรัฐสภา (Parliament) อันประกอบด้วย กลุ่มตัวแทนของขุนนาง และของสามัญชนอย่างใกล้ชิด 

ความพยายามของกษัตริย์ในราชวงศ์สจ็วต ที่จะบรรลุเป้าหมายของพระองค์ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงอยู่เนือง ๆ ระหว่างฝ่ายนิยมกษัตริย์ กับฝ่ายนิยมรัฐสภา จนปะทุเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ ประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ (The English Civil War, ค.ศ. ๑๖๔๒-๑๖๔๙) สงครามสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐสภา ซึ่งได้ดำเนินการสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑ แห่งราชวงศ์สจ็วต แล้วต่อมาได้สถาปนา การปกครองในลักษณะสาธารณรัฐกึ่งเผด็จการขึ้น เป็นระยะเวลา ๑๐ ปี โดยมีโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) เป็นประมุข หลังจากนั้นได้มีการรื้อฟื้นราชวงศ์สจ็วตขึ้นมาใหม่ ซึ่งปกครองประเทศ จวบจนเข้าสู่ช่วงปลายศตวรรษ รัฐสภาจึงก่อการปฏิวัติ ด้วยการลักลอบไปอัญเชิญกษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์ มาแย่งชิงราชบัลลังก์จากราชวงศ์สจ็วต โดยเสนอเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่า กษัตริย์จะต้องยอมรับธรรมนูญปกครอง ที่ลดพระราชอำนาจลงอย่างมาก รวมทั้งเพิ่มอำนาจแก่รัฐสภา และให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้นตลอดระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ฮอบส์ปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ อยู่ในตระกูลแคเวนดิชในชนบทอันห่างไกล แต่เขาเฝ้าติดตามข่าวเหตุวิกฤตต่าง ๆ ของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด ประวัติศาสตร์การเมืองอันวุ่นวายของอังกฤษในศตวรรษที่ ๑๗ นี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ฮอบส์คิดใคร่ครวญ เกี่ยวกับธรรมชาติของการเมืองการปกครอง และสาวลึกต่อไปถึง ธรรมชาติของมนุษย์ เขาแสดงทัศนะทางวิชาการออกมา ในช่วงที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ดังนั้น แม้จะมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทั้งหลายโดยตรง เขาย่อมตกเป็นเป้าของการมุ่งร้ายหมายขวัญ จากหลายฝ่ายอยู่นั่นเอง ทว่าบารมีของตระกูลแคเวนดิชอันยิ่งใหญ่ ก็ช่วยคุ้มกันภัยให้ฮอบส์ได้ดีพอสมควร 

          ฮอบส์ดำเนินชีวิตอันราบเรียบ ตามแบบฉบับผู้อุทิศตนให้กับวิชาความรู้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงชีวิตการทำงาน เขาได้เดินทางไปพำนักในยุโรปภาคพื้นทวีปหลายครั้งด้วยกัน  และมักจะเป็นครั้งละนาน ๆ โดย ๓ ครั้งแรก (ค.ศ. ๑๖๑๐-๑๕, ๑๖๒๙-๓๐ และ ๑๖๓๔-๓๖) เป็นการพาลูกศิษย์ไปท่องเที่ยว และทัศนศึกษา และตัวเขาเอง ก็ถือโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับนักปราชญ์สำคัญ ๆ ของยุโรปมากหน้าหลายตา (ในการเยือนยุโรปครั้งที่ ๓ ฮอบส์ได้เดินทางไปเยี่ยมกาลิเลโอ ซึ่งถูกจองจำอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ตามประกาศิตของศาลศาสนาด้วย) การได้สัมผัสบรรยากาศทางภูมิปัญญาในภาคพื้นทวีป กระตุ้นให้เขาสนใจคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญ ให้เขาพัฒนาแนวคิดวัตถุนิยมทางการเมืองขึ้นมา ในช่วงระหว่าง ค.ศ. ๑๖๔๐-๕๑ ฮอบส์ได้หลีกหนีความขัดแย้งในอังกฤษ ไปพำนักอย่างยาวนานในกรุงปารีส ณ ที่นั้น เขาได้สร้างสายสัมพันธ์กับนักคิด ในสกุลเหตุผลนิยม (rationalism) ของฝรั่งเศส และยังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญคนหนึ่ง ของ เดการ์ตส์ (Descartes) เจ้าตำรับแนวคิดในสกุลดังกล่าวอีกด้วย 

          คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ของยุโรป ได้ชื่อว่าเป็นยุคแห่งการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (The Age of Scientific Revolution) อันสืบเนื่องจาก การตื่นตัวขนานใหญ่ของภูมิปัญญาทางโลก ซึ่งหลับใหลมายาวนาน ด้วยเสียงกล่อมของบทสวด แม้ยังธำรงไว้ซึ่งศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่นักคิดในโลกตะวันตก ก็เริ่มผละออกจากคำอธิบายสรรพสิ่ง ด้วยปัจจัยทางจิตวิญญาณ หรือเจตจำนงที่มาจากอำนาจเหนือธรรมชาติ พวกเขาหันมามองโลก และจักรวาล ว่าแท้จริงแล้วดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของวัตถุสสาร ซึ่งมนุษย์สามารถทำความเข้าใจได้ด้วย การสังเกตข้อเท็จจริง และการคิดด้วยเหตุผล ทัศนะเช่นนี้เรียกในทางปรัชญาว่า        “วัตถุนิยม” (materialism) ในชั้นแรกเริ่มนั้น ทัศนะดังกล่าวแสดงออกในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับจักรวาล โดยเฉพาะในด้านดาราศาสตร์ (คอเปอร์นิคัส, เคปเลอร์, กาลิเลโอ) ต่อมาจึงขยายมาสู่สรรพวัตถุในโลกของเรา ดังที่ปรากฏในงานบุกเบิกด้านฟิสิกส์ (นิวตัน, เดการ์ตส์) ส่วนฮอบส์นับเป็นคนแรก ที่นำทัศนะแบบวัตถุนิยม มาใช้ทำความเข้าใจมนุษย์และสังคม พร้อมไปกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ   ในสายตาของคนปัจจุบันอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรัชญาการเมืองของฮอบส์ มีความเป็นอนุรักษนิยม (conservatism) สูงมาก งานวิชาการชิ้นแรกของเขา ซึ่งตีพิมพ์ในปี ๑๖๒๙ คือ ผลงานแปลหนังสือ ว่าด้วยสงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา เรื่อง The Peloponnesian War (สงครามแห่งเพโลพอนนีซัส) ของทูซีดิดิส (Thucydides) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ เป็นที่ทราบกันดีว่าหนังสือเล่มนี้ แฝงการวิพากษ์ระบอบประชาธิปไตย ในยุคทองของเอเธนส์ เมื่อหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล ว่าเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะผลประโยชน์แอบแฝง และการแก่งแย่งกัน ใช้คารมเล่นลิ้นหลอกลวงฝูงชน จนในที่สุดระบอบดังกล่าว ก็นำสังคมเอเธนส์ไปสู่ความหายนะ 

          หลังจากนี้ ผลงานค้นคว้าและข้อคิดเห็นของฮอบส์ ในเรื่องต่าง ๆ จะทยอยปรากฏออกมาอย่างไม่ขาดระยะ มีทั้งหนังสือด้านคณิตศาสตร์ เรขาคณิต ตลอดจนฟิสิกส์ (เช่น Tractatus Opticus หรือ ตำราวิชาแสง) และแน่นอนที่สุด ข้อเขียนอันมากมายด้านปรัชญาการเมือง เล่มที่เด่นเล่มแรกคือ Elements of Law (พื้นฐานกฎหมาย) ซึ่งในปี ๑๖๔๐ ฮอบส์พิมพ์แจกจ่ายในวงแคบ (และพิมพ์เผยแพร่อย่างจริงจัง ๑๐ ปีต่อมา) ตามด้วย De Cive (ว่าด้วยพลเมือง) ทว่าผลงานชิ้นเอกที่ถือกันว่าสมบูรณ์ที่สุด ก่อให้เกิดปฏิกิริยาร่วมสมัยรุนแรงที่สุด และทำให้ชื่อของฮอบส์ ติดอยู่ในความทรงจำของนักคิดรุ่นต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบันคือ Leviathan (ลีวายอะทัน) ซึ่งตีพิมพ์ในปี ๑๖๕๑ ต่อจากนี้ไป ความคิดของฮอบส์ ก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องของการเมืองการปกครอง จนกระทั่งเข้าสู่บั้นปลายของชีวิต เขาจึงได้หวนกลับมาทำงานประเภทที่ยังความเจริญใจให้แก่เขามาก่อน นั่นคือ การแปลหนังสือโบราณ คราวนี้เขาแปล Odyssey (พิมพ์ปี ๑๖๗๓) และ Illiad (พิมพ์ปี ๑๖๗๖) ซึ่งถือเป็นสุดยอดวรรณกรรมอมตะของโฮเมอร์ ในปี ๑๖๗๙ ฮอบส์ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบในวัย ๙๑ ปี ีทิ้งผลงานไว้เป็นมรดกแก่โลกทั้งสิ้น ๔๒ เล่ม

 

ธรรมชาติมนุษย์ สัญญาประชาคม และอำนาจปกครอง

          หัวใจของหนังสือเรื่อง ลีวายอะทัน อยู่ที่การเสนอแนวคิดว่าด้วย “สัญญาประชาคม” (social contract)(คลิกอ่านเชิงอรรถ ๒) เพื่อตอบคำถามว่าสังคมมนุษย์ และรัฐก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร อันที่จริง ศาสนจักรและอาณาจักรในสมัยนั้น มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับคำถามนี้แล้วว่า สังคมเกิดจากการสถาปนาโดยองค์พระผู้สร้าง ซึ่งประทานอำนาจของพระองค์แก่กษัตริย์ เพื่อให้ปกครองมนุษย์ แต่ฮอบส์ซึ่งไม่พอใจกับคำตอบแนวจิตนิยมนี้ ต้องการค้นหาคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ เขาจึงต้องเริ่มต้นด้วย การพิจารณาธรรมชาติของมนุษย์อย่างถ้วนถี่    เช่นเดียวกับนักคิดในแนววัตถุนิยมหลายคนในยุคนั้น ฮอบส์มองสรรพสิ่งในโลกว่า ล้วนดำเนินไปตามกลไกที่อาศัยแรงขับเคลื่อน (movement) ทางกายภาพ ซึ่งตัวมนุษย์ก็อยู่ในข่ายของกฎสากลดังกล่าว และมิใช่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับร่างกาย (แรงขับเคลื่อนจากการไหลเวียนของโลหิต) แต่ยังรวมถึงส่วนที่เรียกว่า “จิตใจ” (mind) อีกด้วย สำหรับฮอบส์ การรับรู้ด้วยผัสสะ และอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เป็นการตอบสนองด้วยแรงขับเคลื่อนภายใน ต่อแรงกระทำจากภายนอก แรงขับเคลื่อนภายในนี้ ส่งทอดต่อไปยังสมอง ก่อเกิดเป็นความคิด (idea) และทิ้งร่องรอยไว้เป็นภาพ (image) ในความทรงจำ สิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความนึกคิด (thought) ความปรารถนา (desire) หรือเจตจำนง (will) จึงมิใช่อะไรอื่น นอกจากแรงขับเคลื่อนในสมองล้วน ๆ แรงขับเคลื่อนดังกล่าวนี้เอง ที่ไปกระตุ้นให้เกิดอากัปกิริยา การกระทำ และคำพูดต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีความพึงพอใจส่วนตนเป็นเป้าหมาย    ในความพยายามของฮอบส์ที่จะเข้าใจถึงธาตุแท้ของมนุษย์ ในขั้นต่อไปนั้น เขาได้ตั้งสมมุติฐานถึงสิ่งที่เรียกว่า “สภาพธรรมชาติ” (state of nature) ขึ้นมา ซึ่งหมายถึงสภาพที่เผ่าพันธุ์มนุษย์เคยดำรงอยู่ ก่อนหน้าที่จะมีการก่อตั้งสังคมใดๆ ขึ้น แม้ว่าภาวะดังกล่าว หากเคยมีอยู่จริง จะเป็นสิ่งที่เราไม่มีวันล่วงรู้ได้อีกแล้วก็ตาม แต่จินตนาการทางทฤษฎีนี้ ก็จำเป็นต่อการคิดพิจารณาว่า ถ้าปราศจากอารยธรรม มนุษย์จะอยู่ในสภาวะเช่นไร (จะว่าไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นถึงกับต้องสาวย้อนไปสู่สภาพธรรมชาติ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปอย่างของฮอบส์ เพียงเราพินิจดูมนุษย์ใน “สภาพอารยะ” ดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ก็น่าจะได้ภาพที่ใกล้เคียงกันไม่น้อย) จากการสันนิษฐานดังกล่าว ฮอบส์พบว่ามนุษย์ในสภาพธรรมชาติ มิใช่สิ่งที่โสภาน่าชื่นชม หากกล่าวเปรียบด้วยภาษาแบบปัจจุบัน มนุษย์ก็เป็นเหมือนหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้มุ่งแสวงหาความพึงพอใจใส่ตนอย่างไม่มีขีดจำกัด มนุษย์จึงเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ต่างคนต่างมุ่งเอาเปรียบผู้อื่น บังคับให้ผู้อื่นทำตามใจตน และถือเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ในสภาพธรรมชาติ ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ จึงแสดงออกมาอย่างเต็มที่ ดังฮอบส์กล่าวว่า    “หากมนุษย์สองคนปรารถนาในสิ่งเดียวกัน ซึ่งไม่มีวิธีใดที่เขาทั้งสองจะแบ่งปันกันได้ เขาก็ย่อมกลายเป็นศัตรูกัน และในอันที่จะบรรลุเป้าหมายของแต่ละคน ซึ่งได้แก่การธำรงรักษาตน (their own conservation) เป็นหลัก และบางครั้งเพียงเพื่อความสุขสมอารมณ์หมายของตน (their delectation only) ทั้งคู่ก็จะเพียรพยายามทำลายล้าง หรือสยบซึ่งกันและกัน” (ข้อความแปลทั้งหมดในบทความนี้ ผู้เขียนแปลจาก Leviathan ฉบับของสำนักพิมพ์ Basil Blackwell, Oxford ไม่ระบุปีพิมพ์ มีแจ้งเพียงว่าได้แก้ไขข้อผิดพลาดทั้งหมดในฉบับพิมพ์ปี ๑๖๕๑ แล้ว)   ตามตรรกะของป่าดงดิบนี้ ย่อมไม่มีการแบ่งแยกใด ๆ ทั้งสิ้นว่าอะไรถูก อะไรผิด สิ่งใดเป็นธรรม สิ่งใดไม่เป็นธรรม หรือหากแม้นว่ามีการแยกแยะดังกล่าว ก็คงไม่มีเกณฑ์ที่ใช้เป็นมาตรฐานร่วมกันได้เลย ทั้งนี้เพราะ   “ตราบใดที่มนุษย์ยังดำรงอยู่ในสภาพธรรมชาติอย่างแท้จริง (ซึ่งก็คือภาวะการมุ่งทำลายล้างกัน) เขาก็จะใช้ความปรารถนาเฉพาะตนของเขา เป็นมาตรวัดว่าอะไรดี อะไรเลว”   การยึดเอาตนเองเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ เป็นเหตุให้เกิดการพิพาทกันในทุกๆ เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ และศักดิ์ศรี มนุษย์จะใช้กำลังแก่งแย่งชิงดี และเบียดเบียนกันอยู่ตลอดเวลา จนหาความสงบสุขมิได้ ความขัดแย้งอันไม่มีที่ยุติดังกล่าว จึงเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความหายนะของทุกคนร่วมกัน กล่าวคือ   “หากพฤติกรรมของมนุษย์ถูกชี้นำด้วยความคิดเห็นส่วนตน และความปรารถนาส่วนตนเพียงถ่ายเดียว พวกเขาจะไม่มีทางปกป้องคุ้มครองตนเอง จากศัตรูภายนอก หรือจากการเบียดเบียนกันเองได้เลย”   ในภาวะมิคสัญญีที่ “มนุษย์กลายเป็นหมาป่าสำหรับมนุษย์ด้วยกัน” (Homo homini lupus) นี้ มีเพียง “ความรักตัวกลัวตาย” (fear of death) เท่านั้น ที่ทำให้มนุษย์ได้คิด สำหรับฮอบส์แล้ว มนุษย์มิได้ต่างจากสัตว์ในแง่ที่มีจิตใจประเสริฐกว่า หากแต่มนุษย์เป็นจักรกลที่รู้จักคำนวณผลได้ผลเสีย จากการกระทำต่างๆ ของตน  นั่นคือ รู้จักคิดด้วยเหตุผลมากกว่าสัตว์อื่น มนุษย์จึงเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะแสวงหาสันติภาพร่วมกัน มากกว่าที่จะเบียดเบียน ทำลายล้างกันอยู่เช่นนี้ ในความคิดดังกล่าว ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก็ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม แต่เปลี่ยนเป็น “ความเห็นแก่ตัวแบบยั่งยืน” เพราะกำกับไว้ด้วยสติปัญญา มิใช่เห็นแก่ตัวอย่างโง่เขลา เอาแต่ได้ จนในที่สุดไม่มีใครได้อะไรเลยอย่างแต่ก่อน

          ฮอบส์เชื่อว่าทางออกของปัญหาที่มนุษย์ค้นพบคือ การตกลงกันมอบอำนาจแก่คนกลาง ให้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่างๆ และจัดระบบระเบียบของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดสินใจก้าวออกจากสภาพธรรมชาติ มาสู่การก่อตั้งสังคมขึ้น ดังที่ฮอบส์กล่าวว่า

          “วิธีการเดียวที่จะสถาปนาอำนาจหนึ่งเดียวร่วมกัน (commom power) ในอันที่จะปกป้องพวกเขา จากการรุกรานของคนภายนอก และจากการเบียดเบียนกันเองภายใน และในอันที่จะประกันว่า พวกเขาจะสามารถประกอบสัมมาชีพ และเก็บเกี่ยวพืชผลจากแผ่นดิน เพื่อดำรงชีวิตอย่างพึงพอใจได้ ก็คือ มอบอำนาจ และกำลังทั้งหมดของแต่ละคน ให้แก่บุคคลเพียงคนเดียว (one man) หรือกลุ่มคนคณะเดียว (one assembly of men) ผู้จะสามารถลดทอนเจตจำนงอันหลากหลายของผู้คน ให้เหลือเพียงเจตจำนงหนึ่งเดียว (one will)” 

          บุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากทุกคน ดังที่กล่าวมาก็คือ ผู้ปกครอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อธิปัตย์ (sovereign) ซึ่งจะทำหน้าที่หลักในการวางกฎระเบียบ เพื่อแยกแยะว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด และบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านั้น โดยมีอำนาจลงโทษผู้ฝ่าฝืน รวมทั้งวางนโยบายสำหรับกิจกรรมต่างๆ ของส่วนรวม สิ่งที่มนุษย์ได้รับตอบแทน จากการสละ “อำนาจ และกำลัง” ของตนให้แก่อธิบัตย์คือ ประชาสังคม (civil society) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สหไพบูลย์ (commonwealth) ซึ่งฮอบส์เชื่อว่าจะเป็นภาวะที่ช่วยบรรเทาการพิพาท ประกันความสงบสุข และพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น สำหรับรูปแบบของสหไพบูลย์นี้ ก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วนระหว่างผู้ปกครอง กับผู้ถูกปกครอง ดังฮอบส์ได้แบ่งไว้ง่าย ๆ ดังนี้

          “เมื่ออธิปัตย์เป็นบุคคลคนเดียว สหไพบูลย์จะเป็นระบอบราชาธิปไตย (monarchy) เมื่ออธิปัตย์คือ ที่ประชุมของทุกคนที่มารวมกัน จะเป็นระบอบประชาธิปไตย (democracy) หรือสหไพบูลย์ปวงชน (popular commonwealth) หากอธิปัตย์ประกอบด้วยสมาชิกบางส่วนของสหไพบูลย์ ก็จะเป็นระบอบอภิชนาธิปไตย (aristocracy)”  แต่ไม่ว่าสหไพบูลย์จะเป็นรูปแบบใด (ตัวฮอบส์นั้นแสดงความพอใจ ในระบอบราชาธิปไตยมากที่สุด) เขาก็เน้นย้ำอย่างมากว่า อำนาจปกครองของอธิปัตย์มีที่มาจากการตกลงทำสัญญากันเอง ระหว่างผู้อยู่ใต้ปกครอง มิได้มาจากมหิทธานุภาพเหนือธรรมชาติใด ๆ ทั้งสิ้น ดังเขาบรรยายรายละเอียดของการทำสัญญาว่า   “การกระทำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการตกลงยินยอม (consent) แต่เป็นการหลอมรวมทุกคนไว้เป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง (a real unity of them all) ด้วยการที่ ทุกคนทำสัญญา (covenant) ต่อกัน เสมือนหนึ่งทุกคนกล่าวแก่ทุกคนว่า ‘ข้าพเจ้าได้ยินยอมมอบสิทธิในการปกครองตนเอง ให้แก่บุคคลผู้นี้ หรือแก่บุคคลคณะนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า ท่านเองก็ต้องยินยอมมอบสิทธิของท่านแก่เขาเช่นกัน’ ” 

          นี่คือการยืนยันว่า อำนาจปกครองเป็นผลผลิตของมนุษย์ รัฐเป็นองค์กรเทียม ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากการตกลงร่วมกัน คำยืนยันนี้ดูเหมือนสามารถส่งผลสืบเนื่องต่อไปได้อีก ในหลายทิศทาง แต่ฮอบส์กลับเลือกใช้ตรรกะที่จะดึงข้อสรุปในขั้นต่อไปว่า แหล่งกำเนิดจากเบื้องล่างของอำนาจปกครองนี้เอง เป็นปัจจัยสนับสนุนให้อำนาจดังกล่าวสมบูรณ์เด็ดขาด(เพราะมีความชอบธรรม เสียยิ่งกว่าอำนาจที่มาจากเทวโองการ) ดังนั้น “ผู้ใต้ปกครองจะต้องเคารพเชื่อฟังอธิปัตย์ในทุกๆ สิ่ง โดยมีเงื่อนไขว่า การเคารพเชื่อฟังนั้น ไม่ขัดกับกฎของพระผู้เป็นเจ้า” และต่อข้อโต้แย้งที่อาจจะเกิดขึ้น (ดังที่ผู้เขียนบทความเอง ก็คิดโต้แย้งทฤษฎีสัญญาประชาคมทุกรูปแบบมาโดยตลอด) ในทำนองว่า เมื่อตอนเราลืมตาขึ้นมาดูโลกในสังคม เรามิได้ไปทำสัญญาตกลงกับผู้ใด ว่าจะยอมรับอำนาจของอธิปัตย์ หรือแม้เมื่อบรรลุนิติภาวะ ก็มิได้รับการสอบถามความสมัครใจใด ๆ ต่อข้อโต้แย้งที่ว่ามานี้ ฮอบส์ก็ได้เตรียมคำตอบเอาไว้แล้วว่า “หากบุคคลผู้นั้นใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองของอธิปัตย์อย่างเปิดเผย ถือได้ว่าเขายอมรับเงื่อนไข ของการถูกปกครองนั้น” ซึ่งในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนบทความนี้ เห็นว่า เป็นการอนุมานที่หละหลวมอยู่มากทีเดียว อันที่จริงแล้ว ในสายตาของฮอบส์ สถานะของอธิปัตย์ซึ่งมาจากสัญญาประชาคมก็คือ มรรตัยเทพ (mortal god) ผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ และฮอบส์ยังนำเอาชื่อของปลายักษ์เจ้าสมุทร ในตำนานของพวกฟีนิเชียน ตามที่ปรากฏใน       พระคัมภีร์ไบเบิล นั่นคือ Leviathan มาใช้เรียกอธิปัตย์อีกด้วย การที่ฮอบส์เสนออำนาจเด็ดขาดให้แก่อธิปัตย์นั้น น่าจะเกิดจากทัศนะมองมนุษย์ในแง่ร้ายอย่างสุดขั้ว กล่าวคือ เขาไม่เชื่อถือในความมุ่งมั่นจริงจังของมนุษย์ ที่มาทำสัญญากัน ความโลเลอาจทำให้มนุษย์ผิดสัญญาได้ทุกเมื่อ ดังที่ฮอบส์กล่าวว่า “สัญญาที่ไม่มีคมดาบคอยกำกับ ก็เป็นเพียงลมปาก” (Covenants, without the Sword, are but words.)     เราลองมาดูกันว่า ฮอบส์เสนออำนาจล้นฟ้าแก่อธิปัตย์อย่างไร 

          “เนื่องจากเป้าหมายของสถาบันดังกล่าวคือ ความสงบสุข และความปลอดภัยของทุกคน และเนื่องจากผู้มีสิทธิธรรมในเป้าหมายดังกล่าว (right to the end) ย่อมต้องมีสิทธิธรรมในวิถีทาง (right to the means) ที่จะใช้ให้บรรลุเป้าหมายด้วย ดังนั้น บุคคล หรือคณะบุคคลที่ถืออำนาจปกครองอยู่ ย่อมมีอำนาจตัดสินใจว่า จะใช้วิธีการใด เพื่อสร้างความสงบสุข และปลอดภัย และเพื่อขจัดอุปสรรค และภยันตรายทั้งปวง และย่อมสามารถกระทำสิ่งใดก็ตาม ที่เขาคิดว่าจำเป็นต้องกระทำเพื่อการดังกล่าวได้”  พอจะเห็นได้ว่า ณ จุดนี้ ทฤษฎีของฮอบส์ เบนออกจากการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ไปสู่การแสดงทัศนะส่วนตัวทางการเมืองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตรรกะเกี่ยวกับ “เป้าหมาย” และ “วิธีการ” ที่ฮอบส์ใช้ดึงข้อสรุปออกมานั้น ทำให้เราแว่วยินสำเนียงแบบอำนาจนิยม เหมือนในประโยคอันโด่งดังของมาเคียเวลลี (Machiavelli) นักคิดในยุคเรอเนสซองซ์ ที่ว่า “เป้าหมายย่อมให้ความชอบธรรมแก่วิธีการที่ใช้” (The end justifies the means) ซึ่งปรากฏในตำราการปกครอง อันเป็นที่นิยมในหมู่กษัตริย์แนวสมบูรณาญาสิทธิราช ในยุโรปภาคพื้นทวีปมาจนถึงเผด็จการยุคปัจจุบัน  หนังสือเรื่อง ลีวายอะทัน ของฮอบส์นี้ตีพิมพ์ออกมาในปี ๑๖๕๑ ซึ่งต้องนับว่าผิดกาละเทศะเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเมืองอังกฤษขณะนั้น อยู่ในช่วงวิกฤตสุดขีด นั่นคือ การสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑ แห่งราชวงศ์สจ็วตเพิ่งจะผ่านพ้นไป และฝ่ายรัฐสภาที่ได้รับชัยชนะ ในสงครามกลางเมืองอังกฤษ ก็ได้ยึดอำนาจปกครองประเทศ ฝ่ายรัฐสภาจึงไม่สนใจมองเจตนา ต่อต้านทฤษฎีเทวสิทธิราช ที่อยู่ในหนังสือ หากสนใจแต่เพียงส่วนที่สนับสนุนอำนาจกษัตริย์ ส่วนฝ่ายของกษัตริย์ก็ไม่นิยมชมชอบฮอบส์ เพราะถือว่านักปราชญ์ผู้นี้ มาบ่อนเซาะอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายตน ด้วยแนวคิดแบบวัตถุนิยม ฮอบส์จึงตกอยู่ในสถานการณ์ “หว่างเขาควาย” อย่างช่วยไม่ได้ และผู้อ่านในสมัยของเขาย่อมอดไม่ได้ ที่จะอ่านหนังสือของเขาด้วยอคติ ตราบจนวิกฤตต่าง ๆ ผ่านพ้นไปแล้ว คุณค่าทางวิชาการของหนังสือนี้ ในแง่ที่เป็นแรงกระตุ้นให้คิดต่อ (ไม่ว่าจะต่อเติมหรือต่อต้าน) จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น    สำหรับการสานต่อแนวคิดเรื่องสัญญาประชาคมของฮอบส์นั้น กรณีที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ รุสโซ (Rousseau) ซึ่งนำงานของฮอบส์มาคิดต่อได้อย่างมีสีสันเร้าใจ จนคนทั้งหลายมักเข้าใจกันไปว่า เขาเป็นต้นคิดเรื่องสัญญาประชาคมเสียเอง

          รุสโซยืนยันคล้ายคลึงกับฮอบส์ว่า สังคมมนุษย์เกิดขึ้นจากการทำสัญญาตกลงร่วมกัน ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ทว่ารุสโซมองการเปลี่ยนสภาพของมนุษย์ จากเหตุการณ์ดังกล่าวในทิศทางกลับกันกับ ฮอบส์ กล่าวคือ สำหรับรุสโซ ความชั่วร้ายต่าง ๆ นานาของมนุษย์นั้น เกิดขึ้นภายหลังสัญญาประชาคม และเป็นผลโดยตรง จากการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันในสังคมนั่นเอง รุสโซจินตนาการกลับด้านกับฮอบส์ว่า ในสภาพธรรมชาติ มนุษย์จะมีอุปนิสัยเรียบง่าย สมถะ รักสงบ แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกัน ตรรกะของสังคม จะสอนให้มนุษย์แก่งแย่งชิงดี และเอารัดเอาเปรียบกัน    สิ่งที่ทำให้เราต้องยอมรับว่า รุสโซก้าวหน้ากว่าฮอบส์ก็คือ รุสโซถือว่าการทำสัญญาประชาคมครั้งที่ผ่านมานั้น เป็นความผิดพลาด เนื่องเพราะเป็นการทำสัญญาระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง และยังเป็นการมอบอำนาจให้แก่อธิปัตย์อย่างถาวร ชนิดที่เรียกคืนไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความเลวร้ายในสังคมอย่างที่เราเห็น ๆ กัน รุสโซจึงเสนอให้มนุษย์กลับไปทำสัญญาประชาคมกันใหม่ โดยในคราวนี้ มนุษย์จะต้องทำสัญญามิใช่ระหว่างกันเอง หากแต่ละคนจะต้องทำสัญญากับ “เจตจำนงร่วมกัน” (general will) ซึ่งทอนมาจากเจตจำนงของแต่ละคน เพื่อให้คนทั้งหมดมีสถานะ เป็นทั้งผู้ถูกปกครอง และผู้ปกครองพร้อมกันไป ระบบของรุสโซจึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เมื่อมีเหตุอันควร ผู้ถูกปกครองย่อมมีสิทธิโต้แย้งอำนาจปกครอง (ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นของตนเอง) ได้  แม้ผู้เขียนบทความนี้จะไม่เคยเชื่อว่า รัฐเกิดขึ้นจากการตกลงกันอย่างยินยอมพร้อมใจของผู้คน และค่อนข้างคล้อยตามคาร์ล มาร์กซ์ว่า รัฐเกิดจากการที่คนกลุ่มน้อย คิดค้นวิธีการที่จะมอมเมา และเอาเปรียบคนกลุ่มใหญ่ เพื่อประโยชน์ของตนเสียมากกว่า แต่ผู้เขียนก็เห็นว่า แนวคิดเรื่องสัญญาประชาคมเป็นจินตนาการทางทฤษฎี ที่น่าสนใจในเชิงภูมิปัญญา และในทางปฏิบัติ ภาพมายาทางความคิดนี้ ก็อาจจุดประกาย ให้แวบเห็นทางออกจากวังวนของปัญหา การเมืองสมัยใหม่ได้บ้าง แม้จะเห็นอย่างสลัวรางก็ตามที

 

 

แนวคิดเกี่ยวกับการเมือง  ฮอบส์มีแนวคิดดังนี้

          ๑.     ในสภาวะธรรมชาติสังคมมนุษย์ไม่มีกฎเกณฑ์ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ มีอิสระเต็มที่ และมีความเท่าเทียมกันภายในธรรมชาติ แต่ภายในสภาวะธรรมชาตินั้นให้มนุษย์ดิ้นรนต่อสู้ เพราะธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลง มีภัยพิบัติ อุทกภัย ความแห้งแล้ง ทรัพยากรมีน้อย มนุษย์ต้องแย่งชิง รบราฆ่าฟัน ต้องอยู่ภายใต้สภาพที่โหดร้าย

          ๒.  มนุษย์ต้องมีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและแร้นแค้น ทุกข์ยากและอายุสั้น

          ๓.  มนุษย์ต้องการความปลอดภัย

          ๔.  เนื่องจากมนุษย์มีเหตุผลจึงแสวงหาความปลอดภัยด้วยการทำ “สัญญาประชาคม” ร่วมกัน

          ๕.  ประชาชนมอบสิทธิตามธรรมชาติให้แก่ “องค์อธิปัตย์” (Leviathan) หมายถึงกษัตริย์หรือผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุด

          ๖.  องค์อธิปัตย์เป็นผู้ทรงอำนาจอธิปไตยแต่เพียงผู้เดียว เพื่อจะได้อำนาจนั้นในการปกป้องให้ประชาชนปลอดภัย 

          ๗.  ประชาชนทำสัญญากับประชาชนและมอบอำนาจให้กับองค์อธิปัตย์ ประชาชนมิได้ทำสัญญากับองค์อธิปัตย์ 

          ๘.  ประชาชน ไม่มีสิทธิ์โค่นล้มองค์อธิปัตย์ ตราบเท่าที่องค์อธิปัตย์ใช้อำนาจเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน

          ๙.  ในกรณีที่องค์อธิปัตย์มิได้ใช้อำนาจเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน ให้ประชาชนโค่นล้มอำนาจได้

 

          ฮอบส์  สรุปว่าอำนาจสูงสุดยังคงเป็นของปวงชน ถ้าผู้ปกครองนั้นไม่ได้ใช้อำนาจในการรักษาความปลอดภัยกับปวงชน กล่าวคือเมื่อใดผู้ปกครองเปลี่ยนสภาพจากราชาปราชญ์ เป็นทรราชย์ ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง ให้ประชาชนลุกขึ้นมาโค่นล้มองค์อธิปัตย์ได้ แต่ในความเป็นจริง หากองค์อธิปัตย์เปลี่ยนจากราชาปราชญ์ เป็นทรราชย์ ย่อมต้องมีกองกำลังไว้ปกป้องตัวเองจำนวนมาก และเป็นการยากที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาต่อต้านด้วยมือเปล่าได้ ดังนั้นแนวคิดของฮอบส์ จึงยังไม่ชัดเจนหลายประการ

 

 

 

……………………………………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จอห์น  ล๊อค (John  Locke, ค.ศ.๑๖๓๒ – ๑๗๐๔ )

 

          ชาวอังกฤษ นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่อง Trust ซึ่งมีอิทธิพลต่อหลักการของระบอบประชาธิปไตยมาก และถูกนำไปใช้ในคำประกาศเอกราชหรือหลักการปกครองของสหรัฐฯ เรียกว่า Pure Locke เพราะได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ Locke มาก มีแนวความคิดที่สำคัญ ดังนี้

          ๑.  สภาวะธรรมชาติ เป็นสภาวะทางธรรมชาติโดยสมบูรณ์ เป็นสภาวะแห่งความเสมอภาค เพราะไม่มีกฎเกณฑ์ หรือกติกาที่จะมากำหนด หรือจำกัดเสรีภาพ

          ๒.  สภาวะธรรมชาติ  มีข้อบกพร่อง  ๓  ประการ คือ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีตุลาการ ไม่มีอำนาจบริหาร

          ๓.  มนุษย์ต้องได้รับความยุติธรรมในการใช้สิทธิทางธรรมชาติ Locke จึงเสนอให้ประชาชนทำสัญญาประชาคมร่วมกัน

          ๔.  โดยยอมสละเสรีภาพทางธรรมชาติบางประการ เพื่อสร้างประชาคมการเมืองที่สามารถใช้กฎหมายคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนอย่างเสมอภาค

          ๕.  ประชาคมการเมืองที่ตั้งขึ้น มีลักษณะเหมือน “ทรัสต์“ หรือบริษัทผู้ถือหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นมีอำนาจถอดถอนผู้บริหารชุดนี้ออกได้ และเลือกตั้งชุดใหม่เข้าไปบริหารแทนด้วยหลักการนี้ ให้ประชาคมการเมืองมีลักษณะเหมือน Trust คือ ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ปกครองโดยแบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งแต่ละเขตเป็นผู้เลือกผู้แทนเข้ามา และแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยทั้ง ๓ ฝ่ายเป็นอิสระจากกัน และให้นิติบัญญัติมีอำนาจสูงสุด (Supreme Power) ฝ่ายบริหาร ต้อง บริหารตามที่กฎหมายกำหนด

 

สิ่งที่ควรรู้ :   *

 

          ๖.  Locke แยกให้เห็นว่ารัฐเป็นเป็นเรื่องส่วนรวม และศาสนาเป็นเรื่องส่วนบุคคล ในอดีตยุคหนึ่งของตะวันตกศาสนจักรยิ่งใหญ่มาก ใครจะเป็นกษัตริย์ต้องได้รับความเห็นชอบจากศาสนจักร Locke เห็นว่าทั้งศาสนจักร และอาณาจักรไม่ควรแทรกแซงกันและกัน ศาสนาเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล แต่ในเรื่องของรัฐหรือการเมืองนั้น Locke เห็นว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น ประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วม

         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รุสโซ (ค.ศ.๑๗๑๒-๑๗๗๘) Jean Jacgues Rousseau

 

          ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาในเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เป็นนักปราชญ์ที่เขียนเรื่อง Social Contract ที่โด่งดังมาก และมีแนวความคิดที่สำคัญ ดังนี้

          ๑.  มนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ (Man is born free) แต่โดยธรรมชาติมนุษย์มีความแตกต่าง จึงต้องมาดูว่าทำอย่างไรจึงจะมีเสรีภาพโดยเท่าเทียมกัน

          ๒.  ธรรมของผู้มีอำนาจ อำนาจย่อมไม่ก่อให้เกิดธรรม ยกเว้นผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจโดยชอบธรรมเท่านั้น

          ๓.  การเป็นทาส (Slavery)  ผู้ใดยอมรับความเป็นทาสผู้นั้นเห็นว่าทาสไม่ใช่มนุษย์ เพราะทาสไม่มีเสรีภาพ 

          ๔.  สัญญาประชาคม รุสโซเสนอให้ประชาชน ทำสัญญาประชาคมร่วมกัน เพื่อสร้างประชาคมการเมืองขึ้น และใช้เป็นหลักประกันให้ประชาชนมีเสรีภาพเท่าเทียมกัน

          ๕.  ผู้ทรงอำนาจอธิปไตย (The Sovereign) ประชาชนประชุมร่วมกันในฐานะผู้ทรงอำนาจอธิปไตยเพื่อทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ด้วยหลักการที่ว่าชนชั้นใดบัญญัติกฎหมายก็เพื่อประโยชน์ประชาชนนั้น     รุสโซไม่เห็นด้วยกับการโอนอำนาจไปให้ผู้หนึ่งผู้ใด เพราะเห็นว่าอำนาจอธิไตยควรเป็นของประชาชนเท่านั้น

          ๖.  ประชาชนทำหน้าที่เป็นพลเมืองในการปฏิบัติตามกฎหมาย

          ๗.  เจตจำนงทั่วไป (The General Will) ในฐานะผู้ทรงอำนาจอธิปไตย ประชาชนจะต้องบัญญัติกฎหมาย ให้ตอบสนองเจตจำนงทั่วไปของประชาชน ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย

          ๘.  การเลือกผู้แทนราษฎร รุสโซเห็นว่า การเลือกผู้แทนราษฎร คือ จุดเริ่มต้นของอวสานแห่งเสรีภาพของเสรีชน รุสโซไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งผู้แทน เพราะในไม่ช้าตัวแทนจะช่วงชิงอำนาจไปจากประชาชน ในสแกนดิเนเวีย ประชาชนเห็นว่าป่าไม้ควรถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ โดยมีเงื่อนไขว่าใช้แล้วต้องไม่ให้เกิดความสูญเสีย มีมาตรการปลูกทดแทนที่เข็มงวดและมีประสิทธิภาพสูงมาก ไม่เหมือนประเทศไทย ที่มีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้

 

 

 

 

 

 

มองเตสกิเออ  (ค.ศ. ๑๖๘๙ – ๑๗๕๕)  Montesquieu

 

          นักกฎหมายและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส  ผู้เป็นต้นตำรับของ ทฤษฎี การแบ่งอำนาจและคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหาร  และฝ่ายตุลาการ  เพื่อมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป  ซึ่งจะนำไปสู่การใช้อำนาจแบบกดขี่ได้

          มองเตสกิเออ  เป็นลูกขุนนาง  ได้เรียนวิชาคลาสสิกและวิชากฎหมาย  และจบมาทำงานเป็นผู้พิพากษา  แต่เป็นคนชอบการอ่านและการเขียนและท่องเที่ยวหาความรู้  เขาเขียนหนังสือเชิงสารคดี  และประวัติศาสตริมาก่อนที่จะเขียนหนังสือขนาดมหึมาเรื่อง  เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย  ซึ่งจริงแล้วเป็นการวิเคราะห์เรื่องการเมืองการปกครองมากกว่า

          หนังสือเล่มนี้ออกมาในปี ๑๗๔๘  และเป็นหนังสือที่นิยมอ่านกันอย่างแพร่หลาย  แปลออกมาหลายภาษาและพิมพ์หลายครั้ง  ตอนที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดคือ  ตอนที่ ๑๑  เกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพทางการเมืองในระบบอบรัฐธรรมนูญ

          มองเตสกิเออเห็นว่า  เสรีภาพที่คนเราสามารถจะทำในสิ่งที่เราพึงต้องการ  และไม่บังคับให้กระทำในสิ่งที่เราไม่พึงต้องการ  จะต้องมีกฎหมายเป็นคนกลางมากำหนด  ว่าประชาชนจะทำอะไรได้แค่ไหนอย่างไร  เพราะถ้าให้ประชาชนมีอำนาจที่จะทำในทุกสิ่งที่เขาต้องการได้  เสรีภาพ  ของคนหนึ่งก็อาจจะไปรบกวนเสรีภาพของประชาชนคนอื่นได้

          เสรีภาพที่ว่านี้อาจจะมีได้ในระบอบการปกครองแบบกษัตริย์หรือสาธารณรัฐก็ได้  แต่ไม่อาจมีได้ในระบอบทรราชย์  ซึ่งเขาเห็นจากตัวอย่างของพวกเตริกและรุสเซียในสมัยนั้นว่าเป็นรับอบที่เลวร้ายที่สุด  และไม่เป็นธรรมชาติ  เพราะปกครองโดยใช้อำนาจให้ประชาชนหวาดกลัว

          มองเตสกิเออเป็นนักคิดเสรีนิยม  ที่นิยมระบบอบอภิชนาธิปไตยแบบเสรีนิยมของอังกฤษในขณะนั้นซึ่งเขาเห็นว่าเป็นระบอบที่มีการคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายกษัตริย์  ขุนนาง  และประชาชน  ได้ดีกว่าระบอบอื่น  เขาเสนอว่า  อำนาจที่สำคัญ ๓ อย่าง  คือ  อำนาจออกกฎหมาย  อำนาจบริหารเกี่ยวกับกิจการสาธารณะ  และอำนาจตัดสินอาชญากรรมหรือข้อพิพาทของเอกชน  ไม่ควรอยู่ในมือของคนคนเดียว  หรือองค์คณะบุคคลเดียวกัน  เพราะจะนำสู่อำนาจเผด็จการแบบทรราชย์  และประชาชนไม่อาจมีเสรีภาพได้  เขายอมรับระบอบกษัตริย์ว่ายังอาจมีเสรีภาพอยู่ได้  เพราะแม้ราชอาณาจักรส่วนใหญ่ในยุโรปจะรวบอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารไว้  แต่ก็ยังปล่อยให้มีคณะบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ

          จริงๆ แล้ว  มองเตสกิเออ ไม่ได้เสนอให้มีการแบ่งแยก  ๓  อำนาจ  อย่างเด็ดขาด อย่างที่มีการตีความหมายขยายความกันในภายหลัง  เขาเพียงแต่ต้องการเห็นความประสานกลมกลืนและการถ่วงดุลอำนาจระหว่างสามองค์กร  คือ  กษัตริย์  ขุนนาง  และประชาชน  (ผ่านรัฐสภา) ผู้ใช้อำนาจสูงสุดร่วมกันและอย่างแยกไม่ได้  เขาให้ความสำคัญกับขุนนาง  เช่นควรมีสภาขุนนางที่มีอำนาจออกและยับยั้งกฎหมาย   ร่วมกับสภาที่มาจากการเลือกตั้งผู้แทนของประชาชน  โดยเขาเห็นว่าผู้แทนควรเป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้านเดียว  รวมทั้งการออกเสียงลงมติเรื่องงบประมาณประจำปี  และอนุมัติกองทุนถาวรประจำปี แต่ไม่ควรเข้ามาใช้อำนาจบริหาร  เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะทำได้ดี  เหมือนคณะเสนาบดี  ที่มาจากการเลือกของกษัตริย์

          ส่วนกษัตริย์นั้นไม่ควรมีอำนาจออกกฎหมาย  แต่มีอำนาจยับยั้ง  เพื่อปกป้องพระองค์ไม่ให้ต้องถูกออกจากอำนาจภายในไม่ช้า  รวมทั้งอยู่ในฐานะอันละเมิดมิได้  อย่างไรก็ตาม  ฝ่ายสภาหรือนิติบัญญัติยังมีอำนาจตรวจสอบว่ากฎหมายที่ออกไปมีการบังคับใช้อย่างไร  โดยสามารถกล่าวหาและเอาผิดกับที่ปรึกษากษัตริย์หรือเสนาบดีผู้รับผิดชอบการบริหารแทนกษัตริย์ได้  เป็นการถ่วงดุลฝ่ายบริหาร

          แนวคิดของมองเตสกิเออ  มีอิทธิพลต่อการร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐและประเทศอื่นๆในสมัยต่อมา

         

……………………………………….

 

 

อิมนานูเอล  คานท์ (ค.ศ. ๑๗๒๔ – ๑๘๐๔) Immanuel Kant

 

          นักปรัชญาเชิงวิพากษ์ชาวเยอรมัน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในเมืองต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย  และผลิตงานชิ้นสำคัญๆหลังจากอายุ ๕๗ ปี  เขาผลิตงานอย่างต่อเนื่องจนเสียชีวิตเมื่ออายุ ๘๐ ปี และได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่คนแรกนับจากยุคกลาง  เพราะเขาเป็นนักคิดริเริ่มที่ไม่เหมือนใคร  เขาคือผู้พยายามสังเคราะห์  คติเหตุผลนิยม  (Rationalism)  และประจักษ์นิยม (Empiricism) ซึ่งดต้แย้งกันอยู่เข้าด้วยกัน  และพยายามวางรากฐานด้านเหตุผลให้เข้ากับ

จริยศาสตร์  และสุนทรียศาสตร์  และสร้างมุมมองใหม่ให้กับญาณวิทยาหรือทฤษฎีการเรียนรู้

          ในด้านปรัชญาสังคม  คานท์เห็นว่าคนเราอาจตระหนักเรื่องสิทธิ หรือหน้าที่ได้โดยการคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เอง  แต่มนุษย์มีเหตุผล  ซึ่งต่างจากสัตว์อื่น  การประพฤติปฏิบัติของมนุษย์จึงควรถูกกำหนดโดยกฎแห่งเหตุผลคือ  การหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกันเองระหว่างความคิดและการกระทำ  และปฏิบัติตัวให้อยู่ในกฎซึ่งทำให้เป็นกฎสากล  ที่ใช้สำหรับทุกคน เช่นเราควรพูดจริง  มากกว่าพูดโกหกเพราะถ้าเรายอมรับให้การโกหกเป็นสากล  จะไม่มีใครเชื่อถือไว้วางใจใครอีกต่อไป

          คานท์สนับสนุนการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย  และไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดตำแหน่งทางการเมืองโดยสายเลือด  แต่เขาก็มองว่าระบอบการปกครองที่มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมีประโยชน์อยู่มากและที่ใดยังมีพวกขุนนางอยู่ ก็ควรให้พวกเขามีสิทธิอยู่ต่อไป  แต่กษัตริย์ไม่ควรแต่งตั้งขุนนางใหม่อีก

          คานท์ผู้มีแนวคิดแบบโลกนิยมเป็นผู้เสนอให้ประเทศต่างๆร่วมมือกันจัดตั้ง  สันนิบาตประชาชาติ  เพื่อกำหนดกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นธรรมชาติและมีเหตุผล  เป็นประโยชน์ต่อสังคมโลกโดยส่วนรวม

         

 

………………………………………

 

ยัง ยาคส์  รุสโซ (ค.ศ. ๑๗๑๒ – ๑๗๗๘) Jean – Jacques  Rousseau

 

          เป็นชาวสวิส  เกิดในเจนีวาสมัยที่เป็นรัฐอิสระ  มาจากครอบครัวยากจนที่แม่เสียชีวิตตั้งแต่เขาเกิดและมีพ่อที่ใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมาย  แต่ยังดีที่สอนให้เขาอ่านออกเขียนได้  เขาได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการน้อยมาก  ต่างจากนักปรัชญาคนสำคัญอื่นๆ  แต่นี้ก็เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขามีความคิดที่เป็นอิสระ แทนที่จะคิดตามแนวคิดรวบยอดของคนอื่นๆ  รุสโซเรียนรู้จากชีวิตที่โหดร้ายที่ถูกผลักไสให้ไปทำงานเป็นลูกมือคนนั้นคนนี้  ต้องระเหเร่ร่อนไปทำงานหลายชนิดในหลายประเทศ  มีลูกนอกสมรสกับเมียผู้ทำงานเป็นสาวรับใช้ที่ไร้การศึกษา ๕ คน เขมุ่งไปฝรั่งเศสโดยหวังจะสร้างชื่อเสียงทางดนตรีที่เขาได้พบดิเดโรต์  และกลุ่มนักเขียนสารานุกรมคนอื่นๆและได้รับคำชวนให้ไปเขียนเรื่องดนตรี  แต่ต่อมาจะเป็นงานเขียนความเรียงร้อยแก้วที่สร้างชื่อเสียงให้เขา

          รุสโซเริ่มเขียนความเรียง  ๒ เรื่อง Discpurse  on Sciences and  the Arts (๑๗๕๐) เป็นเรียงความที่เขาส่งประกวดและได้รางวัลชนะเลิศที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงและ Discpurse  on  the  Origions  and Founddations  of  Inequality (๑๗๕๔)  ต่อมาในช่วงปี ๑๗๖๑ – ๑๗๖๒ เขาได้เขียนงานที่มีชื่อเสียง ๓ เรื่อง คือ La Nouvelle  Holoise, Emile และ Social  Contract  หนังสือสองเล่มหลังถูกประณาม  โดยรัฐสภาในปารีส  เพราะเสนอความคิดที่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลและศาสนา

          เขาชื่นชมกับยุคชุมชนบุพกาลว่า  คือ ยุคทองของมนุษย์และ Emile (๑๗๖๒) เสนอทฤษฎีทางการศึกษาเพื่อที่จะดึงธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย  และความสามารถของเด็กให้ออกมาใช้ได้มากที่สุด  งานเขียนชิ้นสำคัญคือ  Social  Contract  (๑๗๖๒) เสนอว่ารัฐบาลคือผู้ที่ประชาชนมอบหมายอำนาจทางการ ให้ปกครองและถ้ารัฐบาลไม่ทำตามสัญญาสังคม ประชาชนก็จะถอนอำนาจทางการนี้ได้  แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยทั้งในสหรัฐอเมริกา  ฝรั่งเศสและที่อื่นๆ

          รุสโซต้องไปหลบภัยที่สวิสเซอร์แลนด์  แต่ก็ถูกรัฐบาลสวิสต่อต้าน จนเขาต้องหนีไปอังกฤษตามคำเชิญของ เดวิด  ฮูม  นักปรัชญาชาวสก๊อต  ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน  รักและนับถือของบรรดานักเขียนสารานุกรมในฝรั่งเศสแต่ที่อังกฤษ  รุสโซก็เกิดโรคประสาท  เขาโจมตีว่า ฮูมต้องการทำลายชื่อเสียงเขา  และหนีกลับฝรั่งเศส  จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี ๑๗๗๘ 

          รุสโซได้เสนอแนวคิดที่มีลักษณะปฏิวัติที่มีอิทธิพลในโลกตะวันตก ๓ ข้อ คือ

          ๑.  อารยธรรมไม่ใช่สิ่งที่ดีเหมือนที่ใครๆชอบสรุปกัน และไม่ได้เป็นกลางด้วย  แต่เป็นสิ่งเลวร้าย

          ๒.  เราควรตั้งคำถามต่อทุกสิ่งในชีวิตของเราไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัวหรือสาธารณะ  ไม่ใช่สนองตอบต่อเหตุผล  แต่เพื่ออารมณ์และสัญชาตญาณธรรมชาติของเรา  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  ความรู้สึกควรมาก่อนเหตุผล  ในการเป็นผู้ชี้นำชีวิตและการตัดสินใจของเรา

          ๓.  สังคมมนุษยืเป็นสังคมรวมหมู่  ซึ่งเป็นเจตจำนงของมันเอง  ซึ่งต่างจากผลรวมของเจตจำนงของสมาชิกที่เป็นปัจเจกชนแต่ละคน  และพลเมืองควรเชื่อฟังเจตจำนงร่วมกัน โดยสิ้นเชิง

          รุสโซเชื่อว่า  มนุษย์เกิดมาดี แต่ถูกฉ้อฉลจากประสบการณ์ของการโตขึ้นในสังคมเขาเชื่อว่ามนุษย์เรามีสัญชาตญาณที่ดี  ซึ่งตรงกันข้ามกับฮอบส์  เขามองว่ามนุษย์ตอนแรกคือ  คนป่าที่มีจิตใจดีงาม  แต่เมื่อเติบโตในสังคมที่อ้างว่ามีอารยธรรม พวกเขาถูกสอนให้กดดันและคับข้องใจกับสัญชาตญาณธรรมชาติ  ต้องสะกดกลั้น  ความรู้สึกที่แท้จริงและรับเอาแนวคิดที่ไม่เป็นธรรมชาติของคนอื่น  เสแสร้งทำเป็นไม่คิดไม่รู้สึกอย่างที่เขาคิดและรู้สึกจริงๆ  ทำให้เขาเกิดความรู้สึกแปลกแยกจากตัวตนที่แท้จริงของเขา  ดังนั้นอารยธรรมจึงเป็นตัวการที่ฉ้อฉลมอมเมา  และทำลายค่านิยมที่แท้จริงของคน  ไม่ใช่เป็นผู้สร้างและเผยแพร่อย่างที่หลายคนเข้าใจ

          แต่เมื่อคนเราก้าวเท้าเข้าในอารยธรรมแล้ว  คนเราก็ไม่มีทางเลือกจะกลับไปสู่สังคมบริสุทธิ์แบบดั้งเดิมได้อีก  ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนอารยธรรมเสียใหม่  ที่จะเปิดทางให้สัญชาตญาณของเรา และความรู้สึกของเราได้แสดงออกอย่างเต็มที่  มากกว่าอารยธรรมแบบเก่า

          รุสโซเสนอการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐานที่การศึกษาว่า  การศึกษาไม่ควรกดและจัดระเบียบแนวโน้มทางธรรมชาติของเด็กๆ  อย่างที่ทำอยู่  หากควรทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม  คือ  ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกและพัฒนาธรรมชาติของพวกเขาอย่างอิสระ   เครื่องมือในการสอนควรเน้นภาคประสบการณ์ของคนและสิ่งต่างๆมากกว่าการสอนด้วยคำ  สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีที่สุดสำหรับการศึกษาคือ  ครอบครัว  ไม่ใช่โรงเรียน  และแรงจูงใจทางธรรมชาติ  คือ ความเห็นอกเห็นใจและความรัก  ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกฎหรือการลงโทษ  เขาเสนอแนวคิดเรื่องการศึกษาไว้ใน Emile๑ ซึ่งต่อมาจะมีอิทธิพลต่อการศึกษาในยุโรปอย่างสำคัญ

          ในเรื่องการออกกฎหมายหรือการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย  รุสโซ เห็นว่าน่าจะทำได้โดยการให้ประชาชนมาประชุมอภิปรายและออกเสียงกันโดยตรงแบบในนครรัฐกรีก  หรือเมืองในสวิส  สิ่งที่ได้คือ เจตนารมณ์ร่วม  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสังคมโดยส่วนรวม  หลังจากนั้นก็ให้รัฐบาลซึ่งน่าจะมาจากผู้นำที่เป็นนักกฎหมาย  ผู้เข้าใจเจตนารมณ์ร่วม  เป็นผู้นำกฎหมายไปบังคับใช้

          แนวคิดเรื่องประชาธิปไตยของรุสโซเป็นแนวคิดที่เน้นเจตนารมณ์ร่วมที่มีอำนาจชอบธรรมเหนือเสรีภาพของปัจเจกชน  ต่างจากประชาธิปไตยของล็อค  ซึ่งเน้นการปกป้องและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของปัจเจกชนงานของรุสโซมีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสทั้งในแง่อารมณ์และปัญญา

         

สรุปปรัชญาการเมืองและสังคมของ  ยัง ยาคส์ รุสโซ   

          ๑.  ยกย่องธรรมชาติ  ถือว่าโดยพื้นฐานมนุษย์มีธรรมชาติที่บริสุทธิ์แต่สังคมภายนอกทำให้เลวร้าย

          ๒.  คัดค้านแนวคิดของปัจเจกชนสมันนั้นที่เน้นว่าความก้าวหน้านำสังคมไปสู่ความเจริญ

          ๓.  พันธสังคม  การอยู่อย่างรักใคร่ปองดองกัน  ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย  เข้าใจว่าจำเป็นสำหรับพวกเขา  ประชาชนต้องเข้าประชุมด้วย  ไม่ใช่แค่เลือกผู้แทน

          ๔.  ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม  รัฐบาลจะต้องไม่ใหญ่เกินไปประชาชนจึงจะมีเสรีภาพรัฐที่ใหญ่ทำให้เสรีภาพของประชาชนลดลง

          แนวคิดแบบต่อต้านอารยธรรมของรุสโซ  จะกลับมาปรากฏภายหลังโดยนักปรัชญาในศตวรรษที่ ๑๙ เช่น  พรูดอง และ นิทเช่  งานของเขามีอิทธิพลต่อ ซิกมุนด์  ฟรอยด์  นักจิตวิทยาคนสำคัญและเน้นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกทำให้เขาเป็นพวกนักเขียนสำนักโรแมนติกรุ่นแรกๆที่ต่อมาจะก้าวขึ้นมาแทนกลุ่มนักเขียนสำนักคลาสสิกในศตวรรษที่๑๘ 

 

         

 

         

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

จรูญ  สุภาพ.  หลักรัฐศาสตร์ .  กรุงเทพฯ:ไทยวัฒนาพาณิชย์, ๒๕๒๒.

ประยงค์  สุวรรณบุบผา. รัฐปรัชญา  แนวคิดตะวันออก- ตะวันตก.  กรุงเทพฯ: โอเดียรสโตร์,  ๒๕๔๑.

วิทยากร  เชียงกูล  ปรัชญาการเมือง  เสรษฐกิจ  สังคม. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์เดือนตุลาจำกัด, ๒๕๔๘.

สุพิศวง  ธรรมพันทา. มนุษย์กับสังคม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: ภูมิไทย, ๒๕๔๓.

สุรพล  สุยะพรหมและคณะ  ปรัชญาการเมือง , กรุงเทพฯ:  มหาจุฬาบรรณาคาร, ๒๕๔๗.

สุลักษณ์  ศิวรักษ์. แนวคิดทางปรัชญาการเมืองของอริสโตเติล. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: ศยาม, ๒๕๔๓.


พูดจูงใจแบบนักปราชญ์ | EP26


แจกฟรี! อีบุ๊ก 18 ความลับ! เปลี่ยนคุณ\rให้เป็น\rคนเจ้าเสน่ห์ [ทำยังไงให้ใครๆก็รักตั้งแต่แรกพบ]
👉https://lin.ee/iwazNnx
ฟังฟรี! จิตวิทยาการพูดชนะใจคน
👉https://www.youtube.com/playlist?list=PLfdtkwJb5cVr68FikXL1rVSYCpCn0vGle
กดเข้ากลุ่มฟรี! พูดพิชิตใจแบบจ้าวเสน่ห์!
👉https://www.facebook.com/groups/astcharismasecrets/
▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃
ติดต่องาน 0621562868
Email : [email protected]
▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃
ครองใจคน,วิธีชนะมิตรและจูงใจคน,วิธีการพูดนำเสนอ
,พูดอย่างไรให้น่าฟัง,สร้างเสน่ห์,เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจ,การพูดพิธีกร,เทคนิคพูดให้น่าฟัง,พูดอย่างไรให้จับใจคนฟัง,พูดอย่างไรให้คนชอบเรา,วิธีการพูดโน้มน้าวจูงใจ,พูดยังไงให้คนรัก,พูดอย่างไรให้คนเชื่อ,พูดอย่างไรให้คนคล้อยตาม,พูดในที่ชุมชน,พูดอย่างไรให้ชนะใจคนฟัง,พูดอย่างไรให้ผู้ชายหลง,พูดอย่างไรให้มีเสน่ห์,คุยอย่างไรให้ได้คบ,คุยอย่างไรให้ผู้ชายชอบ,คุยอย่างไรให้ผู้หญิงชอบ,คุยอย่างไรให้สนุก,คุยอย่างไรไม่ให้เบื่อ,เทคนิคคุยกับลุกค้า,เทคนิคพูดหน้ากล้อง,เทคนิคพูดขายของ,เทคนิคเล่าเรื่อง,เล่าเรื่องอย่างไรให้สะกดใจคน

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

พูดจูงใจแบบนักปราชญ์ | EP26

◣ 81713◢ Module 01 การวิเคราะห์แนวทางปรัชญาและความคิดทางการเมือง


หัวข้อ การวิเคราะห์แนวทางปรัชญาและความคิดทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในชุดวิชา 81713 การวิเคราะห์การเมือง สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเนื้อหาในโมดูลนี้จะกล่าวถึง รูปแบบและวิธีวิทยาในการศึกษาปรัชญาการเมือง รูปแบบและวิธีวิทยาในการศึกษาความคิดทางการเมือง ความสำคัญของตัวบท (text) และบริบท (context) การศึกษาภายใต้ประวัติความคิดทางการเมือง (history of political thought and idea) พัฒนาการและรูปแบบของการศึกษาปรัชญา และความคิดทางการเมืองในประเทศไทย ปัญหาของการศึกษาปรัชญา และความคิดทางการเมืองในประเทศไทย แนวโน้มของการศึกษาปรัชญาและความคิดทางการเมืองในประเทศไทย
อาจารย์ผู้สอน รองศาสตราจารย์ ดร.พิศาล มุกดารัศมี
สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ผลิตรายการโดย
สำนักเทคโนโลยีการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)
Sukhothai Thammathirat Open University (STOU)
­
ติดตามรายการดี ๆ ของทาง ◣ มสธ.◢ ได้ที่
➊ Website ▸ media.stou.ac.th หรือ www.stou.ac.th
➋ Facebook และ YouTube ▸ STOU CHANNEL
­
▸ STOU CHANNEL [ Educational Channel for All ]
­

◣ 81713◢  Module 01 การวิเคราะห์แนวทางปรัชญาและความคิดทางการเมือง

ประวัติและแนวคิดของSocrates


คลิปวีดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา
ตามรายวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมายและนิติปรัชญา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558
เนื้อหาทั้งหมดในคลิปวีดีโอผ่านการตรวจแล้วจากอาจารย์ผู้สอน
ตามวัตถุประสงค์ทางการศึกษาและมีการรับรู้ความเป็นเจ้าของ
งานลิขสิทธิ์ตามความหมายมาตรา 32
พระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
คลิปวีดีโอนี้เป็นงานลิขสิทธิ์ภายใต้อนุสัญญาของครีเอทีฟคอมมอนส์
แบบแสดงที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า 3.0 ประเทศไทย

ประวัติและแนวคิดของSocrates

3 นักปรัชญากรีกคนสำคัญ


1.เพลโต
2.อริโตเติล
3.โสเครติส
เสริมสาระอารยธรรมกรีก

3 นักปรัชญากรีกคนสำคัญ

หนังสือเสียง : ทางสู้ในชีวิต # บทที่ 1 – ปรัชญาเรื่องชีวิต


\”ชีวิตที่ไม่เคยประสบการต่อสู้
ย่อมเป็นชีวิตที่อ่อนแอ
บุคคลที่ไม่เคยมีศัตรู จะเป็นผู้เข้มแข็งไม่ได้
งานที่สำเร็จราบรื่นไป โดยไม่มีอุปสรรค
ย่อมเป็นงานที่ไม่หนักแน่นถาวร
ขอให้เราทั้งหลายพึงใจในการต่อสู้
ยินดีเผชิญหน้าศัตรู กล้าฝ่าฟันอุปสรรค…\”

เขียนโดย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ
เสียงอ่านโดย ศราวุธ ชัยดี
บันทึกเสียง : PURE Studio
=========================
https://purestudio.simdif.com/
===========================
บทที่ 1 ปรัชญาเรื่องชีวิต

หนังสือเสียง : ทางสู้ในชีวิต # บทที่ 1 - ปรัชญาเรื่องชีวิต

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่Economy

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ ปรัชญาทางการเมือง

See also  วิชาภาษาไทย ชั้น ป.6 เรื่อง คำในภาษาไทยที่มาจากภาษาต่างประเทศ | ภาษา บาลี สันสกฤต ที่ ใช้ ใน ภาษา ไทย

7 thoughts on “[Update] | ปรัชญาทางการเมือง – Sathyasaith”

  1. 905851 749803Superb read, I just passed this onto a colleague who was performing just a little research on that. And he truly bought me lunch as I discovered it for him smile So let me rephrase that: Thank you for lunch! 162522

    Reply
  2. 34657 833564Most suitable boyfriend speeches, or else toasts. are almost always transported eventually via the entire wedding party and are nonetheless required to be quite interesting, amusing and even enlightening together. very best mans speech 284523

    Reply

Leave a Comment