[Update] หมอเล่านาทีชีวิต ทำคลอดบนเรือสปีดโบ๊ท หลังแม่ท้องแก่คลอดบนเกาะหลีเป๊ะไม่สำเร็จ | เล่าประสบการณ์ชีวิต – Sathyasaith

เล่าประสบการณ์ชีวิต: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมาผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Phittayakorn Rattanasuwan โพสต์เล่าเรื่องราวที่ทั้งน่าตื่นเต้น และน่ายินดี กรณีของคุณแม่ตั้งครรภ์ใกล้คลอดท่านหนึ่ง ปวดท้องคลอดกลางดึกบนเกาะหลีเป๊ะ แต่หลังจากพยายามคลอดที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกาะหลีเป๊ะ ก็ยังไม่สามารถคลอดได้ จึงตัดสินใจนำคุณแม่และทีมแพทย์ ขึ้นเรือข้ามเกาะมาคลอดบนฝั่งแทน แต่ระหว่างที่ออกเรือมาได้กลางทาง ทีมแพทย์ต้องตัดสินใจทำคลอดกันบนเรือเพราะจะไม่ทัน โดยโพสต์ระบุว่า 

“ขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล ของ รพ.สต.เกาะหลีเป๊ะ มากครับ

เคสทำคลอดในเรือ ตอนนี้ปลอดภัยทั้งแม่และลูกครับ ขอบคุณกัปตันเรือ บารมี 1 และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ น้องชื่อ บารมี ตั้งตามชื่อเรือที่น้องเกิดครับ”

 

สำหรับกรณีดังกล่าว ทราบภายหลังว่า คุณแม่คนดังกล่าวคือ นางวิไลพร ฉิมพลี 42 ปี  ตอนแรกรอคลอดที่ รพ.สต.เกาะหลีเป๊ะ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง แต่คลอดไม่สำเร็จ ด้วยปัญหาหลายอย่าง รวมทั้งการขาดแคลนเตียงทำคลอด เพราะ รพ.สต. ต้องปิดห้องคลอดจากสถานการณ์โควิด จึงต้องตัดสินใจ พาคุณแม่ขึ้นเรือสปีดโบ๊ท “บารมี 1” ส่งตัวตอนกลางคืน ทารกที่คลอดเป็นเพศหญิง หลังจากที่ทำคลอดบนเรือสำเร็จ ก็รีบขับเข้าเทียบท่าเรือปากบารา ก่อนส่งต่อทั้งแม่และเด็กให้กับทาง รพ.ละงู รับดูแลต่อ 

โดยแพทย์ผู้ทำคลอดบนเรือ ได้เขียนข้อความเล่าประสบการณ์สุดระทึกครั้งนี้เอาไว้ ในเฟซบุ๊กชื่อ Narasak Bcns Binda-oh ระบุว่า

“ชีวิตที่แขวนไว้อยู่กลางทะเล”

18.00 น. มารดา elderly pregnancy 42 years G4P3A1L2 last 8 year GA 40wk by u/s EDC 9/10/64 true pain labor, I = 4’ 30″ D = 55″ onset pain 15.00 น. Intensity 2+ , mucous show , FHS 142 HE , V/s 114/70 pr 82 PV: Cx.8 cm eff 75% station +2 Vertex ROA MI คนไข้ lost f/u anc 3 เดือน

หลังจากประเมินคนไข้แล้ว ได้ทำการแจ้งว่าเข้าสู่ระยะที่ 1 ของการคลอดแล้ว โดยปกติแล้ว เมื่อประเมินคนไข้ หาก Cx dilate เข้าสู่ Transitional phase 8-10 cm จะไม่พิจารณา รีเฟอร์ขึ้นฝั่ง ร่วมด้วยกับปัจจัยสภาพอากาศ ที่ประกาศเตือนพายุ มรสุม การจะรีเฟอร์ขึ้นฝั่ง ความเสี่ยงระหว่างเดินทาง มากกว่าการคลอดที่เกาะ เลยเตรียมทำคลอดที่เกาะ

แต่ตลอดระยะเวลา 1 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา จากสถานการณ์โควิด ในเกาะหลีเป๊ะ ทำให้ทาง รพ.สต.ปิดห้องคลอด และได้ใช้สถานที่ห้องคลอดเก็บวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้ในการทำการคลอดครั้งนี้ ไม่สามารถใช้ห้องคลอด และเตียงขาหยั่งได้ เลยพิจารณาทำคลอดในห้อง admit obs. ใช้เตียงปกติในการทำคลอดแทน

On canular 3 lmp on 0.9% nss rate 100/hr 19.00 น. Pv อีกครั้ง Cx full dilate eff 100 station +3 FHS 128-136 ผมทำการ ARM น้ำคร่ำ clear ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เข้าสู่ ระยะที่ 2 ของการคลอด เริ่มเชียร์เบ่ง ติดตาม FHS เป็นระยะ

โดยปกติแล้วองค์ประกอบของการคลอด 6P ถ้าทุกอย่างไม่มีสิ่งไหนผิดปกติ การคลอดจะผ่านไปด้วยดี แต่ในรายนี้ ในส่วน ของ Power แรงเบ่งคลอดของคนไข้ ไม่ดี อาจเนื่องจากภาวะ elderly ผ่านไป 30 นาที การเคลื่อนของทารก ยังไม่ head seen ร่วมกับ physiological เริ่มมีวิตกกังวล จึงได้ติดต่อ consult ศูนย์สั่งการ เพื่อขอคำแนะนำ

19.45 น. หลังเชียร์เบ่งไป 45 นาที ก็ยังคลอดไม่ได้ ศูนย์จึงอนุญาตให้เตรียมเรือนำส่งขึ้นฝั่ง (ความคิดส่วนตัวผม ผมไม่อยากนำส่งขึ้นรีเฟอร์เลย การที่นำส่งในกรณี Cx fully แล้ว กับสภาพอากาศที่ประกาศเตือนพายุ เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง ทั้งตัวมารดาและทารกในครรภ์ รวมถึงคนทำคลอด ผมนึกในใจ มีโอกาศสูงมาก ที่จะ BBA ลองจินตนาการดูว่าถ้าเรือโยกไปมาด้วยแรงปะทะของคลื่น การทำหัตการใดๆบนเรือไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถม ในเวลากลางคืน ลมทะเลที่แรง โอกาสที่จะเกิดภาวะ hypothermia ในทารกก็เป็นไปได้สูง)

แต่เมื่อ ศูนย์อนุมัติรีเฟอร์ ประกอบกับ มารดายังไม่มีแรงเบ่ง ก็คงต้องตัดสินใจไปรีเฟอร์ เลยหยิบโทรศัพท์ โทรหากับตันเรือ บารมี speed boat เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับสภาพอากาศ กับตันบอกว่า ตอนนี้ที่เกาะลมสงบครับ แต่คาดว่าพอออกพ้นเกาะไปแล้ว จะมีคลื่นและลมครับ เลยถามกับตันย้ำไปว่า กับตันคิดว่าปลอดภัยไหม กับตันตอบกลับมาว่า ถ้าเรือทำความเร็วได้ดี น่าจะไม่มีปัญหาครับ

20.00 น. ทีมไลฟ์การ์ดเกาะหลีเป้ะ เข้ามาช่วยเคลื่อนย้ายเคส ลงเรือสปีดโบ๊ท จนท. รพ.สต.ลงเรือไปด้วย 3 คน จนท.ไลฟ์การ์ดลงเรือไปด้วย 1 คน แบ่งหนัาที่คือ ผม ทำคลอด พี่หนึ่ง ผู้ช่วยคลอด น้องมัซ รับเด็ก น้องธร ไลฟ์การ์ด คอยช่วยเหลือทั่วไป โดยจัดให้คนไข้ นอนราบท้ายเรือใส่ เปล basket stretcher ไว้

20.02 น. เรือออกจากเกาะ วิ่งไปได้สักพัก ปัญหาเกิด สายน้ำเกลือที่ on ไว้ ดันมา clot ซะงั้น พยายามที่จะแก้ปัญหา โดยการแต่งสาย พุช nss เคลีย clot ก็ไม่ไหลซักที แล้วก็ตามคาด พอออกพ้นเกาะอาดังไปเท่านั้น ลมและคลื่นที่ดูเหมือนจะสงบ กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น คลื่น 2-3 เมตร เริ่มปะทะเข้ากับลำเรือ เรือกระแทกแต่ละที จะทำไรก็ไม่สะดวกเลย ความมืดในเวลากลางคืน ก็เป็นอุปสรรคในการประเมินเคส แสงไฟอย่างเดียวที่ช่วย ในการมองเห็น คือไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือ ที่ญาติคนไข้และน้องธรช่วยส่อง ขณะนั้น คนไข้ก็บ่นปวดท้องและออกแรงเบ่งเรื่อยๆ เรือวิ่งผ่านไปประมาณ 20 นาที ก็เห็น head seen ซวยแล้วผมนึกในใจ ก็เป็นไปตามคาด ว่าโอกาสคลอดในเรือสูงมาก ในตอนนั้นพวกเรา ทุกคนรีบเข้ามาอยู่ใน position ในการทำคลอด เริ่มเชียร์เบ่ง และsafe perineum

เข้าสู่กลไกลการคลอด เมื่อเห็น head crown ในสภาวะปกติ เมื่อเห็น head crown เราสามารถเตรียมตัด episiotomy ได้ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่เมื่อคุณอยู่ในเรือ ที่กระดอนไปมา ด้วยแรงกระแทกของคลื่น เลิกคิดไปได้เลย ว่าจะตัดได้ แค่ประคอง safe perineum ไม่ไห้ tear ยังยากเลย

ในขณะนั้นกลไกลการคลอดก็ดำเนินไป เด็กเริ่ม Extension,Restitution,External rotation และแล้วสิ่งที่กังวลที่สุดก็เกิด เมื่อทำการหมุนศีรษะเตรียมพร้อมทำการคลอดไหล่ บอกให้คนไข้หยุดเบ่ง แล้วน้องมัซรีบทำการ suction ทารกที่ศีรษะ ใบหน้าจมูกและปาก โผล่พ้นมาจากช่องคลอด แต่กลไกลการคลอด Expulsion ไม่สำเร็จ เด็กยังคาอยู่อย่างนั้น นานกว่า 4 นาที ยอมรับเลย ณ ตอนนั้นพวกเรา รู้สึกทำไรไม่ถูก ผมพยามดึงโน้มศีรษะทารกลงมาไห้ได้มากที่สุด แต่เนื่องด้วย position ที่ไม่เอื้ออำนวยในการโน้มลงมา และแรงกระแทกคลื่นที่มีต่อเรือ ทำให้การทรงตัวลำบาก จำได้ว่าตอนนั้นผมดุอาร์ สวดอ้อนวอนพระเจ้า พี่หนึ่งมาเล่าไห้ฟังที่หลังว่า แกก็บนหลวงปู่ทวด บนโต๊ะคีรี ขอให้เด็กคลอดออกมาไห้ได้ เวลาตอนนั้นเป็น 4 นาที ที่นานมากๆที่สุดในชีวิตผม มือทั้งสองประคองศีรษะทารกพยายามโน้มศีรษะลงมา พี่หนึ่งใช้มือดกดตรงหัวหน่าว เพื่อกดไห้ไหล่ หลุดออกมา

และแล้ว ในที่สุด 20.28 น. จังหวะที่เรือกระแทกกับคลื่น เหมือนเป็นการเสริมแรงบวก ณ ตอนนั้น เด็กน้อยก็หลุดออกมาได้ แต่เด็กกลับนิ่ง ไม่ร้อง ไม่เคลื่อนไหวใดๆ น้องมัซรีบทำการsuction กระตุ้นเด็ก ใช้เวลากว่านาที เด็กถึงเปล่งเสียงร้องออกมา เสียงร้องที่เปล่งออกมานั้น เปรียบเหมือนเสียงสวรรค์ นาทีนั้น คือนาทีแห่งความดีใจ รับรู้ได้ถึงความหวัง รับรู้ถึงชีวิต ชีวิตหนึ่งที่ลืมตาดูโลกมาได้ หลังจากนั้นผมทำการ clamp cord เพื่อทำการเตรียมตัดสายสะดือ จำได้ว่าตอนนั้นทุกสิ่งทุกอย่างวุ่นวายไปหมด พยายามจะ clamp cord แต่ clamp เท่าไหร่ก็ไม่ติดสักที พอดูๆอ้าว ที่ได้รับการส่งมาไห้ ไม่ใช่ artery clamp แต่กับ เป็น needle holder ซะงั้น !!

See also  รัฐบาลใช้นโยบายการเงินการคลังขนาดใหญ่เยียวยาเศรษฐกิจ | การคลัง รัฐบาล

ความมืด มีเพียง แสงสว่างจากไฟฉาย กับสภาพความตึงเครียดความกดดัน ทำไห้เกิดการเบลอๆ แต่ก็นั้นแหละ เมื่อตั้งสติได้ น้องมัซหยิบ artery clamp มาให้ ก็ทำการ clamp cord แล้วตัดสายสะดือ น้องมัซทำหน้าที่ แยกเด็กออกมาดูแล suction กระตุ้น และ keep warm ผมเตรียมทำคลอดรก แต่ประเมิน estimate blood loss ที่มารดาเสียค่อนข้างมาก ประมาณว่าน่าจะเกิน 500 cc และตอนนั้น IV ที่ on ไว้ ก่อนลงเรือก็ clot ไปซะแล้ว จำเป็น ต้องเปิดใหม่ ผมรีบคลึงมดลูก เพื่อกระตุ้นให้มดลูกแข็งตัว พี่หนึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะเปิด IV ให้คนไข้ น้องธร ไปหยิบ หาอุปกรณ์มาเตรียมให้พี่หนึ่งเปิดเส้น ในขณะที่เรือกระแทกไปมากับคลื่น เป็นเรื่องยากมากๆที่จะเปิดได้ โดยเฉพาะเส้นในตำแหน่งหลังมือ แต่ด้วยประสบการณ์ของพี่หนึ่ง พี่หนึ่งเลือกที่จะเปิดเส้น เลือดดำใหญ่ ที่ข้อพับแขน และสามารถเปิดได้ จึงรีบทำการ load IV ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี พวกเราทุกคนเหมือนรู้สึกยกภูเขาออกจากอก มันโล่งแปลกๆ แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวัง ติดตามอาการทั้งทารกและมารดา และลุ้นให้เรือไปถึงฝั่งไห้เร็วที่สุด เพื่อไห้ทีม รพ.ละงู รับเด็กและมารดา ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกที

หลังสถานการณ์คลี่คลายลง ในตอนแรกพวกเราแทบไม่รับรู้ถึงความน่ากลัวของคลื่นลม ระหว่างที่ช่วยกันทำคลอด เพราะตอนนั้น focus กับการทำคลอด แต่ ณ ตอนนี้ เริ่มรู้สึกได้ถึง คลื่นและลมที่ถาโถมเข้ามา ปะทะกับเรือ น้องมัซยังดูแลทารกน้อย เพศหญิงไปตลอดทาง ที่เรือแล่นเข้าหาฝั่ง ผมกับพี่หนึ่ง นั้งและนอนภาวนาให้เรือถึงฝั่งไวๆ

และเมือถึงจุดที่มีสัญญาณโทรศัพท์ น้องมัซรีบโทรประสาน ให้ทีม รพ.ละงูออกมา stanby รับเคสที่ท่าเรือปากบารา 

21.20 น. ในที่สุดเรือก็กำลังเข้าเทียบฝั่ง พวกเราตรวจความเรียบร้อย ประเมินมารดาและทารก ก่อนส่งให้กับทาง รพ.ละงูรับดูแลต่อ และนั้นคือเหตุการณ์บางส่วนที่เกิดขึ้น ที่ผมพอจะจำได้ เมื่อคืนผมเลยเขียนความรู้สึกส่วนหนึ่ง โพสต์ในสเตตัสผ่านเฟซบุ๊ก

ใจหนึ่งพวกเราทุกคนดีใจและภูมิใจ ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำไห้ชีวิตหนึ่งชีวิตเกิดขึ้นมาได้ แต่อีกใจหนึ่ง ก็รับรู้ได้ถึงความเสี่ยงที่อันตรายที่ไม่ควรจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แน่นอนครับ เหมือนที่ผมเคยพูดไป วันนี้เราอาจโชคดี แต่ถ้าวันหนึ่ง ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นดั่งเช่นวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราไหม ? นั้นคือคำถามที่วนเวียนอยู่ในความรู้สึกผม ภาวะเสี่ยงเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นเลย
เคสไหนที่มีภาวะเสี่ยง เมื่อไกล้ถึงกำหนดวันคลอดแล้ว ขอให้ขึ้นฝั่งไปเตรียมตัวคลอดบนฝั่ง จะดีที่สุด

และในกรณี ที่เข้าสู่ transitional phase ปากมดลูกเปิดเกิน 8 ซม ขึ้นไป โดยเฉพาะเคสที่ไม่ใช่ primigavidalum ไม่สมควรรีเฟอร์ ทุกกรณี การ BBA ระหว่างนำส่งถือเป็นอันตรายอย่างมาก
และในกรณีที่สภาพอากาศมีมรสุม มีประกาศเตือนพายุ นั้นคือความเสี่ยง ที่ทั้งคนไข้และ จนท.เองต้องเผชิญ สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการป้องกันและแก้ไข หาแนวทาง ทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้อีก

สุดท้ายนี้ผมขอขอบพระคุณทุกๆคนที่มีส่วนร่วมช่วยเหลือในเหตุการณ์ครั้งนี้นะครับ ขอบคุณครับ ปล.ได้โทรสอบถามไปยังเพื่อนที่ รพ.ละงู ทั้งทารกและมารดาปลอดภัยดีครับ
#บันทึกไว้ในความทรงจำ 

[Update] | เล่าประสบการณ์ชีวิต – Sathyasaith

ตัดมาจาก https://www.facebook.com/nkomgrit/posts/955776971160069
หลายคนมักชอบถามผมว่า…
– จบด้านภาษาอังกฤษมาเหรอ? (ป่าว)
– จบอินเตอร์มาเหรอ? (ป่าว)
– ทำไงถึงเก่งภาษาอังกฤษ? (ฝึก)
– มีเคล็ดลับ / ทางลัด / เทคนิคในการฝึกภาษาอังกฤษไหม? (ไม่ค่อยมี)
– ไปเรียนภาษาอังกฤษมาจากสถาบันไหน? (ตามระบบการศึกษาไทยขั้นพื้นฐาน)
– ไปอยู่เมืองนอกมานานเหรอ? (ป่าว แค่เที่ยวไม่กี่วัน)
– ฯลฯ

แท้จริงแล้ว ได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้เพราะคำเดียวก็คือ “ชอบ” พอชอบแล้วก็ไม่รู้สึกเครียดกับมัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนจากโรงเรียน การศึกษา ค้นคว้า และฝึกเพิ่มด้วยตนเอง ประกอบกับการทำกิจกรรมทุกอย่างรอบตัวเป็นภาษาอังกฤษหมด (หนังสือ เพลง หนัง เกม ข่าว แชท ฯลฯ) ทำออกมาจากความชอบ ความต้องการ ความสนุก ความหลงใหลส่วนตัว บอกได้เลยว่าได้ทุกอย่างจากเมืองไทยหมด ไม่ใช่จากเมืองนอกแต่อย่างใด =D

ช่วงเรียนอนุบาล
ครอบครัวส่งผมเรียนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง มีการเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นอนุบาล แนวเดียวกันกับที่บ้าน เพียงแต่ว่าศัพท์เยอะกว่า ท่องเยอะกว่า เปรียบเสมือนการต่อยอดความรู้จากบ้านให้ได้มากขึ้น

ช่วงเรียนประถมต้น
ผมย้ายจากกรุงเทพมาศรีราชา ครอบครัวส่งผมเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนวัดใกล้บ้าน ในขณะนั้นยังไม่มีการเรียนภาษาอังกฤษ ผมเรียนรู้เองที่บ้านจากเพลงเป็นหลัก มีญาติผู้ใหญ่เห็นว่าชอบภาษาอังกฤษ ก็นำหนังสือบทสนทนามาให้ ภายในหนังสือประกอบไปด้วยประโยคภาษาอังกฤษ คำอ่านภาษาไทย คำแปลภาษาไทย ก็เลยเริ่มอ่านเอง พูดเอง มันคันปาก อยากออกเสียง และสำเนียง ฮิฮิ ผมเริ่มจับแนวการสะกดและอ่านออกเสียงได้ เช่น –at / ถ้า cat อ่านว่า แคท / bat ก็น่าจะอ่านว่า แบท จนสามารถอ่านและเขียนภาษาคาราโอเกะได้ และลองเขียนเล่นดู เริ่มรู้และเข้าใจความหมายหลายอย่าง ผมเริ่มพูดประโยคในหนังสือบทสนทนาภาษาอังกฤษกับคนในครอบครัว พูดจนคนรอบข้างรู้ไปด้วยว่าประโยคนั้นหมายถึงอะไร เช่น แม่จะได้ยินผมถามว่า “แว้ อิ่ส” บ่อย ๆ เวลาหาของไม่เจอ พูดเล่น ๆ แบบนี้มาตลอด จนติดปาก จนจำได้ 555+

ช่วงเรียนประถมปลาย
เริ่มได้เรียนภาษาอังกฤษ แต่ทั้งหมดเป็นความรู้เดิมที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น แบบเรียนน่าจะชื่อ English is Fun ในขณะเดียวกัน พี่ชายเรียนมัธยมต้น ผมเห็นมีหนังสือเรียนภาษาอังกฤษสีสันสวยงาม แบบเรียนน่าจะชื่อ Discovery และ Blueprint ผมเปิดดูแล้วชอบมาก เน้นดูภาพ และผมก็ได้รู้จักกับดิกส์ ที่นี้ อยากรู้ศัพท์คำไหน อ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร ผมก็เปิดเลยครับ ผมยืมหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของพี่ชายมาอ่านตลอด ชอบจดศัพท์ เขียนตามลงสมุด พร้อมคัดลายมือ และเริ่มเรียกสิ่งของรอบตัวทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

* ถึงจุดนี้ รู้ศัพท์ บทสนทนาซึ่งทำให้ปากได้พูด และเพลง ซึ่งทำให้หูได้ฟัง ปากได้ฝึกสำเนียงด้วย รู้แนวสะกดคำ เขียนภาษาคาราโอเกะได้ ช่วยเพื่อนเขียนชื่อ – นามสกุลได้ * 

ช่วงเรียนมัธยมต้น
ผมย้ายมาอยู่กับพ่อและเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งที่สัตหีบ การเรียนที่นี่เข้มข้นขึ้น ผมเริ่มรู้จักแกรมม่า อ่าน และแปล ไม่ค่อยมีบทสนทนาในตอนเรียน แบบเรียนก็คล้ายกับของพี่ชายผมครับ แต่เรียนไม่เคยจบเล่ม ผมเลยศึกษาต่อเอง ผมศึกษาเพิ่มเติมจากการเลือกซื้อหนังสือตามร้านหนังสือ ส่วนใหญ่ไปร้านซีเอ็ด ผมเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ Student Weekly และ Nation Junior รวมถึงลองกลับมาแต่งประโยคเองที่บ้านด้วย แต่งประมาณว่าแต่ละวันทำอะไรไปบ้าง ผมเริ่มสังเกตและจำภาษาอังกฤษรอบตัว เช่น ในห้าง ซุปเปอร์มาร์เก็ต (ตัวอย่างคำ detergent = ผงซักฟอก) หรือตามของกิน กล่องขนม (ตัวอย่างคำ no preservatives = ไม่ใช้วัตถุกันเสีย) ผมติดเพลงฝรั่งมาก บ้าดู MTV ตลอดเลย และชอบเอาดิกส์มาแปลเนื้อเพลง ผมเริ่มคิดในใจและเริ่มเขียนเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น

* ถึงจุดนี้ รู้แกรมม่า ผมจับแนวได้ เช่น I ต้องคู่กับ am, do, have ห้าม are ฯลฯ นะ มันจะคล้องกันตลอด เพราะผมรู้มาจากบทสนทนาและเพลงแล้ว เหมือนเอาภาษาพูดมาสรุปเป็นกฎ ได้ฝึกแต่งประโยคตามหลักแกรมม่า มันทำให้ได้อ่านและเขียน เริ่มจากสั้นและยาวไปจนถึงเรียงความ เขียนไปด้วย เช็กแกรมม่าไปด้วย ทำบ่อย ๆ จำได้เอง *

ช่วงเรียนมัธยมปลาย
การเรียนในโรงเรียนเน้นแกรมม่า อ่าน แปล ศัพท์ รากศัพท์ และการเดาความหมายศัพท์ ผมเริ่มเอาตัวเองไปคลุกคลีกับนักเรียนแลกเปลี่ยน ได้สื่อสารจริงกับฝรั่ง ผมเริ่มอ่านตำราภาษาอังกฤษมากกว่าตำราภาษาไทย ส่วนใหญ่เป็นพวกคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ผมเริ่มหัดอ่านหนังสือพิมพ์ Bangkok Post และ The Nation ผมเริ่มใช้ดิกส์อังกฤษเป็นอังกฤษของ Longman เล่มหนามาก พ่อซื้อให้ ประมาณ 700 กว่าบาทครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ใช้แล้วเหมือนต่อยอดความรู้ภาษาอังกฤษของเราที่มีอยู่ ให้มีเพิ่มขึ้นไปอีก ยุคนั้นเน็ต 56k แรงสุด ผมเริ่มท่องเน็ต อ่านบทความต่าง ๆ ตามที่ตัวเองชอบเป็นภาษาอังกฤษ แต่ที่ชอบที่สุดเลย คือ คอมพิวเตอร์ ศัพท์แสงเยอะมาก ผมเริ่มแชทกับฝรั่งในเรื่องที่ชอบเหมือน ๆ กัน ตรงนี้นอกจากภาษาแล้ว ยังได้รู้เรื่องอื่นอีกด้วย เช่น วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ฯลฯ ของเขาเทียบของเรา ไม่รู้คำไหน เปิดดิกส์แปล ไม่ยาก ฮิฮิ ผมเริ่มสนใจภาษาอื่นที่ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการเขียนเหมือนกัน เช่น สเปน อิตาลี โปรตุเกส อาจจะเป็นเพราะเพื่อนที่แชทด้วยมีหลายชาติ ผมว่าเขาก็คงใช้ภาษาอื่นในคำทั่วไปเหมือนกับบ้านเรานะ เช่น บ้านเราใช้ภาษาอังกฤษ เฮลโหล แต้งกิ้ว อเมริกาใช้ภาษาสเปน โอ้หล่า กราสเซียส เป็นต้น

See also  갤럭시 S10 화면 보는 동안 켜진 상태 유지하기(스마트 스테이) | 스마트 스테이

พักการเรียนหนึ่งปี
ผมเริ่มเพลียการศึกษาไทย ผมเลยลาพักร้อน 1 ปี ไม่เอ็นทรานซ์ 555+ ในระหว่างนั้น ผมก็มีเวลาว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมที่ผมชอบเหมือนเดิมพร้อมกับฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว ผมเริ่มรับจ้างงานด้านคอม เช่น ซ่อม ประกอบ ลงโปรแกรม พิมพ์ เขียนสูตร เขียนโปรแกรม เขียนเว็บ ฯลฯ สอนพิเศษเด็ก เช่น คณิต วิทย์ อังกฤษ แน่นอนตามการเรียนสไตล์ไทย สอนแกรมม่า สอนอ่านตีความ ข้อสอบกากบาท ตอนสอนก็ถือได้ว่าเป็นการทบทวนความรู้ไปในตัวครับ ยามว่างก็ดูซีรีย์ สารคดี ก็ได้ฝึกฟังและคิดตามครับ ชอบเล่นเกม Resident Evil นะ ได้ทั้งฟังและอ่านภาษาอังกฤษในขณะที่เล่นเกม ฟังไม่ได้เป๊ะตลอดเวลา ข้ามบ้าง มโนบ้าง เพราะตอนฟังไม่ใช่ได้ยินแค่เสียง แต่เห็นภาพเคลื่อนไหวด้วย เดาได้ เอาใจความรวมครับ ส่วนอ่านจะเป๊ะตลอด เพราะเปิดดิกส์ได้ สามารถเก็บได้ทุกศัพท์ พร้อมจดลงสมุด เจอคำเดิม ลืมความหมาย ก็เปิดครับ แล้วมันจำได้เองจริง ๆ ขยันเปิดดิกส์มากจนด้ายขาดเลยนะ ขอบอก 555+

* ถึงจุดนี้ ประสบการณ์พอตัว ครบตามทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน แกรมม่าไม่เคร่งมาก เพราะรู้ว่าส่วนมากใช้ในภาษาเขียน รู้ได้อย่างไร? รู้จากการอ่านครับ ผมชอบอ่าน เฉพาะเรื่องที่อยากอ่านนะ * 

ช่วงเรียน ปวส.
ผมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ผมเลยกลับเข้ามาเรียนใหม่ แต่จะพยายามเลือกเรียนสิ่งที่คล้ายกับเด็กฝรั่งเขาเรียน ผมว่า ปวส. เหมาะสุดแล้ว ทฤษฎี ปฏิบัติ อย่างละครึ่ง ผมเลยเลือกเรียนสาขาที่ชอบก็คือไอที ผมว่าคนเรียนจบที่นี่ทำงานได้เลยนะ การเรียนใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะสื่อการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่บรรยายเป็นภาษาไทย ประกอบกับการเรียนภาษาอังกฤษที่นี่เป็นแนวที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน เรียนเน้นการพูดสื่อสารสำหรับการทำงานมากกว่า นอกจากคาบบังคับเข้าเรียนแล้ว ยังมีชั่วโมงบังคับเรียนเอง คือ นักเรียนต้องเข้าไปเรียนเองในห้องภาษาอังกฤษโดยมีสื่อไว้ให้และมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจ มีแสดงละครเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ 555+

และโอกาสก็มาถึง มีอาจารย์ท่านหนึ่งต้องการนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาชีพ หัวข้อในการแข่งขัน คือ ผู้ประกาศข่าวภาษาอังกฤษ อาจารย์เห็นว่าผมพอมีแวว อาจารย์เลยจับผมมาฝึกเพิ่มเติม ตั้งแต่นั้นมา จากที่ผมมีสำเนียงอเมริกัน วัยรุ่น แบดบอย แรพโย่ ยิปปีย่า ยิปปีโย่ ก็เปลี่ยนเป็นสำเนียงอเมริกันแบบผู้ประกาศข่าวทันที ผู้เข้าแข่งขันแต่ละวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศต้องเข้าแข่งขันระดับภาคก่อน ถ้าผ่านเข้ารอบก็จะได้ไปแข่งขันต่อระดับประเทศ ผมไปแข่งมาทั้งหมด 4 ครั้ง ปี 2548 รองชนะเลิศระดับภาค รองชนะเลิศระดับประเทศ ปี 2549 รองชนะเลิศระดับภาค ชนะเลิศระดับประเทศ

หลังจากนั้นก็ได้เป็นตัวแทนทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น การเป็นพิธีกร การกล่าวเปิดงาน การต้อนรับนักศึกษาต่างประเทศ ฯลฯ

สำหรับเรื่องเรียนไอที ส่วนมากจะใช้ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก เพราะความรู้หลายอย่างอัพเดตล่าสุดก็จากต่างประเทศ เมื่อเขียนโปรแกรมติดปัญหา ใช้คีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษค้นหาในกูเกิ้ลจะเจอผลลัพธ์ตลอด มันทำให้ผมรู้วิธีการแก้ปัญหา รู้โนว์ฮาว รู้ฮาวทู ได้เร็วกว่าเพื่อน ๆ

ช่วงเรียน ป.ตรี และทำงานประจำ
ยูทูปเริ่มบูม ช่วงนั้นติดรายการตลก MadTV และ American / Britain’s Got Talent บางทีก็หาคลิปความรู้ดู พวกสอนคณิต เริ่มพบความจริง เช่น ลอการิทึม ln ไทยอ่านลอน ฝรั่งอ่านเอลฺเอ็น ตรีโกณมิติ cos ไทยอ่านคอส ฝรั่งอ่านโคไซน์ อ่านเต็ม 555+ ผมทำงานจันทร์ – ศุกร์ เรียนเสาร์ – อาทิตย์ ภาษาอังกฤษตอนทำงานเน้นอ่าน ตอนเรียน ป.ตรี เหมือนทบทวนเรื่องเดิม เน้นแกรมม่าและอ่านตีความ แต่ที่พิเศษมากขึ้นคือรูปเล่มโปรเจ็กจบผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และบทคัดย่อส่งตีพิมพ์งานวิชาการ คิดว่าได้เขียนเป็นการเป็นงานเยอะสุดก็ตอนนั้น แต่คิดว่ายังไม่เป๊ะนะ 555+ ตอนทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เน้นอ่านครับ ตอนจบ ป.ตรี เกรดอยู่ในระดับขอทุนเรียนต่อเต็มจำนวนได้ เลยสมัครขอทุนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่ง สาขา Embedded System สอบแล้วปรากฎว่าผ่านเข้ารอบ ดีใจมากเลย อาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมบอกว่าคนมาสมัครส่วนใหญ่ไม่ได้ทักษะภาษาอังกฤษ แต่จบตรงสาย ผมได้ทักษะภาษาอังกฤษ แต่จบไม่ตรงสาย ไม่เป็นไร เรียนฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมเอาได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เรียน เนื่องจากสถานการณ์การเงินยังไม่พร้อม คือ ต้องลาออกจากงานไปเรียนเต็มเวลา ในขณะที่ครอบครัวยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ ผมไม่ลังเล ผมเลือกครอบครัวครับ จบ ป.ตรี ได้ ถือว่าเป็นใบเบิกทางสู่การทำงานได้ระดับหนึ่งแล้ว หากอยากเรียนต่อค่อยว่ากันใหม่ ^_^ 

ปัจจุบัน
ผมทำงานประจำเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทักษะภาษาอังกฤษที่ใช้ในโรงงานเรียงได้ตามนี้ อ่าน > ฟัง > เขียน > พูด อ่านและฟังเป็นหลัก เพราะต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เขียนและแปลเอกสารบ้าง พูดบ้างเมื่อมีชาวต่างชาติติดต่อเข้ามา จัดอบรมให้พนักงานพึ่งทำไปได้ 2 หลักสูตรเอง คือ English for Presentation และ English Phonics Fun ส่วนงานอดิเรกของผมก็คือสอนพิเศษครับ หนึ่งในนั้นคือภาษาอังกฤษ สอนไปก็ได้ทวนไปครับ สอนไทยให้ฝรั่งด้วยนะ แชทกันทางเฟสบุ๊กครับ ^_^

ประสบการณ์ชีวิตของผมกับภาษาอังกฤษย่อกระชับสุดแล้วก็มีประมาณนี้แหละครับ ทุกวันนี้ก็ยังคงฝึกอยู่เรื่อย ๆ มันมีแต่รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ไม่มีลดลง ตอนนี้ผมเอาภาษาสเปนมาปัดฝุ่น ก็ฝึกในแนวเดียวกันกับที่ผมฝึกภาษาอังกฤษเช่นกันครับ ยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เน็ตแรงเวอร์ สื่อการเรียนก็มีเยอะ ทั้งให้อ่าน ทั้งให้ดู ทั้งให้ฟัง ผมแอบอิจฉาเด็กสมัยนี้จริง ๆ

หลังจากอ่านกันจบแล้ว ได้เทคนิคอะไรบ้าง บอกกันบ้างนะ เด๋วว่าง ๆ ผมจะมาสรุปให้ แต่หลัก ๆ ของผมเลยคือ “ชอบ” ก่อนครับ แล้วเรื่องอื่นดี ๆ จะตามมา ท้ายที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณพ่อ แม่ ครอบครัว ญาติ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อน ๆ ที่คอยสนับสนุนกันมาตลอด และผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน สู้ ๆ นะครับ ^_^

ครอบครัวส่งผมเรียนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง มีการเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นอนุบาล แนวเดียวกันกับที่บ้าน เพียงแต่ว่าศัพท์เยอะกว่า ท่องเยอะกว่า เปรียบเสมือนการต่อยอดความรู้จากบ้านให้ได้มากขึ้นผมย้ายจากกรุงเทพมาศรีราชา ครอบครัวส่งผมเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนวัดใกล้บ้าน ในขณะนั้นยังไม่มีการเรียนภาษาอังกฤษ ผมเรียนรู้เองที่บ้านจากเพลงเป็นหลัก มีญาติผู้ใหญ่เห็นว่าชอบภาษาอังกฤษ ก็นำหนังสือบทสนทนามาให้ ภายในหนังสือประกอบไปด้วยประโยคภาษาอังกฤษ คำอ่านภาษาไทย คำแปลภาษาไทย ก็เลยเริ่มอ่านเอง พูดเอง มันคันปาก อยากออกเสียง และสำเนียง ฮิฮิ ผมเริ่มจับแนวการสะกดและอ่านออกเสียงได้ เช่น –at / ถ้า cat อ่านว่า แคท / bat ก็น่าจะอ่านว่า แบท จนสามารถอ่านและเขียนภาษาคาราโอเกะได้ และลองเขียนเล่นดู เริ่มรู้และเข้าใจความหมายหลายอย่าง ผมเริ่มพูดประโยคในหนังสือบทสนทนาภาษาอังกฤษกับคนในครอบครัว พูดจนคนรอบข้างรู้ไปด้วยว่าประโยคนั้นหมายถึงอะไร เช่น แม่จะได้ยินผมถามว่า “แว้ อิ่ส” บ่อย ๆ เวลาหาของไม่เจอ พูดเล่น ๆ แบบนี้มาตลอด จนติดปาก จนจำได้ 555+เริ่มได้เรียนภาษาอังกฤษ แต่ทั้งหมดเป็นความรู้เดิมที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น แบบเรียนน่าจะชื่อ English is Fun ในขณะเดียวกัน พี่ชายเรียนมัธยมต้น ผมเห็นมีหนังสือเรียนภาษาอังกฤษสีสันสวยงาม แบบเรียนน่าจะชื่อ Discovery และ Blueprint ผมเปิดดูแล้วชอบมาก เน้นดูภาพ และผมก็ได้รู้จักกับดิกส์ ที่นี้ อยากรู้ศัพท์คำไหน อ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร ผมก็เปิดเลยครับ ผมยืมหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของพี่ชายมาอ่านตลอด ชอบจดศัพท์ เขียนตามลงสมุด พร้อมคัดลายมือ และเริ่มเรียกสิ่งของรอบตัวทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดผมย้ายมาอยู่กับพ่อและเรียนโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งที่สัตหีบ การเรียนที่นี่เข้มข้นขึ้น ผมเริ่มรู้จักแกรมม่า อ่าน และแปล ไม่ค่อยมีบทสนทนาในตอนเรียน แบบเรียนก็คล้ายกับของพี่ชายผมครับ แต่เรียนไม่เคยจบเล่ม ผมเลยศึกษาต่อเอง ผมศึกษาเพิ่มเติมจากการเลือกซื้อหนังสือตามร้านหนังสือ ส่วนใหญ่ไปร้านซีเอ็ด ผมเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ Student Weekly และ Nation Junior รวมถึงลองกลับมาแต่งประโยคเองที่บ้านด้วย แต่งประมาณว่าแต่ละวันทำอะไรไปบ้าง ผมเริ่มสังเกตและจำภาษาอังกฤษรอบตัว เช่น ในห้าง ซุปเปอร์มาร์เก็ต (ตัวอย่างคำ detergent = ผงซักฟอก) หรือตามของกิน กล่องขนม (ตัวอย่างคำ no preservatives = ไม่ใช้วัตถุกันเสีย) ผมติดเพลงฝรั่งมาก บ้าดู MTV ตลอดเลย และชอบเอาดิกส์มาแปลเนื้อเพลง ผมเริ่มคิดในใจและเริ่มเขียนเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้นการเรียนในโรงเรียนเน้นแกรมม่า อ่าน แปล ศัพท์ รากศัพท์ และการเดาความหมายศัพท์ ผมเริ่มเอาตัวเองไปคลุกคลีกับนักเรียนแลกเปลี่ยน ได้สื่อสารจริงกับฝรั่ง ผมเริ่มอ่านตำราภาษาอังกฤษมากกว่าตำราภาษาไทย ส่วนใหญ่เป็นพวกคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ผมเริ่มหัดอ่านหนังสือพิมพ์ Bangkok Post และ The Nation ผมเริ่มใช้ดิกส์อังกฤษเป็นอังกฤษของ Longman เล่มหนามาก พ่อซื้อให้ ประมาณ 700 กว่าบาทครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ใช้แล้วเหมือนต่อยอดความรู้ภาษาอังกฤษของเราที่มีอยู่ ให้มีเพิ่มขึ้นไปอีก ยุคนั้นเน็ต 56k แรงสุด ผมเริ่มท่องเน็ต อ่านบทความต่าง ๆ ตามที่ตัวเองชอบเป็นภาษาอังกฤษ แต่ที่ชอบที่สุดเลย คือ คอมพิวเตอร์ ศัพท์แสงเยอะมาก ผมเริ่มแชทกับฝรั่งในเรื่องที่ชอบเหมือน ๆ กัน ตรงนี้นอกจากภาษาแล้ว ยังได้รู้เรื่องอื่นอีกด้วย เช่น วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ฯลฯ ของเขาเทียบของเรา ไม่รู้คำไหน เปิดดิกส์แปล ไม่ยาก ฮิฮิ ผมเริ่มสนใจภาษาอื่นที่ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการเขียนเหมือนกัน เช่น สเปน อิตาลี โปรตุเกส อาจจะเป็นเพราะเพื่อนที่แชทด้วยมีหลายชาติ ผมว่าเขาก็คงใช้ภาษาอื่นในคำทั่วไปเหมือนกับบ้านเรานะ เช่น บ้านเราใช้ภาษาอังกฤษ เฮลโหล แต้งกิ้ว อเมริกาใช้ภาษาสเปน โอ้หล่า กราสเซียส เป็นต้นผมเริ่มเพลียการศึกษาไทย ผมเลยลาพักร้อน 1 ปี ไม่เอ็นทรานซ์ 555+ ในระหว่างนั้น ผมก็มีเวลาว่างมากขึ้นในการทำกิจกรรมที่ผมชอบเหมือนเดิมพร้อมกับฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว ผมเริ่มรับจ้างงานด้านคอม เช่น ซ่อม ประกอบ ลงโปรแกรม พิมพ์ เขียนสูตร เขียนโปรแกรม เขียนเว็บ ฯลฯ สอนพิเศษเด็ก เช่น คณิต วิทย์ อังกฤษ แน่นอนตามการเรียนสไตล์ไทย สอนแกรมม่า สอนอ่านตีความ ข้อสอบกากบาท ตอนสอนก็ถือได้ว่าเป็นการทบทวนความรู้ไปในตัวครับ ยามว่างก็ดูซีรีย์ สารคดี ก็ได้ฝึกฟังและคิดตามครับ ชอบเล่นเกม Resident Evil นะ ได้ทั้งฟังและอ่านภาษาอังกฤษในขณะที่เล่นเกม ฟังไม่ได้เป๊ะตลอดเวลา ข้ามบ้าง มโนบ้าง เพราะตอนฟังไม่ใช่ได้ยินแค่เสียง แต่เห็นภาพเคลื่อนไหวด้วย เดาได้ เอาใจความรวมครับ ส่วนอ่านจะเป๊ะตลอด เพราะเปิดดิกส์ได้ สามารถเก็บได้ทุกศัพท์ พร้อมจดลงสมุด เจอคำเดิม ลืมความหมาย ก็เปิดครับ แล้วมันจำได้เองจริง ๆ ขยันเปิดดิกส์มากจนด้ายขาดเลยนะ ขอบอก 555+ผมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ผมเลยกลับเข้ามาเรียนใหม่ แต่จะพยายามเลือกเรียนสิ่งที่คล้ายกับเด็กฝรั่งเขาเรียน ผมว่า ปวส. เหมาะสุดแล้ว ทฤษฎี ปฏิบัติ อย่างละครึ่ง ผมเลยเลือกเรียนสาขาที่ชอบก็คือไอที ผมว่าคนเรียนจบที่นี่ทำงานได้เลยนะ การเรียนใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะสื่อการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่บรรยายเป็นภาษาไทย ประกอบกับการเรียนภาษาอังกฤษที่นี่เป็นแนวที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน เรียนเน้นการพูดสื่อสารสำหรับการทำงานมากกว่า นอกจากคาบบังคับเข้าเรียนแล้ว ยังมีชั่วโมงบังคับเรียนเอง คือ นักเรียนต้องเข้าไปเรียนเองในห้องภาษาอังกฤษโดยมีสื่อไว้ให้และมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจ มีแสดงละครเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ 555+และโอกาสก็มาถึง มีอาจารย์ท่านหนึ่งต้องการนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาชีพ หัวข้อในการแข่งขัน คือ ผู้ประกาศข่าวภาษาอังกฤษ อาจารย์เห็นว่าผมพอมีแวว อาจารย์เลยจับผมมาฝึกเพิ่มเติม ตั้งแต่นั้นมา จากที่ผมมีสำเนียงอเมริกัน วัยรุ่น แบดบอย แรพโย่ ยิปปีย่า ยิปปีโย่ ก็เปลี่ยนเป็นสำเนียงอเมริกันแบบผู้ประกาศข่าวทันที ผู้เข้าแข่งขันแต่ละวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศต้องเข้าแข่งขันระดับภาคก่อน ถ้าผ่านเข้ารอบก็จะได้ไปแข่งขันต่อระดับประเทศ ผมไปแข่งมาทั้งหมด 4 ครั้ง ปี 2548 รองชนะเลิศระดับภาค รองชนะเลิศระดับประเทศ ปี 2549 รองชนะเลิศระดับภาค ชนะเลิศระดับประเทศหลังจากนั้นก็ได้เป็นตัวแทนทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น การเป็นพิธีกร การกล่าวเปิดงาน การต้อนรับนักศึกษาต่างประเทศ ฯลฯสำหรับเรื่องเรียนไอที ส่วนมากจะใช้ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก เพราะความรู้หลายอย่างอัพเดตล่าสุดก็จากต่างประเทศ เมื่อเขียนโปรแกรมติดปัญหา ใช้คีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษค้นหาในกูเกิ้ลจะเจอผลลัพธ์ตลอด มันทำให้ผมรู้วิธีการแก้ปัญหา รู้โนว์ฮาว รู้ฮาวทู ได้เร็วกว่าเพื่อน ๆยูทูปเริ่มบูม ช่วงนั้นติดรายการตลก MadTV และ American / Britain’s Got Talent บางทีก็หาคลิปความรู้ดู พวกสอนคณิต เริ่มพบความจริง เช่น ลอการิทึม ln ไทยอ่านลอน ฝรั่งอ่านเอลฺเอ็น ตรีโกณมิติ cos ไทยอ่านคอส ฝรั่งอ่านโคไซน์ อ่านเต็ม 555+ ผมทำงานจันทร์ – ศุกร์ เรียนเสาร์ – อาทิตย์ ภาษาอังกฤษตอนทำงานเน้นอ่าน ตอนเรียน ป.ตรี เหมือนทบทวนเรื่องเดิม เน้นแกรมม่าและอ่านตีความ แต่ที่พิเศษมากขึ้นคือรูปเล่มโปรเจ็กจบผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และบทคัดย่อส่งตีพิมพ์งานวิชาการ คิดว่าได้เขียนเป็นการเป็นงานเยอะสุดก็ตอนนั้น แต่คิดว่ายังไม่เป๊ะนะ 555+ ตอนทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ก็เน้นอ่านครับ ตอนจบ ป.ตรี เกรดอยู่ในระดับขอทุนเรียนต่อเต็มจำนวนได้ เลยสมัครขอทุนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่ง สาขา Embedded System สอบแล้วปรากฎว่าผ่านเข้ารอบ ดีใจมากเลย อาจารย์ที่สัมภาษณ์ผมบอกว่าคนมาสมัครส่วนใหญ่ไม่ได้ทักษะภาษาอังกฤษ แต่จบตรงสาย ผมได้ทักษะภาษาอังกฤษ แต่จบไม่ตรงสาย ไม่เป็นไร เรียนฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมเอาได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เรียน เนื่องจากสถานการณ์การเงินยังไม่พร้อม คือ ต้องลาออกจากงานไปเรียนเต็มเวลา ในขณะที่ครอบครัวยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ ผมไม่ลังเล ผมเลือกครอบครัวครับ จบ ป.ตรี ได้ ถือว่าเป็นใบเบิกทางสู่การทำงานได้ระดับหนึ่งแล้ว หากอยากเรียนต่อค่อยว่ากันใหม่ ^_^ผมทำงานประจำเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทักษะภาษาอังกฤษที่ใช้ในโรงงานเรียงได้ตามนี้ อ่าน > ฟัง > เขียน > พูด อ่านและฟังเป็นหลัก เพราะต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เขียนและแปลเอกสารบ้าง พูดบ้างเมื่อมีชาวต่างชาติติดต่อเข้ามา จัดอบรมให้พนักงานพึ่งทำไปได้ 2 หลักสูตรเอง คือ English for Presentation และ English Phonics Fun ส่วนงานอดิเรกของผมก็คือสอนพิเศษครับ หนึ่งในนั้นคือภาษาอังกฤษ สอนไปก็ได้ทวนไปครับ สอนไทยให้ฝรั่งด้วยนะ แชทกันทางเฟสบุ๊กครับ ^_^ประสบการณ์ชีวิตของผมกับภาษาอังกฤษย่อกระชับสุดแล้วก็มีประมาณนี้แหละครับ ทุกวันนี้ก็ยังคงฝึกอยู่เรื่อย ๆ มันมีแต่รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ไม่มีลดลง ตอนนี้ผมเอาภาษาสเปนมาปัดฝุ่น ก็ฝึกในแนวเดียวกันกับที่ผมฝึกภาษาอังกฤษเช่นกันครับ ยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เน็ตแรงเวอร์ สื่อการเรียนก็มีเยอะ ทั้งให้อ่าน ทั้งให้ดู ทั้งให้ฟัง ผมแอบอิจฉาเด็กสมัยนี้จริง ๆหลังจากอ่านกันจบแล้ว ได้เทคนิคอะไรบ้าง บอกกันบ้างนะ เด๋วว่าง ๆ ผมจะมาสรุปให้ แต่หลัก ๆ ของผมเลยคือ “ชอบ” ก่อนครับ แล้วเรื่องอื่นดี ๆ จะตามมา ท้ายที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณพ่อ แม่ ครอบครัว ญาติ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อน ๆ ที่คอยสนับสนุนกันมาตลอด และผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน สู้ ๆ นะครับ ^_^

See also  미국주식 입문 초보자들을 위한 무료 사이트 Top 3 (보너스 팁: 로빈후드 비추 이유) | 구글 캐시 보는법


เรื่องเล่าเด็กช่าง เล่าประสบการณ์ชีวิต + คลิปวีดีโอ ผมอยู่ในนั้น ep.1


เรื่องเล่าเด็กช่าง เล่าประสบการณ์ชีวิต เจสันสตูดิโอ ผมอยู่ในนั้น
เรื่องเล่าเด็กช่าง เล่าประสบการณ์ชีวิต ผมอยู่ในนั้นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อตอนสมัยผมเรียนช่างกลปวชเหตุที่นำมาเล่านั้นไม่ได้มีเจตนาจะยุยงส่งเสริมให้นักเรียนตีกัน เพียงแต่นำประสบการณ์ของผมนั้นมาเล่าสู่ให้พี่ๆน้องๆนั้นได้ฟังเพื่อให้รู้ว่าบางทีชีวิตเราอาจจะไม่ได้โชคดีทุกรอบ อยากให้เรื่องนี้เป็นวิทยาทานให้กับเด็กช่างทุกคนครับ ส่วนตัวนี้จัดทำขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้นถ้าเกิดผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมาณที่นี้ด้วยครับ

https://www.youtube.com/watch?v=W4fxuZU87mw\u0026t=6s
คลิปต้นฉบับครับ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

เรื่องเล่าเด็กช่าง เล่าประสบการณ์ชีวิต + คลิปวีดีโอ ผมอยู่ในนั้น ep.1

ผู้ใดผ่าน 6 คนนี้ไปได้ คือคนที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ชัยชนะของผู้ถ่อมตนและจุดจบของคนขี้อวด การเป็นคน


เรื่องเล่าประสบการณ์แปลกๆ เร้นลับน่ากลัว หรือเรื่องของเวรกรรมที่ประสบพบเจอมาด้วยตนเองหรือของคนรอบข้างหรือได้ยินได้ฟังมา มาบรรยายถ่ายทอดให้ได้รับฟังกัน ทั้งเพื่อความบันเทิง และเป็นคติเตือนใจ ให้ผู้คนเกรงกลัวละเว้นจากบาปกรรม ต่อไป ด้วยความเครพอย่างสูงยิ่ง กระผม อานนท์\r
พูดคุยทักทายให้กำลังใจกันได้ที่ facebook แฟนเพจ อานนท์ เล่าเรื่อง https://web.facebook.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87645186065668035/\r
\r
เฟสบุ๊คส่วนตัว https://web.facebook.com/profile.php?id=100014063652326\r
\r
เครดิต เพลงประกอบ outro : The Evening of Departure โดย Twin Musicom ได้รับอนุญาตภายใต้ ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (https://creativecommons.org/licenses/…)\r
ศิลปิน: http://www.twinmusicom.org/\r
\r
อานนท์เล่าเรื่อง สาระความรู้ คติธรรมสอนใจ

ผู้ใดผ่าน 6 คนนี้ไปได้ คือคนที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ชัยชนะของผู้ถ่อมตนและจุดจบของคนขี้อวด การเป็นคน

ใช้ชีวิตอยู่ USA 🇺🇸 ดีจริงหรอ ?? | เล่าประสบการณ์ส่วนตัว #เล่าประสบการณ์ #ชีวิตในอเมริกา #ggigie


สิ่งที่เล่าเป็นการแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวของจี้เองที่ใช้ชีวิตอยู่เป็นพลเมืองของเขาเลย และอยากมาแชร์ให้ทุกคนได้ฟังกันค่ะ
Instagram: ggigie
ติดต่องาน
0985326569 คุณโอม
0997496959 คุณน้ำ

ใช้ชีวิตอยู่ USA 🇺🇸 ดีจริงหรอ ?? | เล่าประสบการณ์ส่วนตัว  #เล่าประสบการณ์ #ชีวิตในอเมริกา #ggigie

ความรักกับความคาดหวัง | CLUB FRIDAY 28 กันยายน 2561


ความรักกับความคาดหวัง | CLUB FRIDAY 28 กันยายน 2561

หลอนเลย!!! จ๊ะ อาร์สยาม เจอผีมาเคาะประตูขอส่วนบุญ ขณะไลฟ์สดเล่าเรื่องทำบุญสร้างวัด


หลอนเลย!!! จ๊ะ อาร์สยาม เจอผีมาเคาะประตูขอส่วนบุญ ขณะไลฟ์สดเล่าเรื่องทำบุญสร้างวัด

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่Investement

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ เล่าประสบการณ์ชีวิต

3 thoughts on “[Update] หมอเล่านาทีชีวิต ทำคลอดบนเรือสปีดโบ๊ท หลังแม่ท้องแก่คลอดบนเกาะหลีเป๊ะไม่สำเร็จ | เล่าประสบการณ์ชีวิต – Sathyasaith”

  1. 468595 519649I genuinely got into this article. I discovered it to be interesting and loaded with exclusive points of interest. I like to read material that makes me feel. Thank you for writing this great content material. 748667

    Reply
  2. 770889 434580Soon after study a couple of with the weblog articles for your website now, and that i really like your method of blogging. I bookmarked it to my bookmark internet site list and are checking back soon. Pls consider my internet web site too and inform me what you consider. 456330

    Reply

Leave a Comment