[Update] อุปกิเลส 16 ประการยังใจให้เศร้าหมอง | โลภะ คือ – Sathyasaith

โลภะ คือ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ธรรมะวันนี้ขอกล่าวถึงอกุศลธรรมหมวดหนึ่งซึ่งผู้ศึกษาพระธรรมคำสอนแห่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าพระศรีศากยมุนีโคดมได้ตรัสสอนไว้ว่าเป็นเครื่องยังจิตให้เศร้าหมอง เป็นกิเลสที่ประดุจเครื่องยังใจให้มีมลทิน ไม่ผ่องใส เมื่อเรากล่าวถึงความเป็นผู้มีจิตสะอาด มีใจที่สูงฉันใด อุปกิเลสนี้แหละที่ห้ามเสียมิให้ใจคนสะอาด สว่าง สงบ อุปกิเลส 16 ประการนี้ได้แก่
1.อภิชฌาวิสมโลภะ – ความโลภแบบที่ว่าอยากได้ไปเสียทุกอย่าง
2.พยาบาท – ความคิดต้องการแก้แค้น
3.โกธะ – ความโกรธ
4.อุปนาหะ – ความผูกโกรธ คือโกรธแบบที่เวลาผ่านไปนานแล้วก็ยังโกรธอยู่ไม่ลดน้อยลง
5.มักขะ – ความลบหลู่คุณท่าน ผมยกตัวอย่างเช่นในครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงเจ้าสุนักขัตตะทราบดีว่าพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นสามารถนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้นได้ จะกล่าวว่าเจ้าสุนักขัตตะไม่มีศรัทธานั้นยังน้อยเกินไปครับ ควรจะกล่าวว่าเจ้าสุนักขัตตะเป็นผู้ลบหลู่คุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ ตามธรรมดาแล้วเมื่อมีผู้ใดที่มีความรู้สูงและเป็นความรู้แท้จริง ทั้งเป็นคนมีคุณธรรมแท้จริง ได้ให้การอบรมความรู้และขัดเกลาอุปนิสัยโดยไม่ปิดบัง ผู้ได้รับการสั่งสอนนั้นที่ถูกควรจะยกย่องผู้สั่งสอนนั้นด้วยความสำนึกในบุญคุณจึงจะเป็นการสมควรครับ เพราะเจ้าสุนักขัตตะไม่ตระหนักถึงคุณของพระบรมศาสดา คนประเภทนี้นั้นย่อมไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในทางธรรมได้เลย
6.ปลาสะ – ยกตนเทียบเท่า คือรับบุญคุณผู้อื่นมา พอมีโอกาสก็ยกตนเองขึ้นมาเสมอกับผู้ให้ความรู้
7.อิสสา – ความริษยาในความสำเร็จอันผู้อื่นได้มาด้วยความพากเพียร
8.มัจฉริยะ – ความตระหนี คือความเป็นผู้ที่เจ็บร้อนอยู่ในการถวายทานแก่ภิกษุ หรือคนยากไร้ หรือให้รางวัลแก่ผู้ช่วยเหลืองานการจนประสบความสำเร็จ อ้างเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อจะไม่ต้องเสียทรัพย์ในเหตุที่สมควรจะยอมเสีย
9.มายา – ความมีมารยา เสแสร้งแกล้งทำ ความเป็นคนลวงโลก
10.สาเถยยะ – ความโอ้อวด แสดงตนว่าเหนือกว่าคนอื่นเสียในทุกๆเรื่อง
11.ถัมภะ – ความหัวดื้อ หมายถึงความหัวดื้อในสิ่งที่ตนเข้าใจผิด เมื่อทราบว่าตัวเองผิดพลาดไปก็บ่ายเบี่ยง อ้างเหตุผลว่าตนไม่ได้ผิด หรือบางทีทำผิดต่อผู้อื่นแล้วไม่ยอมรับว่าผิด บางทีทำผิดไปแล้วอ้างว่าตนเองมีผู้สนับสนุนมากมาย
12.สารัมภะ – ความแข่งดี การแข่งขันกันนั้นบางทีก็เป็นประโยชน์ แต่ไม่ควรให้เกินเลยจนสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น บางทีแข่งขันกันจนคิดถึงขนาดว่าจองล้างกัน หรือใช้วิธีเอาชนะที่ผิดศีลธรรม สาเหตุก็เพราะจิตใจไม่บริสุทธิ์สะอาด
13.มานะ – ความถือตัว ปฏิบัติตนไม่เหมาะสมกับชนทั้งหลายทั้งที่เป็นบิดามารดา ครูอาจารย์ มิตรสหายที่เป็นบัณฑิตมีปัญญา บุตรและภรรยา สมณะ บริวาร ความถือตัวนั้นยังผลให้ผู้ถือตัวจัดนั้นวางตัวไม่เหมาะสมในชนทั้งหลายเหล่านี้
14.อติมานะ – ความดูหมิ่นในผู้ควรปฏิบัติด้วยดี ลบหลู่ผู้มีคุณความดีให้ถึงซึ่งความเสื่อมเสีย
15.มทะ – ความมัวเมา หลงในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งวิจิตรพิสดาร ไม่พิจารณาว่าล้วนไม่เป็นแก่นสาร มียึดเหนี่ยวในคุณธรรมความดี แต่ไปยึดเหนี่ยวในทรัพย์บ้าง ยศบ้าง
16.ปมาทะ – ความเลินเล่อ คือไม่สร้างสมกุศลธรรม เพราะเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรจะต้องทำ

พระสูตรนี้กล่าวว่าอุปกิเลสเป็นเครื่องยังใจให้เศร้าหมอง เมื่อจิตใจเศร้าหมอง ทุคติย่อมมีแก่ผู้เศร้าหมองนั้น สำหรับท่านที่อยากจะทราบว่าอุปกิเลสต่างๆเหล่านี้มีรายละเอียดอย่างไร จะละกิเลสแบบนี้ด้วยวิธีอย่างไร ผมเห็นว่ามีหนังสือชื่อว่าสนิมในใจ เขียนโดยพ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ที่อธิบายถึงอุปกิเลส16ข้อนี้ไว้ และการละกิเลสที่ว่ามานี้มีคุณประโยชน์มากมายมหาศาลครับ คือจิตใจมนุษย์นั้นเหมือนผ้าที่เปื้อนรอยสกปรก การละอุปกิเลสเหล่านี้ก็เช่นเดียวกับการซักล้างผ้าที่เปื้อนให้สะอาต จิตใจที่สะอาดย่อมมีปิติและสุขเกิดขึ้น และยังมีผลให้ผู้นั้นมีศีลอันบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จิตของผู้นั้นย่อมพร้อมแก่การฝึกฝนเพื่อให้ได้สมาธิจิต และยังจิตให้พร้อมแก่การเจริญพรหมวิหารธรรม อาทิการเจริญเมตตาพรหมวิหาร การเจริญกรุณาพรหมวิหาร ฯลฯ ดังที่ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่ไปที่ท่าน้ำเพื่อจะลงอาบน้ำกาย แต่จิตใจไม่สะอาด เป็นผู้ถือเอาทรัพย์อันผู้อื่นไม่ให้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้ตระหนี่ เป็นผู้กล่าวคำมุสาทั้งที่รู้ ท่าน้ำนั้นจะช่วยอะไรได้

พระสูตรในวันนี้ยกมาจากพระสุตตันตปิฎก เล่ม4 มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค ครับ

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

***********************************************

                         ๗. วัตถูปมสูตร
                       ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยผ้า
      [๙๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-
      สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก
 เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุ
 ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว.
      [๙๒] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่เศร้าหมองมลทินจับ
 ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมภู ผ้านั้น
 พึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมไม่ดี มีสีมัวหมอง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะผ้าเป็นของไม่บริสุทธิ์
 ฉันใด เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น.
      ผ้าที่บริสุทธิ์สะอาด ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ คือ สีเขียว สีเหลือง
 สีแดง หรือสีชมภู ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมดี มีสีสด ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะ
 ผ้าเป็นของบริสุทธิ์ ฉันใด เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น.
                          อุปกิเลส ๑๖
      [๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเหล่าไหน เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต [คือ]
 อภิชฌาวิสมโลภะ [ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพ่งเล็ง] พยาบาท [ปองร้ายเขา] โกธะ [โกรธ]
 อุปนาหะ [ผูกโกรธไว้] มักขะ [ลบหลู่คุณท่าน] ปลาสะ [ยกตนเทียบเท่า] อิสสา [ริษยา]
 มัจฉริยะ [ตระหนี่] มายา [มารยา] สาเฐยยะ [โอ้อวด] ถัมถะ [หัวดื้อ] สารัมภะ [แข่งดี]
 มานะ [ถือตัว] อติมานะ [ดูหมิ่นท่าน] มทะ [มัวเมา] ปมาทะ [เลินเล่อ] เหล่านี้เป็น
 ธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิต.
      [๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นรู้ชัดว่า อภิชฌาวิสมโลภะ ลพยาบาท โกธะ อุปนาหะ
 มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมถะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ
 ปมาทะ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตด้วยประการฉะนี้แล้ว ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะ
 พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมถะ สารัมภะ
 มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อันเป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตเสีย.
      [๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุรู้ชัดว่า อภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท
 โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมถะ สารัมภะ มานะ
 อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็ละอภิชฌา-
 วิสมโลภะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ
 ถัมถะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อันเป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตเสียได้
 แล้ว ในกาลนั้น เธอเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ
 พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและ
 จรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดา
 ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เป็นผู้ประกอบด้วยความ
 เลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง
 ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน (แล)
 เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค
 ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง คือ คู่บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘
 พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนั้น เป็นผู้ควรรับเครื่องสักการะ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้
 ควรทักขิณา เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ก็เพราะเหตุที่
 ส่วนแห่งกิเลสนั้นๆ อันภิกษุนั้นสละได้แล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละเสียแล้ว สละคืนแล้ว
 เธอย่อมได้ความรู้แจ้งอรรถ ย่อมได้ความรู้แจ้งธรรม ย่อมได้ปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรมว่า
 เราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระพุทธเจ้า เราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส
 อันแน่วแน่ในพระธรรม เราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระสงฆ์ และเพราะ
 ส่วนแห่งกิเลสนั้นๆ อันเราสละได้แล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละเสียแล้ว สละคืนแล้ว
 ดังนี้ เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อม
 ได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น.
      [๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นแลมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้
 ถึงแม้จะฉันบิณฑบาตข้าวสาลีปราศจากเมล็ดดำ มีแกงมีกับมิใช่น้อย การฉันบิณฑบาตของภิกษุนั้น
 ก็ไม่มีเพื่ออันตรายเลย.
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผ้าอันเศร้าหมอง มลทินจับ ครั้นมาถึงน้ำอันใส ย่อมเป็นผ้าหมดจด
 สะอาด อีกอย่างหนึ่ง ทองคำครั้นมาถึงปากเบ้า ย่อมเป็นทองบริสุทธิ์ ผ่องใส ฉันใด ภิกษุ
 ก็ฉันนั้นแล มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ ถึงแม้จะฉันบิณฑบาตข้าวสาลีปราศจาก
 เมล็ดดำ มีแกงมีกับมิใช่น้อย การฉันบิณฑบาตของภิกษุนั้น ก็ไม่มีเพื่ออันตรายเลย.
      [๙๗] ภิกษุนั้นมีใจประกอบด้วยเมตตา ประกอบด้วยกรุณา ประกอบด้วยมุทิตา
 ประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน มีใจ
 ประกอบด้วยเมตตา ประกอบด้วยกรุณา ประกอบด้วยมุทิตา ประกอบด้วยอุเบกขา อันไพบูลย์
 เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปยังทิศเบื้องบน เบื้องต่ำ ด้านขวาง
 ทั่วโลกทั้งสิ้น โดยเป็นผู้หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั่วหน้า ในที่ทุกแห่ง ด้วยประการฉะนี้ เธอย่อม
 รู้ชัดว่า สิ่งนี้มีอยู่ สิ่งที่เลวทรามมีอยู่ สิ่งที่ประณีตมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องสลัดออกที่ยิ่งแห่ง
 สัญญานี้ มีอยู่ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ
 แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
 พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ดูกรภิกษุ
 ทั้งหลาย ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า เป็นผู้อาบแล้วด้วยเครื่องอาบอันเป็นภายใน.
                       การอาบน้ำในศาสนา
      [๙๘] ก็โดยสมัยนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ นั่งอยู่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค
 จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ท่านพระโคดม จะเสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกา เพื่อจะสรงสนาน
 หรือ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยแม่น้ำพาหุกาเล่า
 แม่น้ำพาหุกา จักทำประโยชน์อะไรได้.
      สุ. ท่านพระโคดม แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมาก สมมติว่าให้ความบริสุทธิ์ได้
 ท่านพระโคดม แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นบุญ อนึ่ง ชนเป็นอันมาก พากัน
 ไปลอยบาปกรรมที่ตนทำแล้วในแม่น้ำพาหุกา.
      ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า
          คนพาล มีกรรมดำแล่นไปยังแม่น้ำพาหุกา ท่าน้ำอธิกักกะ ท่าน้ำ-
      คยา แม่น้ำสุนทริกา แม่น้ำสรัสสดี ท่าน้ำปยาคะ และแม่น้ำพาหุมดี
      แม้เป็นนิตย์ ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ แม่น้ำสุนทริกา ท่าน้ำปยาคะ หรือแม่น้ำ
      พาหุกา จักทำอะไรได้ จะชำระนรชนผู้มีเวร ทำกรรมอันหยาบช้า ผู้มี-
      กรรมอันเป็นบาปนั้น ให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย ผัคคุณฤกษ์ ย่อมถึงพร้อม
      แก่บุคคลผู้หมดจดแล้วทุกเมื่อ อุโบสถ ก็ย่อมถึงพร้อม แก่บุคคล
      ผู้หมดจดแล้วทุกเมื่อ วัตรของบุคคลผู้หมดจดแล้ว มีการงานอันสะอาด
      ย่อมถึงพร้อมทุกเมื่อ ดูกรพราหมณ์ ท่านจงอาบในคำสอนของเรานี้เถิด
      จงทำความเกษมในสัตว์ทั้งปวงเถิด ถ้าท่านไม่กล่าวคำเท็จ ไม่เบียดเบียน
      สัตว์ ไม่ถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ให้ เป็นผู้มีความเชื่อ ไม่ตระหนี่ไซร้
      ท่านไปยังท่าน้ำคยาแล้วจักทำอะไรได้ แม้การดื่มน้ำในท่าคยา ก็จักทำอะไร
      ให้แก่ท่านได้.
                   สุนทริกพราหมณ์บรรลุพระอรหัตต์
      [๙๙] ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูล-
 *พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่าน
 พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนคนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด
 บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด
 พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่าน
 พระโคดม พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ข้าพระองค์ พึงได้บรรพชาอุปสมบท
 ในสำนักของท่านพระโคดมผู้เจริญเถิด สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ได้บรรพชาอุปสมบท
 ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็ท่านพระภารทวาชะครั้นอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจาก
 หมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่ช้านานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุด
 แห่งพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการ ออกจากเรือนบวช
 เป็นบรรพชิตโดยชอบด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบ
 แล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระภารทวาชะได้เป็น
 พระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนี้แล.
                        จบ วัตถูปมสูตรที่ ๗

See also  10초 하트그리기 [일러스트] | 하트아이콘

****************************************
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ

Share this:

Like this:

ถูกใจ

กำลังโหลด…

This entry was posted on ธันวาคม 16, 2008 at 5:09 pm and is filed under Uncategorized. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed.
You can leave a response, or trackback from your own site.

[Update] [355] เจตสิก 52 : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๖ | โลภะ คือ – Sathyasaith

[355] เจตสิก 52 (ธรรมที่ประกอบกับจิต, สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต, อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต – mental factors; mental concomitants)
�������ก. อัญญาสมานาเจตสิก 13 (เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น คือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล มิใช่เข้าได้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพวกเดียว – the Common-to-Each-Other; general mental factors)
�����������1) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง – universal mental factors; the Primary)
���������������1. ผัสสะ (ความกระทบอารมณ์ – contact; sense-impression)
���������������2. เวทนา (ความเสวยอารมณ์ – feeling)
���������������3. สัญญา (ความหมายรู้อารมณ์ – perception)
���������������4. เจตนา (ความจงใจต่ออารมณ์ – volition)
���������������5. เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว – one-pointedness; concentration)
���������������6. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต, สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษานามธรรมทั้งปวง – vitality; life-faculty)
���������������7. มนสิการ (ความกระทำอารมณ์ไว้ในใจ, ใส่ใจ – attention)

�����������2) ปกิณณกเจตสิก 6 (เจตสิกที่เรี่ยรายแพร่กระจายทั่วไป คือ เกิดกับจิตได้ทั้งฝ่ายกุศล และอกุศล แต่ไม่แน่นอนเสมอไปทุกดวง – particular mental factors; the Secondary)
���������������8. วิตก (ความตรึกอารมณ์ – initial application; thought conception; applied thought)
���������������9. วิจาร (ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์ – sustained application; discursive thinking; sustained thought)
���������������10. อธิโมกข์ (ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์ – determination; resolution)
���������������11. วิริยะ (ความเพียร – effort; energy)
���������������12. ปีติ (ความปลาบปลื้มในอารมณ์, อิ่มใจ – joy; interest)
���������������13. ฉันทะ (ความพอใจในอารมณ์ – conation; zeal)

�������ข. อกุศลเจตสิก 14 (เจตสิกฝ่ายอกุศล – immoral or unwholesome mental factors; unprofitable mental factors)
�����������1) สัพพากุสลสาธารณเจตสิก 4 (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง – universal immorals; the Primary)
���������������14. โมหะ (ความหลง – delusion)
���������������15. อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป – shamelessness; lack of moral shame)
���������������16. อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป – fearlessness; lack of moral dread)
���������������17. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน – restlessness; unrest)

�����������2) ปกิณณกอกุศลเจตสิก 10 (อกุศลเจตสิกที่เกิดเรี่ยรายแก่อกุศลจิต – particular immorals; the Secondary)
���������������18. โลภะ (ความอยากได้อารมณ์ – greed)
���������������19. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด – wrong view)
���������������20. มานะ (ความถือตัว – conceit)
���������������21. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย – hatred)
���������������22. อิสสา (ความริษยา – envy; jealousy)
���������������23. มัจฉริยะ (ความตระหนี่ – stinginess; meanness)
���������������24. กุกกุจจะ (ความเดือดร้อนใจ – worry; remorse)
���������������25. ถีนะ (ความหดหู่ – sloth)
���������������26. มิทธะ (ความง่วงเหงา – torpor)
���������������27. วิจิกิจฉา (ความคลางแคลงสงสัย – doubt; uncertainty; scepsis)

�������ค. โสภณเจตสิก 25 (เจตสิกฝ่ายดีงาม – beautiful mental factors; lofty mental factors)
�����������1) โสภณสาธารณเจตสิก 19 (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง – universal beautiful mental factors; the Primary)
���������������28. สัทธา (ความเชื่อ – confidence; faith)
���������������29. สติ (ความระลึกได้, ความสำนึกพร้อมอยู่ – mindfulness)
���������������30. หิริ (ความละอายต่อบาป – moral shame; conscience)
���������������31. โอตตัปปะ (ความสะดุ้งกลัวต่อบาป – moral dread)
���������������32. อโลภะ (ความไม่อยากได้อารมณ์ – non-greed)
���������������33. อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย – non-hatred)
���������������34. ตัตรมัชฌัตตตา (ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ – equanimity; specific neutrality)
���������������35. กายปัสสัทธิ (ความสงบแห่งกองเจตสิก – tranquillity of mental body)
���������������36. จิตตปัสสัทธิ (ความสงบแห่งจิต – tranquillity of mind)
���������������37. กายลหุตา (ความเบาแห่งกองเจตสิก – lightness of mental body; agility of ~)
���������������38. จิตตลหุตา (ความเบาแห่งจิต – lightness of mind; agility of ~)
���������������39. กายมุทุตา (ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก – pliancy of mental body; elasticity of ~)
���������������40. จิตตมุทุตา (ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต – pliancy of mind; elasticity of ~)
���������������41. กายกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก – adaptability of mind; wieldiness of ~)
���������������42. จิตตกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งจิต – adaptability of mind; wieldiness of ~)
���������������43. กายปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก – proficiency of mental body)
���������������44. จิตตปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งจิต – proficiency of mind)
���������������45. กายุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก – rectitude of mental body; uprightness of ~)
���������������46. จิตตุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งจิต – rectitude of mind; uprightness of ~)

�����������2) วิรตีเจตสิก 3 (เจตสิกที่เป็นตัวความงดเว้น – abstinences)
���������������47. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ – right speech)
���������������48. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ – right action)
���������������49. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ – right livelihood)

�����������3) อัปปมัญญาเจตสิก 2 (เจตสิกคืออัปปมัญญา – boundless states)
���������������50. กรุณา (ความสงสารสัตว์ผู้ถึงทุกข์ – compassion)
���������������51. มุทิตา (ความยินดีต่อสัตว์ผู้ได้สุข – sympathetic joy)

�����������4) ปัญญินทรีย์เจตสิก 1 (เจตสิกคือปัญญินทรีย์ – faculty of wisdom)
���������������52. ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ (ความรู้เข้าใจ ไม่หลง – undeludedness; wisdom)

Comp. 94 สงฺคห. 7.


ลดโลภะ ลงบ้าง


88 ธรรมเตือนใจ ตอนที่ 3 ลดโลภะ ลงบ้าง
https://www.dhammahome.com/live
ฟังวิทยุออนไลน์
https://www.dhammahome.com/radio

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

ลดโลภะ ลงบ้าง

25-395 โลภะ


พระไตรปิฎก http://pratripitaka.com
โลภสูตร ว่าด้วยโลภะ
{๑๗๙} [๑] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์
กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ A
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราขอรับรองความเป็น
อนาคามีของเธอทั้งหลาย
ธรรมอย่างหนึ่ง คืออะไร
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งคือโลภะ(ความอยากได้)ได้ เราขอ
รับรองความเป็นอนาคามีของเธอทั้งหลาย”
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส
คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
โลภะใดเป็นเหตุให้สัตว์ผู้โลภไปสู่ทุคติ
ผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง B ย่อมละโลภะนั้นได้เพราะรู้โดยชอบ
ครั้นละได้แล้ว จึงไม่ต้องหวนกลับมาเกิดในโลกนี้อีก
ไม่ว่าในกาลไหน ๆ
แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล
โลภสูตรที่ ๑ จบ
เชิงอรรถ
A แปลตามนัย ขุ.อิติ.อ. ๑๘
B เห็นแจ้ง หมายถึงเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความไม่เที่ยง เป็นต้น (ขุ.อิติ.อ. ๑/๔๙)
อ่านต่อ คลิก http://pratripitaka.com/25395/

25-395 โลภะ

เหตุปัจจัย คือ เหตุ6 ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ คือ ปัญญา ค่ะ


อกุศลเหตุ 3 คือ โลภะเหตุ โทสะเหตุ โมฆะเหตุ
โสภณเหตุ 3 คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ
เรียกว่า เหตุ 6
เหตุปัจจัย เป็นรากแก้ว ในจิตดวงนั้น จึงทำให้จิตเหล่านี้เจริญเติบโตขึ้นได้อีก อกุศลเกิดง่ายและบ่อยกว่ามาเนิ่นนาน ส่วนปัญญาเกิดยากกว่ามาก ต้องได้ยินได้ฟังพระธรรมตามพระไตรปิฎก ปัญญาจึงจะเจริญถึงขั้นสุด คือ ความเป็นพระอรหันต์ค่ะ
ขอเรียนเชิญอ่านพระไตรปิฎกทุกวันนะคะ เพราะเต็มไปด้วยคำสอนที่จะทำให้โสภณเหตุสามเกิดขึ้นในจิตค่ะ
TRISIKKHA.com พระอาจารย์สมบัติ นันทิโก บรรยายธรรมตามพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานค่ะ ท่านเชื่อมโยงได้หมดพาลงที่อริยสัจสี่เสมอค่ะ

เหตุปัจจัย คือ เหตุ6 ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ คือ ปัญญา ค่ะ

ไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ | พุทธวจน | ธรรมะ | พระอาจารย์คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง


ร่วมสนับสนุนการเผยแผ่ได้ที่
บัญชี วัดนาป่าพง ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่ 3182461756
ติดตามได้ที่ช่องทางดังนี้
Facebook : https://www.facebook.com/Buddhawajanareal2020
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCKAv48NZM7RPtw7DmY9ReRg
IG : https://www.instagram.com/buddhawajanareal
http://watnapp.com
กด Like
กด Shared
กด ติดตาม
กด กระดิ่ง เพื่อไม่พลาดสาระธรรมดีๆ ก่อนใคร
เพื่อเป็นกำลังใจแก่ทีมงาน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตาม
พุทธวจนเรียลพุทธวจนวัดนาป่าพงพระอาจารย์คึกฤทธิ์

ไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ | พุทธวจน | ธรรมะ | พระอาจารย์คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

พุทธวจน-วิธีละกาม


ศึกษาพุทธวจน
วัดนาป่าพง
http://watnapp.com/

พุทธวจน-วิธีละกาม

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆInvestement

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ โลภะ คือ

6 thoughts on “[Update] อุปกิเลส 16 ประการยังใจให้เศร้าหมอง | โลภะ คือ – Sathyasaith”

  1. 943383 616166Exceptional editorial! Would like took pleasure the specific following. Im hoping to learn to read a good deal more of you. Theres no doubt that you possess tremendous awareness and even imagination. I happen to be really highly fascinated employing this critical details. 39234

    Reply
  2. 433869 574844Spot lets start function on this write-up, I truly believe this wonderful website requirements significantly more consideration. Ill apt to be once again to read an excellent deal a lot more, several thanks for that info. 922841

    Reply
  3. 647590 171483Oh my goodness! a fantastic post dude. Many thanks However We are experiencing difficulty with ur rss . Dont know why Can not sign up to it. Could there be anybody discovering identical rss difficulty? Anyone who knows kindly respond. Thnkx 196436

    Reply

Leave a Comment